บทที่ 5 ตอนที่5 ระแวง
ตอนที่5
ระแวง
คณินยืนพิงผนังเล็กน้อย สีหน้าสบาย ๆ แต่สายตามองเธอตรง
“ผมรู้ว่าเพิ่งคุยกันจริงจังวันนี้ ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณตอบอะไรตอนนี้ ผมแค่คิดว่าคุณน่าสนใจ แล้วถ้ามีโอกาส ผมก็อยากรู้จักมากขึ้น”
“เพราะพิมพ์ช่วยเด็กเมื่อเช้า?”
“ส่วนหนึ่ง”
“อีกส่วน?”
“คุณไม่สนใจผม”
พิมพ์นิ่งไปหนึ่งจังหวะก่อนถามอย่างไม่อยากเชื่อ“นั่นเป็นเหตุผลเหรอคะ”
“ฟังดูแย่มาก?”
“ค่อนข้างค่ะ”
คณินหัวเราะทันที“โอเค ผมพูดใหม่ ผมรู้สึกว่าคุณไม่เหมือนคนที่ผมคุยด้วยส่วนใหญ่ แล้วผมสงสัยว่าทำไม”
“เพราะพิมพ์ไม่ได้มีเหตุผลต้องชอบคุณมั้งคะ”
“เจ็บนะ”
“พิมพ์แค่ตอบตามจริง”
“งั้นขอถามได้ไหม ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณจะไม่ชอบผม”
หญิงสาวมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เพราะพิมพ์เห็นคุณหมอมานานแล้วค่ะ ต่อให้เราไม่เคยคุยกันมาก แต่ในโรงพยาบาลนี้ไม่มีใครไม่รู้ว่าคุณหมอคณินเป็นยังไง”
“ผมเป็นยังไงครับ”
“คุณหมอชอบคุยกับผู้หญิง ชอบแซว ชอบชม ชอบทำให้คนอื่นเขิน แล้วดูเหมือนคุณหมอก็สนุกกับมัน”
คณินไม่ได้ปฏิเสธ“ผมคุยกับคนง่ายครับ”
“ค่ะ แล้วพิมพ์ก็ไม่ได้บอกว่าผิด”
เธอพูดต่ออย่างใจเย็น“แต่พิมพ์ไม่ชอบความสัมพันธ์แบบที่ต้องมานั่งเดาว่า ประโยคที่ผู้ชายคนนี้พูดกับเรา เขาพูดกับผู้หญิงอีกกี่คน ไม่ชอบต้องคิดว่าเขากำลังจริงจังหรือแค่สนุก และไม่ชอบตัวเองเวลาต้องคอยระแวงใคร”
คณินมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสนใจขึ้น จริง ๆ
“คุณคิดว่าผมเจ้าชู้”
“ค่ะ”เธอตอบโดยไม่อ้อมค้อม
“แต่เท่าที่รู้ คุณหมอก็ไม่เคยนอกใจแฟน อันนี้พิมพ์ไม่ได้กล่าวหา”
“รู้ละเอียดนะครับ”
“คนในโรงพยาบาลพูดกันเยอะค่ะ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็ได้ยิน”
“แล้วถ้าผมบอกว่าเวลาผมคบใคร ผมคบทีละคนจริง ๆ ล่ะ”
“ก็ดีค่ะ”
“แค่นั้น?”
“แล้วต้องให้พิมพ์ทำยังไงคะ ปรบมือ?”
คณินหัวเราะออกมาดังจนพยาบาลที่เดินผ่านหันมามอง
“คุณนี่ร้ายกว่าที่เห็นนะ”
“พิมพ์ไม่ได้ร้าย แค่ไม่รู้ว่าทำไมต้องชมผู้ชายที่ไม่ได้นอกใจแฟน ทั้งที่มันควรเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
คณินนิ่งไปนิดคราวนี้เขาไม่ได้หัวเราะทันที
“ก็จริงของคุณ”
พิมพ์ยกมือดูเวลา“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พิมพ์ต้องกลับไปทำงานค่ะ”
“มีอีกอย่าง”
เธอมอง คณินยื่นแก้วชาเย็นให้“รับไว้เถอะครับ ไม่ได้มีเงื่อนไข ผมซื้อมาเกินจริง ๆ”
พิมพ์มองหน้าเขาราวกับกำลังประเมินว่าคำว่า “ซื้อมาเกิน” น่าเชื่อถือแค่ไหน สุดท้ายเธอส่ายหน้า
“คุณหมอกินเองเถอะค่ะ”
“สองแก้วเนี่ยนะ”
“ให้เพื่อนก็ได้ค่ะ”
“เพื่อนผมกินหวานแล้วอ้วน”
“คุณหมอกลัวเพื่อนอ้วน แต่ไม่กลัวพิมพ์อ้วน?”
คณินชะงัก ก่อนหัวเราะอีกครั้ง“ผมแพ้แล้ว”
“พิมพ์ยังไม่ได้แข่งอะไรกับคุณหมอเลยค่ะ”ประโยคนั้นทำให้เขาหยุดหัวเราะไปเพียงเสี้ยววินาทีเพราะมันไปแตะกับเรื่องการเดิมพันในช่วงกลางวันโดยบังเอิญ
แต่พิมพ์ไม่รู้
เธอพยักหน้าเป็นเชิงขอตัว แล้วเดินกลับไปทางหอผู้ป่วย
คณินมองตามจนลับสายตา จากนั้นก้มมองชาเย็นสองแก้วในมือตัวเอง
“ยากจริงแฮะ”เขาพึมพำกับตัวเองแต่แทนที่จะรู้สึกอยากถอย กลับมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
คืนนั้นพิมพ์เลิกงานเกือบสามทุ่ม เธอรับเวรเพิ่มตามที่ตั้งใจเรียบร้อยแล้วและยังอยู่เคลียร์เอกสารต่ออีกพักใหญ่ ร่างกายเหนื่อยจนไหล่หนัก แต่เมื่อคิดถึงเงินค่าเทอมน้องก็รู้สึกว่าทนได้
โรงพยาบาลในช่วงกลางคืนเงียบกว่ากลางวันมาก แสงไฟสีขาวตามทางเดินทำให้บรรยากาศดูเย็น ต่างจากความวุ่นวายในช่วงเช้าอย่างสิ้นเชิง
พิมพ์เดินเข้าไปในห้องพักพยาบาลเพื่อหยิบกระเป๋า
เมื่อเปิดล็อกเกอร์ เธอเห็นกระดาษโน้ตเล็ก ๆ แปะอยู่บนขวดน้ำของตัวเอง ข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยลายมือไม่คุ้น
อย่าลืมกินข้าวเย็นครับ ทำงานหนักไม่ได้แปลว่าต้องอดข้าว ค
พิมพ์ยืนนิ่ง มินตราที่กำลังเก็บของอยู่ด้านหลังชะโงกมอง
“อะไรน่ะ”
พิมพ์รีบดึงกระดาษออก“ไม่มีอะไร”
“ฉันเห็น ค. นะ”
“มิน”
“หมอคณินใช่ไหม”
“ไม่รู้”
“แล้วหน้าแดงทำไม”
“ไม่ได้แดง”
“แดง”
พิมพ์ยัดกระดาษลงกระเป๋าอย่างรำคาญ
“พิมพ์เหนื่อย”
มินตราหัวเราะ “ระวังนะ ผู้ชายแบบนั้นถ้าตั้งใจจีบขึ้นมาจริง ๆ คนใจแข็งก็ใจอ่อนได้”
พิมพ์ปิดล็อกเกอร์ดังขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย
“ไม่มีทาง”
“มั่นใจ?”
“มาก”
“งั้นดี ฉันจะรอดู”
พิมพ์ส่ายหน้าแล้วสะพายกระเป๋า เธอบอกตัวเองว่ากระดาษใบนั้นไม่มีความหมาย
คณินคงทำแบบนี้กับคนอื่นเป็นปกติ คำพูดหวาน ๆ การดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ การสังเกตว่าใครกินอะไรหรือเลิกงานกี่โมง อาจเป็นเพียงนิสัยของผู้ชายที่ชอบโปรยเสน่ห์ไปทั่ว ไม่มีเหตุผลให้เธอคิดมาก
ไม่มีเลย
ทว่าเมื่อเดินออกจากลิฟต์มายังโถงชั้นล่าง พิมพ์กลับพบชายหนุ่มที่กำลังเป็นหัวข้อในความคิดยืนพิงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์อยู่
คณินเปลี่ยนจากชุดทำงานมาเป็นเสื้อโปโลสีเข้มและกางเกงขายาวธรรมดาแล้ว ดูเหมือนกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทันทีที่เห็นเธอ เขาหันมา
“เลิกแล้วเหรอครับ”
พิมพ์หยุดเดิน“คุณหมอยังไม่กลับอีกเหรอคะ”
“กลับไปแล้วรอบหนึ่งครับ แต่ลืมเอกสารเลยวนมาเอา”
“ค่ะ”เธอพยักหน้าแล้วจะเดินต่อ
คณินเดินตามมาสองก้าว“คุณกลับยังไง”
“รถเมล์ค่ะ”
“สามทุ่มกว่า?”
“ค่ะ”
“ผมไปส่งไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ผมไม่ได้มีแผนร้าย”
“พิมพ์ไม่ได้บอกว่ามี”
“แต่คุณปฏิเสธเร็วมาก”
พิมพ์หยุดแล้วหันกลับมามอง“คุณหมอคะ การที่พิมพ์ปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าคุณหมอเป็นคนไม่ดีนะคะ พิมพ์แค่กลับเองได้ และถ้ารับให้คุณหมอไปส่ง วันนี้พรุ่งนี้ก็คงมีคนพูดกันทั้งโรงพยาบาล”
คณินขมวดคิ้วเล็กน้อย“คุณแคร์คนพูดขนาดนั้น?”
“ไม่ได้แคร์ทุกอย่างค่ะ แต่บางอย่างเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ชีวิตพิมพ์มีเรื่องให้คิดพอแล้ว ไม่อยากหาเรื่องเพิ่ม”
“เรื่องที่ต้องคิดเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”
พิมพ์นิ่ง เธอไม่ชอบเวลาคนที่ไม่ได้สนิทพยายามเข้ามาถามชีวิตส่วนตัว
คณินเห็นสีหน้าแล้วจึงพูดก่อน “ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ ผมถามเกินไป” น้ำเสียงจริงใจของเขาทำให้เธอคลายความแข็งลงเล็กน้อย
“คุณหมอกลับเถอะค่ะ ดึกแล้ว”
“ครับ”
พิมพ์หันเดิน“พิมพ์”เธอหยุดอีกครั้ง
คณินยืนอยู่ใต้แสงไฟตรงโถงกว้าง สีหน้าคราวนี้ไม่ได้มีรอยยิ้มเจ้าชู้แบบที่เธอไม่ชอบ
“ถึงผมจะชอบพูดเล่น แต่เรื่องหนึ่งที่ผมพูดจริงนะ”
“เรื่องอะไรคะ”
“คุณทำงานเก่งมาก แล้วคุณใจดีกับคนไข้มากด้วย”
หญิงสาวชะงัก คณินพูดต่อ “ผมไม่ได้ชมเพราะกำลังจีบ แค่คิดว่าคนทำงานหนักบางครั้งก็ควรมีคนบอกบ้างว่าเขาทำได้ดี”
พิมพ์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างอุ่นวาบขึ้นในอก
มันเป็นคำชมที่ต่างจากคำว่าสวย ต่างจากคำหวาน
และน่ารำคาญตรงที่มันแตะถูกจุดอ่อนของเธออย่างพอดี
หลายปีที่ผ่านมา มีคนบอกเธอเสมอว่าเธอต้องเข้มแข็ง ต้องช่วยแม่ ต้องดูแลน้อง ต้องทำงาน ต้องอดทนแทบไม่มีใครถามว่าเหนื่อยไหมหรือบอกว่าเธอทำดีแล้ว
พิมพ์หลบสายตาเขา“ขอบคุณค่ะ”เป็นคำขอบคุณที่อ่อนลงกว่าทุกครั้ง
คณินสังเกตได้เขาไม่ได้รุกต่อ เพียงยิ้ม
“กลับดี ๆ นะครับ”
พิมพ์พยักหน้าแล้วเดินออกจากโรงพยาบาลไป
คณินยืนมองจนประตูกระจกเลื่อนปิดโทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นภาคย์ส่งข้อความมาเป็นไงครับคุณหมอ หนึ่งวันผ่านไปแล้ว เหลือยี่สิบเก้าวัน
คณินมองข้อความแล้วหัวเราะเบา ๆจากนั้นพิมพ์ตอบกลับใจเย็นอีกฝ่ายส่งมาแทบจะทันที
อย่าบอกนะว่าเริ่มยากกว่าที่คิด
คณินพิมพ์ก็ไม่ได้ง่ายแล้วเก็บโทรศัพท์
ในเวลานั้น เขายังคิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้แค่ผู้หญิงคนหนึ่งแค่การจีบแค่การเดิมพันไร้สาระที่อีกไม่กี่สัปดาห์ก็คงจบ
เขาไม่รู้เลยว่า ความมั่นใจว่าตนเองอ่านใจผู้หญิงเก่ง จะเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาทำร้ายเขาในภายหลัง
เช้าวันถัดมา พิมพ์มาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลาเข้าเวรเล็กน้อยเธอแวะร้านสะดวกซื้อด้านล่าง ซื้อขนมปังกับนมหนึ่งกล่องแล้วรีบขึ้นลิฟต์
เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์พยาบาล กลับพบแก้วเครื่องดื่มแก้วหนึ่งวางอยู่ตรงตำแหน่งที่เธอใช้ประจำ
มีโน้ตติดอยู่วันนี้ไม่ใช่กาแฟครับ เห็นเมื่อวานคุณทำหน้าเหมือนจะไม่รับของจากผมตลอดชีวิต เลยเปลี่ยนกลยุทธ์ คณิน
พิมพ์มองแก้วอยู่เงียบ ๆ มินตราเดินมาถึงพอดี
“อุ๊ย”
พิมพ์หันขวับ“ไม่ต้องเลย”
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไร”
“สีหน้าพูดหมดแล้ว”
มินตราเดินมาดู“ชานมไม่หวาน?”
พิมพ์หยิบแก้วขึ้นอ่านป้ายหวานยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์เธอขมวดคิ้ว
“เขารู้ได้ยังไงว่าพิมพ์กินไม่หวาน”
“อาจถามร้าน”
“แล้วร้านจะรู้?”
“เธอซื้อร้านเดิมทุกวันไม่ใช่เหรอ”
พิมพ์นิ่งความรู้สึกแปลก ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งไม่ใช่เพราะเครื่องดื่มราคาไม่กี่สิบบาทแต่เพราะเขาสนใจรายละเอียดซึ่งแม้แต่เธอเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนสังเกต
“กินไหม”มินตราถาม
“ไม่กิน”
“งั้นฉันกิน”
“ไม่ได้”คำตอบหลุดออกมาเร็วจนพิมพ์เองยังชะงัก
มินตรายิ้มกว้าง“ไหนว่าไม่กิน”
“ก็...ของเขาซื้อให้พิมพ์ จะเอาให้คนอื่นก็เสียมารยาท”
“อ๋อ”
“อย่าทำเสียงแบบนั้น”
มินตราหัวเราะแล้วเดินหนี พิมพ์ถอนหายใจแรง ยังไม่ทันได้นั่ง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลัง
“ถ้าผมรู้ว่าต้องเถียงกันเรื่องเครื่องดื่มขนาดนี้ เมื่อวานผมคงซื้อเป็นน้ำเปล่า”
