บทที่ 7 ตอนที่7 ท่าทีแข็งกระด้าง

ตอนที่7

ท่าทีแข็งกระด้าง

บัวบูชาตอบกลับพร้อมยกคางขึ้นนิดหนึ่ง ความเหนื่อยและความกดดันกลับทำให้ด้านดื้อเงียบที่ซ่อนอยู่หลุดออกมาเต็มที่

ภูเบศร์หัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นครั้งแรก

คราวนี้เหมือนขำจริงอยู่เล็กน้อย

“ได้ครับ ผมหาเองก็ได้ แต่ถ้าผมหาเจอก่อนที่คุณจะยอมพูด อย่ามาบอกทีหลังแล้วกันว่าผมไม่ให้โอกาส เพราะผมให้คุณพูดตั้งแต่วันนี้แล้ว และคุณเลือกปิดปากเอง” ภูเบศร์กล่าวพลางเก็บนาฬิกาใส่กระเป๋าเสื้อด้านในอย่างระมัดระวังจนน่าแปลกใจเมื่อเทียบกับท่าทีแข็งกระด้างทั้งหมดก่อนหน้านี้

บัวบูชามองตามอย่างน้อยเขาก็ไม่ทำลายมันตอนนี้เธอค่อยโล่งใจขึ้นเล็กน้อยเพียงเล็กน้อยจริง ๆ

เพราะปัญหาใหญ่กว่ายังยืนอยู่ตรงหน้า

“ตกลงตอนนี้ฉันต้องเอากระเป๋ากลับขึ้นไปใช่ไหมคะ หรืออีกห้านาทีคุณจะเปลี่ยนใจอีกรอบแล้วสั่งให้เอาลงมาใหม่ ฉันขอถามให้แน่ใจเพราะกระเป๋าหนัก และฉันไม่ได้อยากออกกำลังกายด้วยการลากมันขึ้นลงบันไดตามอารมณ์เจ้าของบ้านทั้งคืน” บัวบูชาถามเสียงเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยการเหน็บแนมที่ทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง

ภูเบศร์เหลือบมองกระเป๋าจากนั้นมองเธอ

“เอากลับขึ้นไปครับ และคราวนี้ผมจะช่วยยกให้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณหาเหตุเอาเรื่องผมทีหลังว่าทำให้ปวดหลัง แต่ขอให้เข้าใจตรงกันว่าผมช่วยเพราะไม่อยากเสียเวลาเรียกรถพยาบาล ไม่ใช่เพราะเกิดใจดีขึ้นมากะทันหัน”

ภูเบศร์ตอบพลางก้มจับหูกระเป๋าขึ้นมาอย่างง่ายดาย น้ำเสียงยังคงไว้ท่าราวกับการแสดงน้ำใจเพียงเล็กน้อยจะทำให้ศักดิ์ศรีเสียหาย

บัวบูชากลอกตาอย่างลืมตัว“ไม่ต้องกลัวค่ะ ฉันไม่เข้าใจผิดแน่นอน เพราะจากที่คุยกันมายาวขนาดนี้ ถ้าฉันยังคิดว่าคุณใจดีได้ ฉันก็คงต้องสงสัยสติปัญญาตัวเองมากกว่าสงสัยเจตนาของคุณแล้วค่ะ” บัวบูชาตอบทันที ก่อนย่อตัวลงเก็บกล่องไม้ขึ้นมาแนบอก

ภูเบศร์หยุดเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดหันมามองเธอช้า ๆบัวบูชารู้ว่าตัวเองพูดแรงไปนิดแต่ไม่คิดถอนคำริมฝีปากของชายหนุ่มยกขึ้นบาง ๆ

“ปากเก่งขึ้นจริง ๆ นะครับบัวบูชา ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่าสามวันที่คิดจะให้คุณย้ายออกไปก่อนหน้านี้อาจเป็นการตัดสินใจที่เสียของ เพราะเก็บคุณไว้ในบ้านน่าจะทำให้ผมมีอะไรแก้เบื่อมากกว่าเยอะ” ภูเบศร์พูดอย่างจงใจยั่ว ก่อนหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกระเป๋าของเธอโดยไม่รอคำอนุญาต

บัวบูชาอ้าปากค้างมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังเดินหนีผู้ชายคนนี้!เมื่อครู่ยังพูดเหมือนเธอเป็นผู้ต้องสงสัยตอนนี้กลับพูดเหมือนจะเก็บเธอไว้เป็นของเล่นแก้เบื่อหญิงสาวรีบเดินตามขึ้นไป

“ฉันขอแก้ความเข้าใจผิดนะคะ ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อเป็นเครื่องแก้เบื่อของใคร และถ้าคุณคิดว่าจะใช้เวลาหลังกลับประเทศไทยมาหาเรื่องฉันทุกวัน ฉันแนะนำให้คุณหางานอดิเรกที่สร้างสรรค์กว่านี้ เช่น ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ หรือถ้าว่างมากจริง ๆ คุณจะเอาเวลานั้นไปฝึกพูดดีกับคนอื่นบ้างก็ได้ ฉันคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า” บัวบูชาพูดไล่หลังไปยาวเหยียด ความโมโหทำให้เดินตามเขาได้เร็วโดยลืมความเหนื่อยไปเสียสนิท

ภูเบศร์ชะลอฝีเท้าไม่ได้หันกลับมาแต่ไหล่กว้างขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะ

“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ แต่ผมคิดว่าผมเจองานอดิเรกใหม่แล้ว และมันน่าสนใจกว่าปลูกต้นไม้เยอะ เพราะต้นไม้อย่างมากก็แค่เหี่ยว แต่คนบางคนเวลาโดนแกล้งนิดหน่อยจะพูดยาวเป็นหน้า ๆ จนผมเริ่มสงสัยว่าที่เคยเงียบเมื่อหลายปีก่อน คุณเก็บคำพูดทั้งหมดไว้มาพูดวันนี้หรือเปล่า” ภูเบศร์ตอบโดยยังคงเดินขึ้นต่อ สีหน้าที่บัวบูชามองไม่เห็นมีรอยยิ้มบางอย่างปรากฏอยู่ชั่วครู่

“ถ้าคุณเป็นคนพูดดี ฉันก็ไม่จำเป็นต้องพูดยาวค่ะ แต่ในเมื่อคุณชอบพูดให้คนอื่นโมโห ก็ช่วยรับผลของสิ่งที่ตัวเองทำด้วย อย่ามากล่าวหาทีหลังว่าฉันพูดมาก เพราะต้นเหตุเดินถือกระเป๋าฉันอยู่ข้างหน้านี่เอง” บัวบูชาตอบกลับไม่ลดละ พลางกระชับกล่องไม้ในอ้อมแขนให้แน่นกว่าเดิม

ภูเบศร์หยุดตรงชานพักบันไดคราวนี้เขาหันกลับมาจริง ๆระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงสองสามขั้นแสงจากหน้าต่างบานใหญ่ตกกระทบด้านข้างใบหน้าคม ทำให้ดวงตาคู่นั้นดูเข้มจนบัวบูชาเผลอชะงักความสนุกเล็กน้อยในแววตาของเขาหายไปอีกครั้งเหลือเพียงความจริงจัง

“คุณจะเถียงผมเรื่องอื่นเท่าไรก็ได้ ผมไม่สน แต่มีอยู่เรื่องเดียวที่ผมจะไม่ปล่อยผ่าน คือเรื่องพ่อของเรา และถ้าคุณมีความลับเกี่ยวกับคืนนั้นจริง ต่อให้ผมต้องอยู่เฝ้าคุณทุกวันจนคุณรำคาญ ผมก็จะทำ เพราะผมเสียเวลามาหลายปีมากพอแล้วกับการไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ” ภูเบศร์กล่าวช้า ๆ น้ำเสียงต่ำหนักแน่นจนคำพูดนั้นไม่ได้ฟังเหมือนการขู่เล่นอีกต่อไป

รอยโต้เถียงบนใบหน้าบัวบูชาค่อย ๆ จางลง

เธอมองเขานิ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาเข้าบ้านที่หญิงสาวเห็นชัดว่าใต้ความปากร้าย ความเย็นชา และการพูดเสียดสีทั้งหมดนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งที่ยังติดอยู่กับคืนที่สูญเสียพ่อไม่ต่างจากเธอความเจ็บของเขาไม่เคยหายเหมือนความเจ็บของเธอต่างกันเพียงเขาเลือกโกรธส่วนเธอเลือกเงียบ

“ฉันรู้ค่ะว่าคุณอยากรู้ และฉันไม่ได้ต้องการให้คุณอยู่กับความเข้าใจผิดไปตลอดชีวิตเหมือนกัน แต่ฉันอยากให้คุณจำคำพูดตัวเองวันนี้เอาไว้ให้ดีนะคะ เพราะถ้าวันหนึ่งความจริงที่คุณตามหาไม่เหมือนเรื่องที่คุณเชื่อมาตลอด ฉันหวังว่าคุณจะกล้ายอมรับมัน ไม่ว่าความจริงนั้นจะทำให้คุณต้องกลับไปมองคนที่เคยเกลียดใหม่ทั้งหมดก็ตาม”

บัวบูชาพูดด้วยน้ำเสียงสงบ ดวงตาคู่หวานสบกับเขาตรง ๆ ราวกับกำลังฝากคำเตือนบางอย่างที่มีน้ำหนักมากกว่าที่อีกฝ่ายเข้าใจในเวลานี้

ภูเบศร์จ้องเธออยู่ครู่ใหญ่หัวใจส่วนหนึ่งอยากถามต่อทันทีแต่เขารู้แล้วว่าเค้นไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ผู้หญิงตรงหน้าดื้อกว่าที่จำได้มากและปิดความลับเก่งกว่าที่เขาคาดไว้เสียด้วยชายหนุ่มจึงหันกลับ เดินขึ้นบันไดต่อ

“ถ้าวันนั้นมาถึง ผมจะรับความจริงเองครับ แต่ก่อนถึงวันนั้น คุณก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะหนีไปไหน เพราะตั้งแต่วินาทีที่นาฬิกาของพ่อผมหล่นออกมาจากกล่องคุณ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของคุณคนเดียวอีกแล้ว” ภูเบศร์ตอบทิ้งท้ายโดยไม่ได้หันกลับมามอง แต่ทุกถ้อยคำกลับชัดเจนในความเงียบของบ้านหลังใหญ่

บัวบูชายืนนิ่งอยู่บนขั้นบันไดมองแผ่นหลังของผู้ชายที่เธอเคยคิดถึงมาตลอดหลายปีเดินห่างออกไปพร้อมกระเป๋าเดินทางที่เมื่อครู่ควรเป็นสัญลักษณ์ของการจากลาแต่ตอนนี้มันกำลังถูกลากกลับขึ้นไปที่เดิม

เหมือนโชคชะตากำลังหัวเราะกับความพยายามหนีของเธอก่อนภูเบศร์กลับมา บัวบูชายังคิดว่าการย้ายออกจากบ้านอาจทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างสงบ

เธอคิดว่าตัวเองเพียงหลีกทางให้เจ้าของบ้านปล่อยอดีตไว้ข้างหลังจากนั้นต่างคนต่างใช้ชีวิตแต่เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังการพบกัน ความตั้งใจทั้งหมดก็พังลง

ภูเบศร์กลับมาแล้วเขายังเกลียดเธอยังเชื่อว่าพ่อของเธอเป็นต้นเหตุของความสูญเสียและตอนนี้เขายังเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเร็วที่สุดอีกด้วยนาฬิกาเรือนนั้น

สิ่งที่พ่อของเขาเคยสวมติดตัวสิ่งที่พ่อของเธอเก็บเอาไว้จนถึงวันสุดท้ายและสิ่งที่ซ่อนความลับบางอย่างซึ่งอาจเปลี่ยนความเชื่อของผู้ชายตรงหน้าไปตลอดกาลบัวบูชาก้มมองกล่องไม้ในอ้อมแขนก่อนหลับตาลงช้า ๆดูเหมือนสามวันที่เธอคิดว่าจะใช้เก็บของออกจากบ้านจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องที่ยาวนานกว่านั้นมากเพราะจากเดิมที่ภูเบศร์ต้องการให้เธอหายไปจากสายตา

วันนี้เขากลับเป็นคนประกาศด้วยตัวเองว่า

เธอจะไปไหนไม่ได้จนกว่าเขาจะได้รู้ความจริงทั้งหมด

และบัวบูชารู้ดีที่สุดว่า หากวันหนึ่งฝาหลังของนาฬิกาเรือนนั้นถูกเปิดออกอย่างถูกวิธีจริง ๆ สิ่งที่ภูเบศร์พบอาจไม่ได้ทำให้เขาเพียงแค่เลิกเกลียดพ่อของเธอ

แต่มันอาจทำลายความจริงที่เขายึดถือมาตลอดหลายปีจนไม่เหลือชิ้นดี

หญิงสาวลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก่อนเดินตามคนที่เพิ่งประกาศตัวเป็นศัตรูของเธอขึ้นไปช้า ๆสงครามในบ้านหลังนี้เพิ่งเริ่มต้นและครั้งนี้ บัวบูชาไม่แน่ใจเลยว่าเมื่อมันจบลง คนที่เจ็บที่สุดจะเป็นเธอ...หรือเป็นภูเบศร์กันแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป