บทที่ 6 ตอนที่6 ต่อให้คุณเปลี่ยนใจ

ตอนที่6

ต่อให้คุณเปลี่ยนใจ

ภูเบศร์หรี่ตามองจากนั้นจึงก้มไปจับหูกระเป๋าเดินทางของเธอ

บัวบูชาตกใจ รีบจับอีกด้านไว้“คุณจะทำอะไรคะ ถ้าจะช่วยยก ฉันไม่ต้องการแล้วค่ะ เมื่อครู่คุณปล่อยลงแรงจนฉันยังไม่รู้เลยว่าของข้างในแตกไปหรือยัง เพราะฉะนั้นคราวนี้ฉันจัดการเองได้” บัวบูชาพูดพร้อมพยายามดึงกระเป๋ากลับ แต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย

“ใครบอกว่าผมจะช่วยคุณย้ายครับ” ภูเบศร์          ตอบพลางกระตุกกระเป๋าออกจากมือเธอได้อย่างง่ายดาย ก่อนหมุนตัวลากมันกลับไปวางข้างบันไดตรงที่เธอเพิ่งพยายามเอาลงมาเมื่อครู่

บัวบูชามองตามอย่างงุนงง“คุณเพิ่งบอกให้ฉันออกไปภายในสามวัน แล้วตอนนี้คุณกำลังลากกระเป๋าฉันกลับไปทางเดิม คุณช่วยเลือกสักอย่างได้ไหมคะว่าจะไล่หรือจะให้ฉันเก็บของ เพราะถ้าคุณเปลี่ยนคำสั่งทุกสิบนาที ฉันคงต้องยืนถือเสื้อผ้ารออยู่ตรงกลางบ้านจนกว่าคุณจะตัดสินใจได้”

บัวบูชาพูดด้วยความฉุนเฉียวจริง ๆ คราวนี้ไม่เหลือความตั้งใจจะประนีประนอมเหมือนตอนแรกอีกแล้ว

ภูเบศร์วางกระเป๋าลงหันกลับมาหาเธอแล้วรอยยิ้มที่มุมปากก็ปรากฏอีกครั้งเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่บัวบูชาเห็นแล้วอยากเอาหมอนปาใส่หน้าเมื่อครั้งยังเด็กกวนประสาทมั่นใจและบอกชัดว่าเจ้าตัวกำลังจะทำอะไรที่เธอไม่ชอบแน่ ๆ

“ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ เรื่องสามวันยกเลิก คุณยังไม่ต้องย้ายไปไหนทั้งนั้น เพราะตอนนี้ผมมีเรื่องสำคัญกว่าความรำคาญที่ต้องเห็นหน้าคุณทุกวัน นั่นคือผมต้องการรู้ว่านาฬิกาของพ่อผมมาอยู่กับคุณได้อย่างไร และพ่อคุณทิ้งอะไรไว้เกี่ยวกับครอบครัวผมอีกบ้าง ดังนั้นจนกว่าผมจะได้คำตอบที่พอใจ คุณควรเก็บของกลับเข้าที่เดิมให้เรียบร้อย” ภูเบศร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบอย่างคนที่คิดว่าตัวเองเพิ่งตัดสินปัญหาได้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

บัวบูชามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อเธอยกมือขึ้นช้า ๆ แล้วชี้ไปที่ประตูบ้านจากนั้นชี้กลับมาที่กระเป๋า

“เมื่อไม่ถึงสิบนาทีที่แล้ว คุณเป็นคนพูดเองว่าฉันมีเวลาสามวันให้ออกจากบ้าน และฉันก็ตอบตกลงแล้วด้วย ตอนนี้ฉันอยากไปค่ะ ต่อให้คุณเปลี่ยนใจ ฉันก็ไม่เปลี่ยน เพราะฉันไม่คิดว่าการอยู่ร่วมบ้านกับคนที่มองฉันเหมือนอาชญากรทุกลมหายใจจะเป็นความคิดที่ดีต่อสุขภาพจิตของใครทั้งนั้น” บัวบูชาพูดพร้อมกอดอกแน่น แววตาจริงจังจนเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้กำลังต่อรอง

ภูเบศร์พยักหน้าช้า ๆเหมือนรับฟังอย่างมีเหตุผลก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอแทบอยากกรีดร้อง

“ผมเข้าใจครับว่าคุณอยากไป แต่ปัญหาคือผมไม่อนุญาตให้คุณไปแล้ว และถ้าคุณอยากเรียกสิ่งนี้ว่าผมกลับคำ ผมก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเมื่อมีข้อมูลใหม่ คนฉลาดก็ต้องปรับการตัดสินใจตามสถานการณ์ ไม่ใช่ยึดคำพูดเดิมไว้เพียงเพื่อรักษาหน้า”

ภูเบศร์พูดหน้าตาเฉยเสียจนบัวบูชาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อย้ำกับตัวเองว่าการใช้กระเป๋าเดินทางฟาดเจ้าของบ้านไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม

“คุณไม่มีสิทธิ์กักฉันไว้นะคะ ต่อให้บ้านนี้เป็นของคุณ แต่ชีวิตฉันเป็นของฉัน ถ้าฉันจะออก ฉันก็ออกได้ และถ้าคุณคิดว่าจะยืนขวางประตูหรือยึดกระเป๋าฉันไว้ คุณกำลังทำเรื่องที่ไม่ต่างจากคนไร้เหตุผลเลยแม้แต่น้อย” บัวบูชาโต้กลับทันควัน พลางก้าวไปหมายจะเอากระเป๋ากลับมา

ภูเบศร์ขยับมายืนขวางไม่ได้แตะตัวเธอเพียงยืนเฉย ๆ ก็ทำให้บัวบูชาต้องหยุด เพราะหากเดินต่ออีกก้าว เธอคงชนเข้ากับอกเขาเต็มแรง

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่พอใจส่วนคนตัวสูงกว่ากลับมองลงมาด้วยสายตาที่มีแววท้าทายชัดเจน

“ผมไม่ได้จะขังคุณครับ คุณอยากออกไปเดินเล่น ไปทำงาน ไปซื้อของ หรือไปไหนก็เชิญ แต่เรื่องย้ายออกจากบ้านในตอนนี้ ผมไม่เห็นด้วย เพราะถ้าคุณหายไปพร้อมข้อมูลบางอย่างแล้วผมต้องเสียเวลาตามหาทีหลัง มันยุ่งยากเกินไป ผมชอบเก็บสิ่งที่กำลังสงสัยไว้ใกล้สายตามากกว่า อย่างน้อยเวลามีพิรุธจะได้เห็นทันที”

ภูเบศร์ตอบยืดยาวอย่างมีเหตุผลในแบบของตัวเอง ทั้งยังตั้งใจเน้นคำว่า ‘สิ่งที่กำลังสงสัย’ จนบัวบูชารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นวัตถุต้องสงสัยไปแล้วจริง ๆ

“ฉันเป็นคนนะคะ ไม่ใช่แฟ้มเอกสารที่คุณจะเก็บไว้บนโต๊ะเพื่อเปิดดูเมื่อไรก็ได้ และถ้าคุณคิดว่าฉันจะยอมอยู่เพียงเพราะคุณออกคำสั่ง คุณคงจำฉันผิดจากเมื่อหลายปีก่อนมาก เพราะฉันไม่ได้อายุสิบแปดที่จะยืนเงียบทุกครั้งเวลาคุณทำหน้าดุแล้วพูดอะไรใจร้ายใส่อีกแล้ว” บัวบูชาตอบพร้อมเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย อาการขุ่นเคืองทำให้แก้มขาวขึ้นสีจาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว

ภูเบศร์มองใบหน้านั้นนิ่ง เธอไม่ใช่เด็กสาวคนเดิมจริง ๆและไม่รู้ทำไม การค้นพบว่าบัวบูชาเถียงเก่งขึ้นถึงทำให้เขาทั้งหงุดหงิดและรู้สึกสนุกในเวลาเดียวกันอย่างน้อยบ้านหลังนี้คงไม่เงียบเกินไปในช่วงที่เขาต้องขุดเรื่องเก่า

“เรื่องนั้นผมเห็นแล้วครับ คุณเถียงเก่งขึ้นมากจนผมเริ่มสงสัยว่าหลายปีที่ผ่านมาเอาเวลาที่ควรใช้จัดของย้ายออกจากบ้านไปฝึกต่อปากต่อคำกับใครมาหรือเปล่า แต่ต่อให้คุณโตขึ้นแค่ไหน ความจริงเรื่องหนึ่งก็ยังเหมือนเดิม นั่นคือผมต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับของของพ่อผม และคุณเป็นคนเดียวที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ซึ่งน่าจะตอบได้” ภูเบศร์กล่าวพร้อมยกนาฬิกาในมือขึ้นระหว่างทั้งสอง รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่จางหาย เหลือเพียงความจริงจังที่ทำให้บัวบูชารู้ว่าเรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่

หญิงสาวมองนาฬิกาหัวใจหนักอึ้งเธอเก็บมันไว้นานหลายปีไม่ใช่เพราะอยากได้ไม่ใช่เพราะมันมีราคา

แต่เพราะคำพูดสุดท้ายของพ่อบางประโยคยังติดอยู่ในความทรงจำ อย่าเพิ่งเปิด อย่าเพิ่งเชื่อใครและถ้าวันหนึ่งถึงเวลา คนที่ควรรู้จะได้รู้เองเธอเคยคิดว่าคงไม่มีวันต้องเผชิญกับวันที่ว่าแต่ตอนนี้คนที่ควรรู้ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วเพียงแต่เขายังไม่พร้อมเชื่อเธอเลยแม้แต่น้อย

“บางเรื่องฉันพูดตอนนี้ไม่ได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะอยากปิดบังคุณ ไม่ใช่เพราะคิดจะเอาอะไรของครอบครัวคุณไป และยิ่งไม่ใช่เพราะพ่อฉันทำเรื่องเลวร้ายอย่างที่คุณเชื่อ แต่เพราะถ้าฉันพูดโดยไม่มีอะไรพิสูจน์ คุณก็จะคิดว่าฉันแต่งเรื่องเพื่อปกป้องพ่ออยู่ดี ดังนั้นถ้าคุณอยากรู้ความจริงจริง ๆ ฉันขอให้คุณรอจนกว่าจะมีหลักฐานที่มากกว่าคำพูดของฉัน”

ภูเบศร์จับจ้องเธอคำตอบนั้นชัดกว่าการปฏิเสธเสียอีกเธอรู้บัวบูชารู้อะไรบางอย่างจริง ๆและเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพ่อของเขา

“ในที่สุดคุณก็ยอมรับว่ามีเรื่องที่ยังไม่ได้บอกผมสักทีนะครับ ถ้าอย่างนั้นยิ่งง่ายขึ้น จากนี้คุณอยู่ที่นี่เหมือนเดิม และเมื่อไรที่นึกอยากพูดความจริงขึ้นมา คุณก็มาหาผมได้ ส่วนผมจะหาหลักฐานในแบบของผมเอง และผมรับรองว่าจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปเหมือนที่ผ่านมาแน่นอน” ภูเบศร์ตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แต่แววตากลับมีประกายของคนที่เพิ่งพบเบาะแสสำคัญหลังตามหามานาน

บัวบูชาหลับตาสั้น ๆเธออยากย้ายออกก่อนเขากลับเพราะไม่อยากเปิดบาดแผลเดิมแต่ผลสุดท้ายกลับตรงกันข้ามยังไม่ทันพ้นคืนแรก เธอก็กลายเป็นคนที่ภูเบศร์ตั้งใจจับตามองทุกฝีก้าวเสียแล้ว

“ถ้าฉันยอมอยู่ ไม่ได้หมายความว่าคุณมีสิทธิ์ออกคำสั่งกับฉันทุกเรื่องนะคะ และฉันก็ไม่ได้ยอมเพราะกลัวคุณ ฉันแค่ไม่อยากให้นาฬิกาเรือนนั้นถูกทำลายก่อนเราจะรู้ความจริงบางอย่างเท่านั้น ถ้าคุณยังจะเก็บไว้ ขออย่างเดียว อย่าพยายามเปิดมันด้วยกำลัง” บัวบูชาพูดพร้อมมองนาฬิกาในมือเขาอย่างกังวล ความห่วงใยนั้นชัดจนภูเบศร์ยิ่งสงสัย

ชายหนุ่มพลิกนาฬิกาดูด้านหลังมีรอยสลัก        เล็ก ๆ ที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็นหรืออาจเพราะตอนเด็กไม่เคยสนใจรายละเอียดเขาใช้นิ้วลูบผ่านโลหะเย็น        ช้า ๆก่อนเงยหน้าขึ้น

“ผมไม่สัญญาครับ เพราะถ้าผมเห็นว่าจำเป็นต้องเปิด ผมจะเปิด แต่คุณวางใจได้อย่างหนึ่งว่าผมไม่ได้โง่พอจะใช้ค้อนทุบของชิ้นสุดท้ายที่อาจเกี่ยวข้องกับพ่อผม และถ้าคุณไม่อยากเห็นผมลองผิดลองถูก คุณก็มีอีกทางเลือก คือบอกผมว่าต้องเปิดมันยังไง” ภูเบศร์กล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ แววตากึ่งท้าทายกึ่งจับผิดทำให้บัวบูชารู้ทันทีว่าเขากำลังพยายามล้วงข้อมูลจากเธออีกครั้ง

“ไม่ค่ะ ฉันไม่บอก เพราะฉันเองก็รู้ไม่ทั้งหมด และฉันไม่อยากให้คุณเอาคำพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปทำอะไรที่เสี่ยงทำให้มันเสีย ถ้าคุณเก่งอย่างที่ชอบทำหน้ามั่นใจอยู่ตลอดเวลา คุณก็หาคำตอบด้วยตัวเองสิคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป