บทที่ 4 ตอนที่4 ไม่มีวันกลับมา

ตอนที่4

ไม่มีวันกลับมา

บัวบูชามองเขาอยู่ครู่หนึ่งหัวใจเจ็บจนอยากเดินหนีแต่สิ่งหนึ่งกลับทำให้เธอหยุด

“คุณภูเบศร์คะ ถึงคุณจะไม่ชอบฉัน ถึงคุณจะเชื่อเรื่องอะไรก็ตามเกี่ยวกับพ่อของฉันมาตลอดหลายปี ฉันขออย่างเดียวได้ไหมคะ เวลาคุณไม่พอใจฉัน คุณจะพูดแรงแค่ไหนก็ได้ แต่ขออย่าเหมารวมว่าคนตายเป็นคนเลวจากเรื่องที่คุณเองก็ไม่ได้เห็นกับตา เพราะอย่างน้อยพ่อฉันก็ไม่มีโอกาสยืนอยู่ตรงนี้เพื่อแก้ต่างให้ตัวเองแล้ว”

บัวบูชาเอ่ยช้า ๆ แววตาที่พยายามแข็งมาตลอดเริ่มสั่นไหวเมื่อพูดถึงบุคคลที่ไม่มีวันกลับมา

ภูเบศร์หันกลับมามองสีหน้าเย็นลงทันที

“แล้วพ่อผมมีโอกาสหรือครับ เขามีโอกาสกลับมาเล่าให้ผมฟังไหมว่าเกิดอะไรขึ้น มีโอกาสบอกไหมว่าเชื่อใจใครผิด หรือมีโอกาสอธิบายหรือเปล่าว่าทำไมก่อนทุกอย่างพังลงถึงมีชื่อพ่อคุณอยู่ในเอกสารแทบทุกชุด ถ้าคุณจะเรียกร้องความยุติธรรมให้คนตาย อย่างน้อยก็ควรจำไว้ด้วยว่าครอบครัวผมก็มีคนตายเหมือนกัน และผมไม่มีหน้าที่ต้องทำเป็นลืมเพียงเพราะเรื่องผ่านมาหลายปีแล้ว”

ภูเบศร์ตอบด้วยน้ำเสียงต่ำลง ความขุ่นแค้นที่ก่อนหน้านี้ยังปะปนอยู่กับการประชดประชันพลันชัดเจนจนบรรยากาศทั้งห้องหนักอึ้ง

บัวบูชาหน้าซีด เธอรู้ว่าเขาเจ็บและนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอไม่เคยเกลียดภูเบศร์ลงจริง ๆ สักครั้ง แม้หลายปีที่ผ่านมาเขาจะปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชาเพียงใดก็ตามเพราะเธอรู้ว่าความเกลียดนั้นมีต้นกำเนิดมาจากความสูญเสียแต่การเข้าใจไม่ได้หมายความว่าเธอไม่เจ็บ

“ฉันไม่เคยขอให้คุณลืมค่ะ ฉันแค่ขอให้คุณเผื่อใจไว้สักนิดว่า สิ่งที่คุณเชื่อมาตลอดอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด คนเราเห็นเอกสารหนึ่งแผ่น เห็นชื่อหนึ่งชื่อ หรือได้ยินคำพูดจากคนหลายคน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนหนึ่งได้ทั้งหมดหรอกนะคะ” บัวบูชาพูดออกไปก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดมากเกินควร ดวงตาคู่หวานวูบไหวทันทีที่เห็นสีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไป

ภูเบศร์จับความผิดปกตินั้นได้“คุณหมายความว่ายังไงที่ว่าสิ่งที่ผมเชื่ออาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องในคืนนั้น หรือพ่อคุณเคยทิ้งอะไรไว้ให้คุณก่อนตายใช่ไหม” ภูเบศร์ถามทันที ขณะก้าวเข้ามาใกล้อีกครั้งจนบัวบูชาต้องเผลอถอยหลังหนึ่งก้าว

หญิงสาวเม้มริมฝีปากไม่ตอบเธอไม่ควรพูดยังไม่ใช่เวลาและตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานมากพอ ทุกคำที่ออกจากปากเธอจะถูกภูเบศร์มองว่าเป็นข้อแก้ตัว

“ฉันไม่ได้หมายความว่าตัวเองรู้อะไรค่ะ ฉันแค่คิดว่าคนเราไม่ควรตัดสินเรื่องใหญ่จากข้อมูลเพียงด้านเดียวเท่านั้น และฉันก็ไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อแล้ว เพราะไม่ว่าเราสองคนจะเถียงกันมากแค่ไหน คนที่จากไปก็ไม่กลับมาอยู่ดี”

บัวบูชาตอบพร้อมหลบสายตาเป็นครั้งแรก เธอก้มลงจะจับกระเป๋าอีกครั้ง ราวกับต้องการใช้การจัดของเป็นข้ออ้างยุติบทสนทนาแต่ภูเบศร์ไม่ใช่คนปล่อยสิ่งที่สงสัยให้ผ่านไปง่าย ๆ

“เมื่อครู่คุณยังมองหน้าผมแล้วเถียงได้ทุกคำ แต่พอผมถามเรื่องพ่อคุณกลับหลบตา ถ้าคุณคิดว่าท่าทางแบบนี้จะทำให้ผมเลิกสงสัย ผมต้องบอกก่อนว่ามันได้ผลตรงกันข้ามมาก เพราะตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาจริง ๆ แล้วว่าหลายปีที่ผมไม่อยู่ คุณกับคนในบ้านปิดบังอะไรจากผมบ้าง” ภูเบศร์พูดพลางมองหญิงสาวเขม็ง ความรู้สึกไม่ไว้วางใจกลับมาเข้มข้นกว่าตอนแรกหลายเท่า

“ไม่มีใครปิดบังอะไรคุณค่ะ และช่วยอย่าพูดเหมือนฉันเข้ามายึดบ้านตอนคุณไม่อยู่ได้ไหม ฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรของที่นี่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของ และฉันกำลังจะออกตามที่คุณต้องการแล้วด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะมีเรื่องไหนที่เราสองคนเห็นตรงกันได้สักเรื่อง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่หลังจากสามวันนี้เราคงไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันมากนัก”

บัวบูชาพูดพลางดึงกระเป๋าให้ตั้งตรง แต่แรงที่ใช้มากเกินไปทำให้กระเป๋าเอียงกระแทกกล่องไม้ใบหนึ่งที่วางอยู่ข้างบันได กล่องไม้สีน้ำตาลเข้มตกลงพื้น

ฝาที่ปิดไว้ไม่สนิทเปิดออกทันทีของบางอย่างกลิ้งหลุดออกมาบนพื้นหินอ่อน

กึก...

เสียงเล็กน้อยนั้นกลับดังชัดในความเงียบ

บัวบูชาก้มมองแล้วเลือดในกายเหมือนเย็นวาบนาฬิกาข้อมือเรือนเก่าสายหนังสีน้ำตาลเข้มที่ผ่านการใช้งานมานานหน้าปัดมีรอยขีดเล็ก ๆ ตรงตำแหน่งเดิมเธอจำได้ทุกส่วนและเห็นชัดจากสีหน้าของภูเบศร์ว่าเขาก็จำได้เช่นกัน

ชายหนุ่มหยุดนิ่งโลกทั้งใบเหมือนถูกดึงเข้าสู่ความเงียบชั่วขณะสายตาที่ก่อนหน้านี้ยังมีความหงุดหงิดพลันแข็งค้างเขาก้มลงหยิบนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมาอย่างช้า ๆปลายนิ้วที่แข็งแรงไล้ผ่านหน้าปัดเหมือนกำลังยืนยันกับตัวเองว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตา

บัวบูชารู้ทันทีว่าเรื่องที่เธอกลัวที่สุดเกิดขึ้นแล้ว

“เอาคืนมาค่ะ” บัวบูชาพูดพร้อมยื่นมือออกไปโดยอัตโนมัติ ความรีบร้อนในน้ำเสียงแตกต่างจากความสงบที่พยายามรักษามาตลอดอย่างชัดเจน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป