บทที่ 2 ตอนที่2 ขยับออกห่างหนึ่งก้าว
ตอนที่2
ขยับออกห่างหนึ่งก้าว
บัวบูชาหายใจเข้าลึกนับหนึ่งถึงสามในใจ
เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ทะเลาะแต่ผู้ชายคนนี้มีความสามารถพิเศษในการทำให้ความตั้งใจดี ๆ ของคนอื่นพังภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
“ถ้าคุณกลับมาแล้วตั้งใจจะพูดกับฉันแบบนี้ทุกประโยค ฉันคิดว่าการย้ายออกไปให้เร็วที่สุดคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริง ๆ ค่ะ เพราะอย่างน้อยเราสองคนจะได้ไม่ต้องมองหน้ากันให้เสียอารมณ์ และคุณเองก็คงสบายใจขึ้นถ้าไม่มีคนที่คุณระแวงเดินอยู่ในบ้านของคุณทุกวัน”
บัวบูชาพูดพร้อมก้มลงจับหูกระเป๋าอีกครั้ง ตั้งใจจะลากมันลงจากบันไดขั้นสุดท้ายโดยไม่ต่อความยาวสาวความยืดแต่กระเป๋าที่อัดของไว้แน่นหนักกว่าที่คิด
หญิงสาวออกแรงดึงกระเป๋าขยับเพียงนิดเดียว
เธอลองอีกครั้งยังไม่ไป
ภูเบศร์ยืนมองอยู่สองวินาทีเต็ม ก่อนเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
“ถ้าคุณจะทำท่าเข้มแข็งแล้วลากกระเป๋าหนักขนาดนี้ลงบันไดเพื่อประชดผม อย่างน้อยก็ควรประเมินกำลังแขนตัวเองก่อนนะครับ เพราะถ้าคุณตกบันไดขึ้นมา คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่าผมกลับถึงบ้านไม่ถึงสิบนาทีก็รังแกผู้หญิงจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทั้งที่ความจริงคุณเป็นคนดื้อจะทำเอง”
ภูเบศร์พูดพลางเอื้อมมือมาจับหูกระเป๋าเหนือมือเธอ ความใกล้ชิดกะทันหันทำให้บัวบูชาชะงักจนลืมดึงมือออกในทันที
กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเพียงเศษเสี้ยวจากความทรงจำผ่านเข้ามาใกล้หัวใจเธอกระตุกอย่างน่าหงุดหงิดหลายปีแล้วทำไมร่างกายของเธอถึงยังจำเขาได้ดีขนาดนี้หญิงสาวรีบดึงมือกลับราวกับถูกของร้อน
“ฉันไม่ได้ประชดค่ะ และถ้าคุณคิดว่าฉันจะเอาเรื่องแค่ตกบันไดไปกล่าวหาว่าคุณทำร้าย ฉันคิดว่าคุณประเมินความว่างของชีวิตฉันมากเกินไปหน่อยแล้ว เพราะฉันยังมีเรื่องอื่นให้ทำมากกว่าการเสียเวลาคิดว่าจะใส่ร้ายคุณด้วยวิธีไหน”
บัวบูชาตอบขณะขยับออกห่างหนึ่งก้าว เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยกับทั้งเขาและหัวใจของตัวเอง
ภูเบศร์เลิกคิ้วก่อนยกกระเป๋าใบใหญ่นั้นขึ้นจากขั้นบันไดด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย
บัวบูชามองแล้วเผลอเม้มปากเมื่อครู่เธอลากแทบตายเขายกเหมือนข้างในใส่หมอนน่าหมั่นไส้ จริง ๆ
ชายหนุ่มเดินลงมาถึงพื้น แล้วแทนที่จะวางกระเป๋าเบา ๆ เขากลับปล่อยมันลงตรงหน้าเธอดังตุ้บ
บัวบูชาสะดุ้ง“คุณวางเบา ๆ ไม่เป็นหรือคะ ข้างในมีของแตกได้อยู่ด้วย ถ้ามันเสียหายขึ้นมา ฉันคงไม่สามารถบอกของพวกนั้นให้เข้าใจได้หรอกนะคะว่าที่ต้องแตกเป็นเพราะเจ้าของบ้านอยากแสดงให้เห็นว่าตัวเองแข็งแรงมากแค่ไหน”
หญิงสาวพูดพร้อมก้มสำรวจกระเป๋าด้วยสีหน้าหงุดหงิด เหมือนกังวลสิ่งของมากกว่ากลัวอารมณ์ของผู้ชายตรงหน้า
“อย่างน้อยคุณก็ยังรู้ว่าของของตัวเองมีอะไรบ้างและควรดูแลมันยังไงก็ดีครับ เพราะของบางอย่างในชีวิต ต่อให้เราอยากได้มากแค่ไหน ถ้ามันไม่ใช่ของเรา สุดท้ายมันก็ต้องคืนเจ้าของอยู่ดี”
ภูเบศร์ตอบช้า ๆ พลางมองเธอด้วยความหมายบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดกว่านั้น
บัวบูชานิ่งไปคราวนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเขาไม่ได้พูดถึงกระเป๋า บ้านหลังนี้ทรัพย์สินความไว้ใจของคนในครอบครัวเขาหรือแม้แต่สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของภูเบศร์ เขาคงมองว่าเธอไม่มีสิทธิ์แตะต้องทั้งนั้น
หญิงสาวยืดตัวตรงขึ้นความเจ็บแล่นผ่านอก แต่ศักดิ์ศรีทำให้เธอไม่ยอมแสดงมันออกมา
“ฉันรู้ดีค่ะว่าอะไรเป็นของฉัน อะไรไม่ใช่ของฉัน และฉันก็ไม่เคยคิดจะยื้อของที่ไม่ใช่ของตัวเองไว้ เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมไปอ้อมมาเพื่อเตือนฉัน ถ้าคุณอยากให้ฉันออกจากบ้าน คุณพูด ตรง ๆ ได้เลย ฉันฟังภาษาไทยรู้เรื่อง และฉันคิดว่าตัวเองโตพอจะรับคำพูดตรง ๆ ได้โดยไม่ต้องให้คุณเสียเวลาใช้คำประชดประชันหลายประโยค”
บัวบูชาพูดอย่างสงบ แม้ปลายนิ้วที่แนบอยู่ข้างลำตัวจะกำเข้าหากันแน่นคราวนี้ภูเบศร์เงียบไปเล็กน้อยก่อนหัวเราะในลำคอไม่ใช่เพราะขบขันแต่เหมือนประหลาดใจที่เด็กสาวซึ่งเคยเงียบเวลาเขาพูดแรง ๆ กลับกล้าต่อปากต่อคำได้ถึงเพียงนี้
“ดีครับ ถ้าคุณอยากได้แบบตรง ๆ ผมก็จะพูดตรง ๆ ให้เลย ผมไม่สบายใจที่คุณยังอยู่ในบ้านหลังนี้ และผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมลูกสาวของคนที่เคยสร้างปัญหาให้ครอบครัวผมถึงควรมีสิทธิ์ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน ดังนั้นผมให้เวลาคุณสามวัน เก็บของทั้งหมดของคุณให้เรียบร้อย แล้วหาที่อยู่ใหม่ หลังจากนั้นผมไม่ต้องการกลับมาแล้วเห็นของใช้ของคุณวางอยู่ในบ้านอีกแม้แต่ชิ้นเดียว” ภูเบศร์ประกาศชัดถ้อยชัดคำ สีหน้าเย็นชาเสียจนแทบไม่เหลือร่องรอยของชายหนุ่มที่เคยมีอยู่ในความทรงจำอันอ่อนโยนเพียงน้อยนิดของเธอ
