บทที่ 1 ตอนที่ 1 คนที่เขาไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุด
ตอนที่ 1
คนที่เขาไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุด
เสียงล้อกระเป๋าเดินทางครูดไปกับขอบขั้นบันไดหินอ่อนดังเป็นจังหวะหนัก ๆ ท่ามกลางความเงียบของบ้านหลังใหญ่ บัวบูชาใช้มือข้างหนึ่งประคองราวบันได ส่วนอีกข้างลากกระเป๋าใบโตที่อัดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวจนแน่นลงมาทีละขั้น ใบหน้าหวานมีเหงื่อบาง ๆ เกาะอยู่ตรงขมับ แม้เครื่องปรับอากาศภายในบ้านจะเย็นจนปลายจมูกเริ่มเย็นตามไปแล้วก็ตาม
เธอไม่ควรเอาของลงมาเองทั้งหมดในคราวเดียวบัวบูชารู้เรื่องนั้นดีแต่ถ้าจะให้เดินขึ้นลงหลายรอบ เธอก็ไม่แน่ใจว่าหัวใจตัวเองจะทนรับความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังบีบรัดอยู่ในอกไหวหรือไม่
เพราะคืนนี้เจ้าของบ้านตัวจริงกำลังจะกลับมา
หลังจากหายไปจากประเทศไทยนานหลายปี
และคนคนนั้นคือผู้ชายที่เธอไม่รู้ว่าควรคิดถึงหรือหวาดกลัวมากกว่ากัน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบอกตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ว่าไม่มีอะไรน่ากังวล เธอไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้มาแย่งบ้านใคร ไม่ได้คิดจะครอบครองอะไรที่ไม่ใช่ของตัวเอง ต่อให้ภูเบศร์กลับมาแล้วไม่พอใจที่ยังเห็นเธออยู่ที่นี่ เธอก็เตรียมห้องพักเล็กด้านหลังเอาไว้แล้ว
อีกไม่กี่วันเธอจะหาที่อยู่ใหม่หากเขาอยากได้บ้านทั้งหลังคืน เธอก็พร้อมจะคืนให้ขอเพียงอย่าให้ต้องทะเลาะกันเท่านั้นก็พอความคิดนั้นยังไม่ทันจบ เสียงประตูบ้านด้านหน้าก็เปิดออก
บัวบูชาชะงักมือที่กำหูกระเป๋าอยู่แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังเข้ามาภายในโถงกว้าง ทุกก้าวสม่ำเสมอ เยือกเย็น และคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ทั้งที่หลายปีมาแล้วที่เธอไม่ได้ยินเสียงนั้นใกล้ ๆเธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแล้วหัวใจก็เหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ภูเบศร์ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตรผู้ชายที่จากบ้านหลังนี้ไปในวัยหนุ่มกลับมาอีกครั้งในรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากภาพในความทรงจำของเธอมาก เขาสูงกว่าเดิมหรืออาจเป็นเพราะรูปร่างสมส่วนภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงขายาวทำให้เขาดูโดดเด่นขึ้น ไหล่กว้างกว่าเมื่อก่อน ใบหน้าคมคายเข้มขึ้นตามวัย เส้นกรามชัดเจน และดวงตาคู่เดิมที่บัวบูชาเคยแอบมองเมื่อหลายปีก่อนกลับเย็นชาเสียจนคนถูกมองรู้สึกเหมือนอุณหภูมิในบ้านลดลงอีกหลายองศา
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือสายตาที่เขาใช้มองเธอ
สายตาที่บอกชัดว่าไม่ยินดีที่ได้พบกัน
ภูเบศร์ปรายตามองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดตรงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ข้างตัวเธอ มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นน้อย ๆ แต่รอยยิ้มนั้นไม่มีความเป็นมิตรอยู่แม้แต่นิดเดียว
“ดูเหมือนผมจะกลับมาเร็วกว่าที่คุณคำนวณเอาไว้นะครับ เพราะถ้าผมมาช้ากว่านี้อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมง คุณคงเก็บของมีค่าจากบ้านหลังนี้ใส่กระเป๋าได้ครบ แล้วผมก็คงมีโอกาสเห็นแค่ท้ายรถที่กำลังขับออกจากประตูบ้านไปพอดี” ภูเบศร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังพูดเรื่องอากาศ แต่ถ้อยคำแต่ละคำกลับคมกริบจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกใบมีดบาง ๆ กรีดผ่านความรู้สึก
บัวบูชานิ่งไปชั่วอึดใจเธอรู้ว่าเขาไม่ชอบเธอ
รู้มาตลอดแต่การไม่ได้พบกันหลายปีทำให้หญิงสาวเผลอหวังอยู่ลึก ๆ ว่าเวลาอาจช่วยเจือจางความเกลียดชังบางอย่างลงบ้างดูเหมือนเธอจะคิดผิด
ไม่เพียงไม่จางลง มันกลับเข้มข้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“ของในกระเป๋าทั้งหมดเป็นของฉันค่ะ ถ้าคุณไม่สบายใจจะเปิดดูก็ได้ ฉันไม่มีของมีค่าของบ้านหลังนี้อยู่ในนั้นแม้แต่ชิ้นเดียว และที่ฉันกำลังย้ายของก็เพราะทราบว่าคุณจะกลับมา ฉันเลยคิดว่าตัวเองควรย้ายไปอยู่ห้องเล็กด้านหลังสักพัก จนกว่าจะหาที่พักใหม่ได้ ไม่ใช่เพราะกำลังขนสมบัติของใครหนีไปอย่างที่คุณกำลังกล่าวหา” บัวบูชาตอบยาวชัดเจน แม้น้ำเสียงยังคงสุภาพ แต่ความเจ็บที่ถูกดูหมิ่นทำให้ปลายประโยคแข็งขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ภูเบศร์มองเธออยู่อีกครู่หนึ่งหญิงสาวตรงหน้าเปลี่ยนไปจากเด็กสาวผอมบางในความทรงจำของเขามาก
บัวบูชาในวันนี้โตเป็นผู้หญิงเต็มตัว ผมยาวสีดำถูกรวบง่าย ๆ ไว้ด้านหลัง ใบหน้าที่เมื่อก่อนมักก้มหลบสายตาเขาดูหวานละมุนขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิดกลับเป็นดวงตาคู่นั้น
เธอยังมองเขาตรง ๆไม่แสดงท่าทีรู้สึกผิดราวกับครอบครัวของเธอไม่เคยสร้างบาดแผลอะไรให้ครอบครัวเขาเลย
“ไม่จำเป็นต้องเปิดหรอกครับ ผมยังไม่อยากเสียเวลาเช็กทีละชิ้นว่าอะไรเป็นของคุณ อะไรเป็นของบ้าน เพราะถ้าคนตั้งใจจะเอาอะไรไปจริง ๆ ก็คงไม่โง่พอจะวางไว้บนสุดให้เจ้าของเปิดเจอในสามวินาทีแรกอยู่แล้ว” ภูเบศร์กล่าวพร้อมก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย แววตาคมกริบไม่ละจากใบหน้าของหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว
