บทที่ 3 ตอน ใจอยากแต่ร่างกายไม่สู้

วันรุ่งขึ้น กวินทร์ตื่นขึ้นมาแต่เช้า นายสนเข้ามาช่วยดูแลเขาให้อาบน้ำและแต่งตัว ก่อนจะพานั่งรถเข็นมายังห้องอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้า 

บนโต๊ะอาหาร เจ้าสัวก้องเกียรตินั่งจิบชาอยู่ โดยมีพิรดานั่งกินข้าวต้มกุ้งอยู่ข้างๆ 

“รีบตื่นมาแต่เช้า กลัวคุณปู่จะรู้หรือไง ว่าเมื่อคืนเธอไม่ได้นอนในห้องกับฉัน”

กวินทร์มาถึงก็แขวะหญิงสาวทันที รอยกัดของเธอเมื่อคืนยังเหลือแผลรูปฟันบนแขนของเขา ตอนนายสนช่วยอาบน้ำเห็นรอยนั้น ก็มองหน้าเขาแล้วแอบลอบยิ้มขำ 

“เมื่อคืนไม่ได้อยู่ด้วยกันจนเช้าหรือ”

ท่านเจ้าสัวได้ยินหลานชายพูดแบบนั้น ก็หันมาถามพิรดา 

“คุณปู่คะ พิมน่ะไม่อยากรบกวนคุณกวินทร์ เมื่อคืนเขานอนไม่ค่อยจะหลับกระสับกระส่าย แบบว่าเอ่อ... ใจอยากแต่ร่างกายไม่สู้”

ประโยคสุดท้ายพิรดาแกล้งป้องปาก ทำท่ากระซิบแต่เสียงพูดกลับไม่เบาลง จงใจเน้นตรงคำว่าไม่สู้ 

“อ้อ... ปู่เข้าใจแล้ว รอให้เจ้าวินหายก่อน เดี๋ยวก็สู้ไหวเอง”

ท่านเจ้าสัวพยักหน้ารับรู้ แล้วพูดเหมือนคล้ายปลอบใจหลานสะใภ้ แต่กวินทร์กลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เหมือนโดนลากมาประจานกลางสี่แยก

“พิมไม่อยากทรมานคุณกวินทร์ เลยต้องย้ายไปนอนห้องข้างๆ”

พิรดาจีบปากจีบคอ พูดเอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ขณะส่งสายตาท้าทายมาให้เขา 

กวินทร์เห็นแล้วอยากจะบีบคอเล็กๆ นั้นให้หักคามือ ผู้หญิงอะไรยั่วโมโหเก่งขนาดนี้

“อืม หนูพิมสวยขนาดนี้ เจ้าวินมันคงทรมานแย่ เอาเถอะ นอนห้องนั้นไปก่อนก็ได้ ปู่ไม่ว่า”

ท่านเจ้าสัวเออออไปกับหลานสะใภ้ 

“คุณปู่ พิรดา หยุดได้แล้ว!”

กวินทร์เหลืออดจนต้องส่งเสียงทักท้วงขึ้นมา

“อย่าไปว่าหนูพิมเลย แกไม่ต้องอายหรอกเจ้าวิน เดี๋ยววันนี้หมอภาคินจะมาตรวจร่างกายของแก มีอะไรตรงไหนไม่สบายก็บอกหมอเขาไป จะได้ช่วยรักษา”

คนเป็นปู่กลับเข้าข้างคนอื่น แล้วหันมาบอกหลานชายแบบนี้

“คุณปู่ ร่างกายผมแข็งแรงดี ไม่ได้เป็นอย่างที่ยายบ้านี่พูด”

กวินทร์พยายามอธิบาย แต่ผู้สูงวัยกว่าโบกมือห้าม ไม่รับฟัง

“รีบกินข้าวเถอะ อีกครึ่งชั่วโมง หมอภาคินจะมาถึงแล้ว”

กวินทร์พูดไม่ออก ได้แต่ตักข้าวต้มเข้าปาก พลางส่งสายตาขุ่นขวางไปให้พิรดา หญิงสาวยิ้มหน้าระรื่น ชวนคนแก่พูดคุยไม่สนใจเขา

/// 

เมื่อถึงเวลานัดหมาย รถของหมอภาคินก็แล่นมาจอดหน้าคฤหาสน์ หมอหนุ่มสวมเสื้อเชิตสีฟ้าอ่อนกางเกงสีน้ำเงินเข้ม เดินถือกระเป๋าเครื่องมือเข้ามา

“สวัสดีครับท่านเจ้าสัว เป็นไงบ้างกวินทร์ เมื่อวานขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปร่วมงานแต่ง”

หมอภาคินพนมมือไหว้ทำความเคาระท่านเจ้าสัว แล้วทักทายกวินทร์ ก่อนจะหันไปมองพิรดาที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่านเจ้าสัว ดวงตาทอประกายอ่อนโยนมองใบหน้าสวยหวานนั้นนิ่งอยู่

“นี่คือหนูพิม เป็นภรรยาของเจ้าวิน หนูมนเขาไม่สะดวกจะแต่งกับเจ้าวิน ปู่เลยให้หนูพิมแต่งแทน”

เจ้าสัวก้องเกียรติแนะนำพิรดาให้หมอภาคินรู้จัก และบอกฐานะของเธอให้อีกฝ่ายรู้พร้อมอธิบายคร่าวๆ ด้วยถือว่าหมอภาคินเป็นเพื่อนสนิทและหมอที่รักษาหลานชาย จึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ น้องพิม”

หมอภาคินทักทายพิรดาอย่างเป็นกันเอง น้ำเสียงของเขาฟังดูนุ่มนวล ขณะคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้เธอ 

“ดีใจที่ได้พบนะคะ พี่หมอ”

พิรดาเรียกหมอภาคินว่าพี่หมอ ส่งรอยยิ้มน่ารักให้อีกฝ่าย ทั้งสองยิ้มให้กัน 

กวินทร์มองแล้วรู้สึกเปรี้ยวตา หงุดหงิดกับท่าทางสนิทสนมของทั้งสอง เจอกันแค่ไม่กี่นาทีกลับดูเหมือนรู้จักกันมาเป็นปี 

“ไอ้หมอ จะตรวจอะไรก็รีบตรวจ”

เขากดปุ่มรถเข็นไฟฟ้าให้เคลื่อนที่กลับมาในห้องที่เตรียมไว้สำหรับรักษา 

“ไปตรวจคุณกวินทร์เถอะค่ะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

พิรดายิ้มให้หมอภาคิน พยักหน้าให้เขาตามคนป่วยไป แล้วหันมายิ้มให้เจ้าสัวก้องเกียรติ

“คุณปู่ไปนั่งกินขนมกับพิมดีกว่า ปล่อยให้หมอภาคินดูแลคุณกวินทร์ไปเถอะค่ะ”

หญิงสาวจูงมือคนแก่พาไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่น ป้าอุ่นยกขนมและผลไม้มาให้อย่างรู้ใจ 

///

ในห้อง กวินทร์นั่งอยู่บนรถเข็นไฟฟ้าสีดำมองดูหมอภาคิน ที่กำลังตรวจเช็กการตอบสนองของกล้ามเนื้อขาเขาอย่างใจเย็น ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ราวกับไม่ใยดีกับร่างกายของตัวเองแล้ว

“สภาพกล้ามเนื้อ ยังมีโอกาสฟื้นฟูได้นะ” 

ภาคินเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม มองใบหน้าของคนไข้ด้วยแววตาให้กำลังใจ 

“แต่ถ้านายยังเอาแต่นั่งอยู่แบบนี้ กล้ามเนื้อจะลีบตัวลงเรื่อยๆ ฉันอยากให้นายเริ่มทำกายภาพบำบัดอย่างจริงจัง ฉันจะหาทีมพยาบาลกับนักกายภาพมือดีมา...”

“ไม่เอา” 

กวินทร์ปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงห้วนจัด 

“ไอ้หมอ ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้ว ว่าฉันไม่ต้องการคนพวกนั้น”

“แต่วิน... การทำกายภาพมันเป็นทางเดียว ที่นายจะกลับมาเดินได้นะ”

“ฉันไม่อยากให้ใครมายุ่งกับฉัน” 

กวินทร์เสียงแข็งขึ้น ดวงตาคู่คมมีรอยขยะแขยงปรากฎขึ้น เมื่อนึกถึงพยาบาลคนก่อนๆ ที่เขาเคยจ้างมา 

“ไอ้หมอแกคงไม่รู้ ว่าพยาบาลกับนักกายภาพพวกนั้น ที่นายส่งมาน่ะ... ทำให้มนเข้าใจฉันผิด ต่อหน้ามนแท้ๆ บางคนมาประคองแล้วเบียดหน้าอกใส่ฉัน บางคนแอบถ่ายรูปฉันไปอวดเพื่อน”

กวินทร์เบือนหน้าหนี มนสิชามาเห็นตอนเขาถูกพยาบาลสาวช่วยประคองก็ทำท่าไม่พอใจ ที่มีผู้หญิงมาใกล้ชิดเขา กวินทร์จึงไล่พยาบาลและนักกายภาพพวกนั้นไป เขาไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาแห่งความสมเพช หรือเป็นเครื่องมือในการไต่เต้าของใคร

ภาคินถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าบาดแผลในใจของกวินทร์ลึกพอๆ กับแผลที่ขา 

“โอเค... ฉันเข้าใจ ถ้านายระแวงผู้หญิง ฉันจะส่งนักกายภาพบำบัดผู้ชายมาดูแลดีไหม แต่มีเงื่อนไขว่า นายต้องยอมฝึกทุกวัน ห้ามไล่ตะเพิดเหมือนคนก่อนๆ”

กวินทร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขารู้ดีว่าตัวเองหนีความจริงไม่ได้ตลอดไป หากอยากล้างแค้นยายผู้หญิงปากดีคนนั้น เขาก็ต้องกลับมายืนให้ได้

“เออ... ก็ได้ ถ้าเป็นผู้ชายฉันจะลองดู 

กวินทร์พยักหน้าแกนๆ มองไปยังนอกหน้าต่าง ในใจเผลอนึกถึงใบหน้าของมนสิชาขึ้นมา ป่านนี้เธอคงบินไปถึงอังกฤษแล้ว 

///

 ใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนหลังคฤหาสน์เจ้าสัวก้องเกียรติ นั่งจิบชาอยู่ที่ศาลากลางสวน โดยมีหมอภาคินและพิรดาอยู่ด้วย 

“กวินทร์ยอมตกลงให้นักกายภาพ เข้ามาดูแลแล้วครับคุณปู่” 

ภาคินรายงานผลการเจรจากับกวินทร์ และนั่นทำให้สีหน้าของท่านเจ้าสัวดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

“แต่ผมอยากให้หมอพิม ช่วยวางแผนรักษาด้วยครับ หมอพิมเก่งเรื่องการกระตุ้นกล้ามเนื้อ และมีจิตวิทยาในการรับมือคนไข้ที่ดื้อรั้นแบบกวินทร์ได้ดี”

ภาคินกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะปรายตามองพิรดาที่นั่งข้างๆ

“พิมทำแผนการรักษาไว้แล้วค่ะคุณปู่ ขอเพียงขั้นแรก ให้คุณกวินทร์ยอมร่วมมือ”

พิรดา หรือแพทย์หญิงพิรดา แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เชี่ยวชาญเรื่องกายภาพบำบัดผู้ป่วยที่เดินไม่ได้เอ่ยขึ้น พลางเปิดแทปเล็ตให้เจ้าสัวก้องเกียรติดูแผนการรักษา ที่เธอได้จัดทำขึ้นสำหรับกวินทร์โดยเฉพาะ 

หญิงสาวเข้ามาเป็นเจ้าสาวแต่งงานกับกวินทร์ ไม่ใช่เพราะความบังเอิญแต่เป็นแผนการ ที่เจ้าสัวก้องเกียรติวางขึ้น ท่านรู้มาก่อนว่ามนสิชาจะหนีงานแต่ง แต่ยังจัดงานตามเดิม เพื่อให้หลานชายได้เห็นธาตุแท้ของหญิงสาว จะได้ตัดขาดกับผู้หญิงโลเลคนนี้เสียที

ท่านเจ้าสัวพูดคุยตกลงกับพิรดา ซึ่งเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ให้มาช่วยจัดการกับหลานชายจอมดื้อ โดยให้เธอปลอมตัวมาเป็นหญิงสาวที่ท่านว่าจ้างมาเป็นเจ้าสาว ให้หลานชายแต่งงานแก้หน้า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป