บทที่ 8 ตอนที่8 ช่างสังเกตเกินไป
ตอนที่8
ช่างสังเกตเกินไป
คณินขยับเข้าใกล้เคาน์เตอร์อีกนิด แต่ยังเว้นระยะที่เหมาะสมกับสถานที่ทำงาน
“ผมยอมรับว่าที่ผ่านมาผมอาจทำให้คนอื่นเข้าใจแบบนั้นได้จริง ผมชอบพูดเล่น ชอบแซว แล้วก็ไม่ได้คิดว่าคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ จะมีน้ำหนักอะไร แต่ถ้าคุณไม่ชอบ ผมก็เข้าใจนะครับ อย่างน้อยกับคุณ ผมจะพยายามไม่ทำให้ต้องมานั่งเดาว่าผมพูดอะไรเล่นหรือพูดอะไรจริง”
พิมพ์มองชายหนุ่มนานกว่าปกติ“คุณหมอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพราะพิมพ์หรอกค่ะ”
“ผมยังไม่ได้บอกว่าจะเปลี่ยนทั้งชีวิต ผมแค่บอกว่าจะระวังเวลาคุยกับคุณ”
“มันก็คือการเปลี่ยนอยู่ดี”
“ถ้าพฤติกรรมบางอย่างทำให้คนที่ผมสนใจไม่สบายใจ แล้วผมลดได้โดยไม่ได้เสียความเป็นตัวเอง ผมไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องเสียหายนี่ครับ”
เขาพูดด้วยท่าทีธรรมดาเสียจนพิมพ์หาคำประชดกลับไม่ออก
คณินยิ้มบางลง“แล้วก็มีอีกเรื่อง ผมไม่อยากให้คุณคิดว่าผมมองคุณเป็นของเล่นหรือเป็นผู้หญิงอีกคนที่เดินเข้าไปคุยแล้วก็ผ่านไป ตอนนี้ผมยังไม่รู้จักคุณมากพอจะพูดคำใหญ่ ๆ หรอกนะ แต่ที่ผมสนใจคุณ ผมพูดจริง”สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพิมพ์ไม่ใช่เวลาคณินพูดหวานแต่เป็นเวลาที่เขาเลิกยิ้มแล้วพูดเหมือนคนธรรมดาตรง ๆ เช่นนี้ต่างหากเพราะมันทำให้คำเตือนทั้งหมดในหัวเธออ่อนแรงลง
หญิงสาวจึงเลือกเบนสายตา“พิมพ์ต้องทำงานแล้วค่ะ”
“ครับ ผมก็ต้องไปดูคนไข้”เขาไม่ได้รั้ง ก่อนหมุนตัวกลับ คณินเหลือบมองแก้วในมือเธอแล้วพูดทิ้งท้าย
“ถึงคุณจะบอกว่าเป็นแก้วสุดท้าย แต่ดื่มด้วยนะครับ ผมเห็นเมื่อเช้าคุณยังไม่ได้กินอะไรเลย”
พิมพ์หันขวับ“คุณรู้ได้ยังไง”
คณินยักคิ้ว“ผมขึ้นมาตั้งแต่คุณยังเดินถือแฟ้มอยู่ครับ ไม่เห็นอาหารในมือสักอย่าง”
“บางทีพิมพ์อาจกินมาแล้วจากบ้าน”
“งั้นก็ดีครับ แต่ถ้ายังไม่ได้กิน อย่าเอาชาเป็นมื้อเช้า”พูดจบเขาก็เดินไปจริง ๆ
พิมพ์มองตามแผ่นหลังสูงซึ่งหายไปตรงทางแยก ความรู้สึกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจเงียบ ๆ
ผู้ชายคนนี้ช่างสังเกตเกินไปแล้วการถูกใครสักคนสังเกต หลังจากใช้ชีวิตมาหลายปีโดยคอยดูแลคนอื่นอยู่ตลอด มันเป็นความรู้สึกที่อันตรายกว่าที่เธอคิด
“จะมองตามอีกนานไหม”
มินตราโผล่หน้ามาจากอีกด้านของเคาน์เตอร์
พิมพ์สะดุ้งเล็กน้อย
“พิมพ์ไม่ได้มอง”
“อ๋อ ยืนจ้องกำแพงตรงที่หมอคณินเพิ่งเดินหายไปเฉย ๆ”
“มิน”
“ได้ ๆ ไม่แซวแล้ว” อีกฝ่ายหัวเราะ “แต่ถามจริง เขาจีบเธอแน่ใช่ไหม”
พิมพ์ถอนหายใจ“เขาพูดเองว่าจีบ”
“โอ๊ย”
มินตราตาโต“แล้วเธอยังนิ่งได้ขนาดนี้ ถ้าเป็นฉันเมื่อคืนคงเลือกชื่อลูกไปแล้ว”
“เว่อร์”
“หมอคณินนะพิมพ์ ทั้งหน้าตา ทั้งงาน ทั้งฐานะ พ่อแม่เขาก็มีชื่อเสียง เธอไม่รู้สึกอะไรจริงเหรอ”
พิมพ์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบอย่าตรงไปตรงมา
“รู้สึกว่าเขาหล่อค่ะ รู้สึกว่าเขาคุยเก่ง แล้วก็รู้ว่าเขามีเสน่ห์มาก แต่เรื่องพวกนั้นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พิมพ์ต้องชอบใคร”
มินตราพิงเคาน์เตอร์“แล้วเหตุผลที่จะทำให้เธอชอบใครคืออะไร”คำถามง่าย ๆ กลับทำให้พิมพ์เงียบ
นานพอที่เพื่อนเริ่มแปลกใจ
“ไม่รู้สิ”เธอตอบในที่สุด
“แค่รู้สึกว่า ถ้าจะมีใครเข้ามาในชีวิต พิมพ์คงอยากได้คนที่อยู่แล้วทำให้ชีวิตสงบ ไม่ใช่ต้องมานั่งระแวงว่าพรุ่งนี้เขาจะยังรู้สึกเหมือนวันนี้หรือเปล่า ชีวิตพิมพ์มีเรื่องให้รับผิดชอบเยอะพอแล้ว ไม่อยากเพิ่มความกังวลเรื่องความรักเข้าไปอีก”
มินตรามองเพื่อนอย่างเข้าใจ“แต่บางทีเขาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดก็ได้นะ”
พิมพ์ยกแก้วชาขึ้นมอง“งั้นก็ต้องใช้เวลาดูค่ะ”
“อ้าว แปลว่ามีโอกาส?”
“มิน!”
เสียงหัวเราะของเพื่อนดังขึ้น ก่อนต่างคนต่างแยกไปทำงาน
ส่วนพิมพ์นั้น แม้จะบอกตัวเองว่าคำตอบเมื่อครู่เป็นเพียงหลักคิดทั่วไป ไม่ได้หมายถึงคณินเป็นพิเศษ แต่ตอนที่ยกชาแก้วนั้นขึ้นจิบ เธอกลับพบว่ามันหวานพอดีอีกแล้ว พอดีอย่างน่าหงุดหงิด
หลังจากนั้นหลายวัน คณินรักษาคำพูดจริง
เขาไม่ส่งเครื่องดื่มให้เธอทุกเช้าอีกแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหายไปบางวันพิมพ์กำลังเดินลงไปโรงอาหารก็พบเขาอยู่ในลิฟต์บางครั้งขณะเธอพาคนไข้ไปตรวจ เขาก็เดินสวนมาและหยุดถามเพียงสองสามประโยค
บางเย็นมีข้อความสั้น ๆ ส่งมาถามว่าเลิกกี่โมง แต่หากเธอตอบว่าดึก เขาจะเพียงบอกให้กลับดี ๆ ไม่ได้เสนอไปส่งทุกครั้งจนทำให้เธออึดอัดการจีบของคณินเปลี่ยนไปอย่างแนบเนียนจากที่พยายามชวนออกไปข้างนอกตรง ๆ เขากลับใช้เวลาทำให้การมีตัวตนของตัวเองในแต่ละวันกลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียก่อน
และนั่นได้ผลมากกว่าพิมพ์อยากยอมรับ
ช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี พิมพ์เพิ่งเสร็จจากการช่วยพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียงรายหนึ่ง เธอเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าอ่อนล้า เสื้อพยาบาลด้านหลังชื้นเหงื่อเล็กน้อย แม้เครื่องปรับอากาศในโรงพยาบาลจะเย็นก็ตาม
เมื่อคืนเธอเข้าเวรดึกเพิ่มเช้าวันนี้แทบไม่ได้พัก เพราะมีเจ้าหน้าที่ลาป่วยกะทันหันเมื่อคืนก่อนหน้านั้นเธอก็นอนเพียงสี่ชั่วโมง
เมื่อนับต่อเนื่องหลายวัน ร่างกายจึงเริ่มประท้วงอย่างจริงจัง
“พิมพ์ ไปกินอะไรหน่อยไหม”มินตราถามเมื่อเห็นเพื่อนยืนพิงเคาน์เตอร์
“เดี๋ยวนะ ขอทำอันนี้เสร็จก่อน”
“เธอพูดว่าเดี๋ยวตั้งแต่สิบเอ็ดโมง ตอนนี้บ่ายสองครึ่งแล้วนะ”
“รู้แล้ว”
“แล้วกินอะไรหรือยัง”
“ตอนเช้ากินนม”
“นั่นไม่เรียกข้าว”
พิมพ์ก้มหน้าบันทึกข้อมูลลงในระบบ
“อีกแป๊บเดียว”
