บทที่ 3 ตอนที่3 ไม่ได้บอกว่าจะไปกับใครสักหน่อย
ตอนที่3
ไม่ได้บอกว่าจะไปกับใครสักหน่อย
คณินพูดขณะเก็บแฟ้มประวัติคนไข้“ผมคุยกับเด็กมาตั้งนานยังแทบถูกไล่ออกจากห้อง คุณเข้ามาไม่ถึงห้านาทีเขาก็ยอมอ้าปาก ถ้าเป็นแบบนี้ผมควรเลี้ยงกาแฟเป็นค่าครูนะ”
พิมพ์หันมองเขา“ไม่เป็นไรค่ะ ถือว่าเป็นงาน”
คำตอบเรียบสนิทไม่มีเขิน ไม่มีหลบตาไม่มีรอยยิ้มที่มักเกิดกับคนอื่นเมื่อเขาใช้ประโยคทำนองนี้
คณินมองตามหญิงสาวที่เดินออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ
พยาบาลอาวุโสหัวเราะขึ้นมา“ผิดหวังเหรอคะคุณหมอ”
“เรื่องอะไรครับ”
“ก็ปกติหมอคณินชวนใครกินกาแฟไม่เห็นเคยโดนตัดบทเร็วแบบนี้”
“ผมชวนเป็นค่าครูจริง ๆ”
“ค่ะ เชื่อค่ะ”น้ำเสียงของอีกฝ่ายชัดเจนมากว่าไม่เชื่อ
คณินหัวเราะ แล้วเดินออกไปเตรียมรับคนไข้รายต่อไป เขาคิดว่าตัวเองคงลืมเรื่องเล็ก ๆ นี้ภายในไม่กี่นาที แต่ตลอดช่วงเช้า ภาพสีหน้าเรียบเฉยของพิมพ์ชนกกลับโผล่เข้ามาในหัวเป็นระยะอย่างน่ารำคาญโดยเฉพาะตอนที่เธอปรายตามองเขาราวกับรอยยิ้มและคำพูดหวาน ๆ ของเขาไม่มีผลใด ๆ ทั้งสิ้น
มันไม่ใช่เรื่องที่คณินคุ้นเคยเท่าไรนัก
ช่วงพักเที่ยง ร้านอาหารของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล และญาติผู้ป่วย เสียงพูดคุยดังปะปนกับเสียงช้อนกระทบจาน โต๊ะริมกระจกซึ่งมองเห็นสวนด้านล่างถูกจับจองแทบหมด
คณินเดินเข้ามาพร้อมเพื่อนหมออีกสองคน ทันทีที่ผ่านโต๊ะพยาบาลกลุ่มหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งก็ทัก
“คุณหมอคะ วันนี้เลิกกี่โมงคะ เห็นเมื่อเช้าบอกว่าจะไปลองร้านกาแฟเปิดใหม่”
คณินชะงักเล็กน้อยก่อนส่งยิ้ม“ผมพูดว่าถ้าว่างจะไปครับ ไม่ได้บอกว่าจะไปกับใครสักหน่อย”
“แหม แล้วชวนไว้ทำไม”
“ผมชวนทุกคนครับ กลัวร้านเขาขายไม่ดี”เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ
คณินเดินต่ออย่างอารมณ์ดี นี่เป็นนิสัยที่ติดตัวมานาน เขาชอบคุย ชอบหยอก ไม่เคยเห็นว่าการชมผู้หญิงว่าวันนี้สวย หรือจำได้ว่าใครชอบกินอะไรเป็นเรื่องใหญ่แต่เขาก็มีกฎชัดเจนของตัวเองถ้ายังโสด เขาไม่คิดว่าการพูดคุยหรือออกเดตเป็นเรื่องผิดถ้าคบใคร เขาจะหยุดที่ผ่านมาเขาอาจเปลี่ยนคนคุยบ่อย และความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ไปไม่ถึงขั้นจริงจัง แต่ไม่เคยคบซ้อนหรือโกหกว่าไม่มีใครทั้งที่มีแฟนอยู่แล้วนั่นคือเส้นที่เขาไม่ข้าม
“ไอ้คณิน”หมอภาคย์ที่เดินข้างกันเรียก
“อะไร”
“แกรู้ตัวไหมว่าพยาบาลตรงโต๊ะนั้นมองแกตั้งแต่เดินเข้าโรงอาหารแล้ว”
“ไม่รู้”
“โกหก”
“รู้ แต่ไม่ได้สนใจ”
“เห็นไหม นี่แหละที่เขาเรียกคนหล่อเลือกได้”
คณินหัวเราะ
“ถ้าอยากได้ตำแหน่งนี้เอาไปเลย ฉันยกให้”
“ไม่เอา ฉันมีเมียแล้ว อยากมีชีวิตยืนยาว”
ทั้งสามคนหัวเราะ ก่อนเลือกโต๊ะว่างบริเวณมุมด้านใน
คณินกำลังจะนั่ง สายตากลับมองเห็นใครบางคนก่อน
พิมพ์ชนกนั่งอยู่โต๊ะถัดไปไม่ไกล เธอกินข้าวง่าย ๆ กับพยาบาลอีกสองคน แต่ไม่ได้สนใจเสียงหยอกล้อรอบข้างนัก
คณินหันไปทางเธอโดยไม่รู้ตัว ภาคย์จับสังเกตทันที“มองอะไร”
“เปล่า”
“มองพยาบาลพิมพ์?”
“รู้จักด้วยเหรอ”
“ใครไม่รู้จักบ้าง ทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว”
คณินหันกลับ“เพิ่งคุยกับเขาจริง ๆ วันนี้”
ภาคย์ยิ้มอย่างมีพิรุธ“อ๋อ”
“อ๋ออะไร”
“ก็อ๋อว่าในที่สุดคนอย่างแกก็สนใจผู้หญิงที่ไม่ได้ยิ้มหวานใส่แกทุกครั้งที่เจอ”
หมออีกคนที่นั่งด้วยชื่อวายุหัวเราะ“พยาบาลพิมพ์นี่ไม่เล่นกับหมอคณินนะ เคยเห็นตอนงานเลี้ยงปีใหม่ปีก่อน หมอคณินเดินไปชมว่าสวย พิมพ์ตอบว่า ขอบคุณค่ะ แล้วเดินหนี”
คณินขมวดคิ้ว“ผมเคยชม?”
“แกชมผู้หญิงเยอะจนจำไม่ได้ไง”
“นั่นสิ”
ภาคย์ส่ายหน้า“บาปกรรมกำลังตามทัน”
คณินไม่ได้สนใจคำแซวมากนัก เพราะสายตายังเผลอมองไปทางพิมพ์จังหวะเดียวกันพิมพ์หันมาสายตาทั้งคู่สบกันคณินส่งยิ้มให้ตามนิสัย
พิมพ์ชะงักเพียงนิด ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงทักทายแล้วหันกลับไปกินข้าวต่อ
วายุเห็นทุกอย่าง“โอ้โห”
“อะไรอีก”
“ความพยายามของแกถูกตอบกลับด้วยการพยักหน้าหนึ่งครั้ง”
ภาคย์หัวเราะจนเกือบสำลักน้ำคณินทำหน้าไม่ใส่ใจ
“เขาก็ทักฉันแล้ว”
“ระดับหมอคณินต้องปลอบใจตัวเองด้วยเรื่องนี้แล้วเหรอ”
“พวกแกนี่ว่างมากนะ”
“ว่างพอจะสนใจประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ว่าจะมีผู้หญิงคนแรกในโรงพยาบาลไม่หลงเสน่ห์แกหรือเปล่า”
คณินหันไปมองเพื่อนช้า ๆ“พูดเหมือนทุกคนต้องหลงฉัน”
“ไม่ทุกคนหรอก แต่ส่วนใหญ่”
“เว่อร์”
“แกจะลองพิสูจน์ไหม”คำพูดนั้นทำให้คณินเลิกคิ้ว
ภาคย์ยิ้ม“เอาจริง ๆ นะ พยาบาลพิมพ์ไม่มีทางชอบคนแบบแก”
“คนแบบฉันเป็นยังไง”
“รู้ว่าตัวเองหล่อ รู้ว่าตัวเองรวย รู้ว่าพูดอะไรผู้หญิงก็เขิน แล้วก็ชอบใช้ความสามารถนั้นไปทั่ว”
“พูดเหมือนฉันเป็นคนเลว”
“ไม่ได้เลว แต่สำหรับคนอย่างพิมพ์ เขาคงไม่ชอบ”
“รู้ดีขนาดนั้น?”
“ก็พอรู้ พิมพ์จริงจังกับชีวิตมาก ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ไม่ค่อยไปไหนกับใคร ไม่เห็นเคยมีข่าวกับหมอหรือเจ้าหน้าที่ผู้ชายที่นี่”วายุเสริม
“มีคนจีบหลายคนนะ แต่ไม่เห็นตกลงกับใคร”
คณินตักข้าวเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน“แล้ว?”
ภาคย์โน้มตัวเข้ามา“เดือนหนึ่ง”
“อะไรเดือนหนึ่ง”
“ให้แกหนึ่งเดือน ทำให้พิมพ์ยอมออกเดตกับแกให้ได้”
คณินหัวเราะทันที“พวกแกอายุสามสิบกว่าแล้วยังเล่นอะไรเหมือนเด็กมหาวิทยาลัยอีก”
“ไม่กล้า?”
“ไม่ได้บอกว่าไม่กล้า แค่ไร้สาระ”
“งั้นก็ไม่ต้องรับ”
