บทที่ 2 ความเกลียดไม่เข้าใครออกใคร

คมฐิพัฒน์ อดีตเคยเป็นตระกูลชาวไร่ชาวสวน ทำสวนผลไม้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ด้วยความขยันหมั่นเพียรของเหล่ากงเหล่าม่าที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากแผ่นดินใหญ่ ช่วยกันเก็บหอมรอมริบจนมีที่ดินของตัวเอง ทำสวนผลไม้แบบผสมผสานหาเลี้ยงชีพ จนกระทั่งเริ่มสร้างตัวได้ในรุ่นลูกรุ่นหลาน

ไร่คมฐิพัฒน์ ตั้งอยู่ในจังหวัดนครนายก อดีตเป็นเพียงสวนผลไม้เล็กๆ คนงานก็มีแต่คนในครอบครัว จนในยุคที่การส่งออกผลไม้รุ่งเรือง มีล้งใหญ่ๆ มาเป็นพาร์ทเนอร์ ทำให้ที่นี่พัฒนาจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และค่อยๆ ขยับขยายจนมีที่ดินนับพันไร่ในเวลาไม่กี่สิบปี

ทว่าต่อมา เมื่อรุ่นทวดเสียชีวิตไป ไร่ก็ตกมาเป็นของรุ่นปู่ย่า ในขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคต้มยำกุ้ง ก็ได้ความสามารถของผู้บริหารทำให้ผ่านมาได้อย่างราบรื่น แล้วยังแตกไลน์ผลิตใหม่จนพาคมฐิพัฒน์เข้าสู่จุดที่รุ่งเรืองสุดขีด

ณ ปัจจุบันคมฐิพัฒน์ไม่ได้อาศัยรายได้จากสวนผลไม้เป็นหลักอีกแล้ว ดุรงค์ ลูกชายคนเดียวของบ้านรับช่วงต่อมาจากรุ่นปู่ แต่กลับไม่มีปัญญาสานต่อ ด้วยความคิดหัวสมัยใหม่ไม่อยากทำไร่ทำสวน คิดจะเปลี่ยนทั้งไร่ให้กลายเป็นสนามกอล์ฟ

หากว่าลูกชายคนที่สามอย่าง คเชนทร์ ไม่ลาออกจากงานวิศวกรเข้ามารับหน้าที่บริหารไร่ต่อจากเขา ป่านนี้ไร่คมฐิพัฒน์คงจะเหลือแค่ชื่อ

ณ ปัจจุบันไร่คมฐิพัฒน์ทำกำไรปีละหลายร้อยล้าน ไหนจะยังมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างในเครือ KTP-Groups ซึ่งบริหารโดย เพลิงสิงห์ ลูกชายคนโต กิจการคาสิโนถูกกฎหมายของ มังกร ลูกชายคนรอง แล้วไหนจะอู่ขนาดใหญ่ของ พยัคฆ์ ลูกชายคนเล็ก รายได้ทั้งหมดรวมกันมากพอจะผลักดันให้คมฐิพัฒน์กลายเป็นหนึ่งในตระกูลเศรษฐีหน้าใหม่ที่สื่อต่างให้ความสนใจ

พอแสงเริ่มมา อย่างอื่นก็ตามเข้ามาด้วย

ด้วยความที่บ้านนี้มีแต่ลูกชาย หลายๆ ครอบครัวจึงหวังใช้ลูกสาวมาผูกสัมพันธ์ ด้วยหวังว่าอยากจะเป็นสะใภ้ ยิ่งกับพี่ชายคนโตอย่างเพลิงสิงห์ เรียกได้ว่าหัวกระไดไม่เคยแห้ง แม้ว่าเขาจะออกตัวว่ายังไม่มีความคิดมองหาความรักก็ตาม

แต่สาวๆ ก็ต้องผิดหวังกันไปเป็นแถบๆ เมื่อจู่ๆ เพลิงสิงห์ผู้ไม่เคยมีความรักได้ประกาศแต่งงานสายฟ้าแล่บ

งานแต่งงานจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ไร่คมฐิพัฒน์ในช่วงเช้า และจัดงานกลางคืนที่โรงแรมในเครือซึ่งอยู่ในตัวเมืองนครนายก ตลอดงานทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของน้องชายเจ้าบ่าวอย่างคเชนทร์ทั้งหมด

“คุณเชนทร์คะ ดอกไม้ที่สั่งยังมาไม่ถึงเลย จะเปลี่ยนเป็นดอกอะไรแทนได้บ้างคะ”

“ผมให้ผู้ช่วยหาสำรองเอาไว้แล้ว คุณติดต่อคุณณัฐได้เลยนะครับ”

“คุณเชนทร์คะ เค้กแต่งงานมีปัญหา มีเด็กชนล้มทั้งก้อนเลย ทำยังไงดีคะ”

“เราเหลือเวลาอีกแค่ไหนครับ?”

“ราวๆ‍ 2 ชั่วโมงก่อนตัดเค้กค่ะ”

“หาสำเร็จรูปทันไหมครับ หรือถ้าไม่ทันติดต่อร้านเค้กทั่วเมืองนครนายก ใครพร้อมรับงานนอกสถานที่ให้ไปรับมาเลย ค่าตัวให้สองเท่า”

“แต่จะทำเค้กทันเหรอคะ?”

“เอาเค้กจริงแค่ชั้นบนสุด ที่เหลือเป็นโฟม แล้วไปหาเค้กสำเร็จมา แค่นี้ทำได้ไหมครับ”

“รับทราบค่ะ”

นี่มันเวรกรรมอะไรของกูวะเนี่ย

งานแต่งงานของตระกูลใหญ่ที่ไม่มีอะไรพร้อมเลยสักอย่าง ทำให้คเชนทร์เริ่มปวดหัวเล็กน้อย

ไม่สิ จริงๆ‍ แล้วปวดหัวมาก ปวดมาสักพักแล้ว และดูท่าว่าถ้างานแต่งนี้ไม่จบอาการปวดหัวคงไม่หายง่ายๆ

พี่ชายคนโตแต่งงาน แทนที่ผู้เป็นแม่จะมอบหมายให้ออแกไนซ์เป็นธุระในการจัดงาน กลับเชื่อคำหมอดูที่บอกว่าควรเป็นคนในครอบครัวจัดการไม่อย่างนั้นตระกูลจะล่มจม

แล้วดูสภาพคนในครอบครัว นอกจากเพลิงสิงห์ที่ต้องเป็นเจ้าบ่าว มังกรก็วุ่นๆ‍ อยู่กับธุรกิจกาสิโนที่ฮ่องกง บินไปๆ‍ มาๆ‍ จนไม่มีเวลามาช่วย หรือพยัคฆ์น้องคนเล็ก ไอ้หมอนั่นก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย ภาระเลยมาตกที่เขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

วันแรกที่ทำงานก็สนุกดี เขามันพวกพลังเยอะชอบจัดการนั่นนี่อยู่แล้ว แต่วันนี้รู้สึกประสาทจะกิน คิดอีกทีตระกูลล่มจมไปเลยก็ดีเหมือนกัน

หลังแก้ปัญหาจิปาถะต่างๆ‍ เสร็จแล้วเขาได้หลบออกมาที่มุมเครื่องดื่ม ตอนนี้พิธีได้เสร็จแล้วเหลือแค่ส่งตัวบ่าวสาวเท่านั้น เขาเหนื่อยเลยอยากหาของมึนเมากระแทกปากสักหน่อย ทว่ากระดกไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น...

“คุณเชนทร์คะ”

เสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นมาอีกครั้ง นาทีนี้อยากเปลี่ยนชื่อให้รู้แล้วรู้รอด ใจอยากจะหันไปหาคนเรียกแล้วตะโกนอัดหน้าสักที

แต่จะทำอย่างนั้นไม่ได้ นอกเหนือจากตำแหน่งน้องชายของเจ้าบ่าวเขายังแบกหน้าตาของไร่คมฐิพัฒน์เอาไว้ จะโมโหแค่ไหนก็ต้องยิ้มรับไว้ก่อน

“ครับ?”

“มีคนแจ้งว่ามีคนเมามาอาละวาดที่หน้างาน แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่พาไปอยู่ที่ห้องรับรองเพื่อความเรียบร้อยค่ะ ทางนั้นบอกว่าเป็นน้องสาวคุณนิรันดร์ ดิฉันไม่ทราบว่าจริงไหมเลยอยากให้คุณไปช่วยดูหน่อย”

น้องสาวของนิรันดร์ก็มีอยู่คนเดียว...ยัยเด็กแสบ พันนิทาน

นิทานเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทของแม่เขาเอง สมัยเด็กๆ เธอมักจะมาเล่นกับพวกเขาสี่พี่น้องอยู่เป็นประจำ เป็นเด็กสดใส ร่าเริง อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่าง

นิทานชอบเพลิงสิงห์ตั้งแต่เด็ก ทุกช่วงเวลาของชีวิต เขามักจะได้ยินเด็กคนนี้ประกาศว่าจะเป็นเจ้าสาวของเฮียสิงห์ให้ได้ ตอนนั้นเขาหัวเราะครืนจนโดนเด็กนั่นต่อยเข้าเบ้าตาอย่างแรง

ยอมรับว่าเขาเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน ทั้งที่ทุกคนรู้ว่านิทานชอบเพลิงสิงห์ อีกทั้งแม่ของเธอกับแม่ของเขายังเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ไม่รู้ทำไม...เจ้าสาวถึงเป็นอีกคน

แต่เด็กนั่นเมาเหรอ ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ เขาเคยได้ยินว่าเธอเกลียดขี้หน้าแม่เลี้ยงจนประกาศกร้าวว่าจะไม่มาร่วมงานเด็ดขาด แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

คเชนทร์เดินไปดูโดยมีพนักงานนำทางไปยังห้องรับรองซึ่งอยู่อีกห้องแยกออกมาจากฮอลล์จัดงาน เมื่อออกมาข้างนอกไม่ได้ยินเสียงในงานแล้ว ในงานเองก็ไม่ได้ยินเสียงตรงนี้เช่นกัน

แต่เขานี่สิได้ยินเสียงเธอชัดเต็มสองรูหู!

“ปล่อยฉันนะ ปล่อย!!! ไปตามนังเนตรมา ฉันจะคุยกับมันให้รู้เรื่อง มันเอาที่ดินแม่ฉันไปขาย มันต้องรับผิดชอบ!!!”

เสียงแปดหลอดโวยวายอย่างไม่อายใคร คเชนทร์มองสภาพหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าแล้วย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ

นี่ใช่นิทานที่เขารู้จักจริงเหรอ นิทานที่เขารู้จักไม่ได้ไร้มารยาทถึงขั้นมาใส่ชุดนอนไม่ได้นอนในงานที่มีแขกถึง 500 คนแบบนี้

คนเมาฤทธิ์เยอะมาก ต้องใช้พนักงานถึงสองคนในการล็‍อ‍กแขนไว้ไม่ให้หลุดออกไปได้ แต่พอคเชนทร์เข้ามาเธอก็นิ่งไป ดวงตากลมแดงก่ำมีน้ำตาเอ่อพลางมองมาที่เขา คิ้วเรียวขมวดด้วยความหงุดหงิด

“ไอ้เฮีย มาทำไม”

คำพูดแสนหยาบคายเหล่านั้นทำให้เขาหางคิ้วกระตุก แต่คเชนทร์ก็ไม่ได้ถือสา

เขากับนิทานไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่เคยคุยกันดีๆ‍ เลยสักครั้ง เธอเกลียดเขา เขาก็เกลียดเธอ เขาเกลียดตากลมๆ‍ ที่ชอบถลึงใส่ทุกครั้งเวลาคุยกัน เกลียดปากกระจับที่เอาแต่แว้ดๆ‍ จ๊อดแจ๊ดไม่หยุด ทั้งเสียงดัง ทั้งน่ารำคาญ

คเชนทร์ส่งสัญญาณให้พนักงานทุกคนออกไป ส่วนเขากอดอกมองเด็กดื้อตรงหน้าอย่างคาดโทษ

“มาทำตัววุ่นวายอะไรตรงนี้ อยากเข้างานไม่เข้าไปดีๆ”

หญิงสาวได้ยินน้ำเสียงดุๆ ของเขาแล้วก็สงบลงเล็กน้อย แต่ยังกอดอกเชิดหน้าตอบอย่างถือดี

“ใครบอกว่าหนูอยากเข้างาน หนูก็แค่ลงมาหาเฮียสิงห์ นานแล้วไม่เห็นเฮียขึ้นไปบนห้องเลย”

“บนห้อง?”

เขามองเธอหัวจรดเท้า สภาพแบบนี้คือแต่งมารอเฮียสิงห์ คนที่เป็นเจ้าบ่าวในคืนนี้อะนะ?

“ผีอะไรเข้าสิงอีกล่ะ”

“ปากหมา! สวยขนาดนี้จะโดนผีสิงได้ไง”

พูดออกมาแต่ละคำ ไม่มีคำดีๆ เลยสักนิด ถ้าเกิดว่าเป็นคนอื่นมาเห็นคงจะมองเธอเป็นคนถ่อยไร้มารยาทไปแล้ว ดีที่ตรงนี้เป็นเขา

ในฐานะของพี่ชายเพื่อนสนิทของเธอ แล้วยังเป็นพี่ชายที่โตมาด้วยกัน เขาย่อมเข้าใจคนตรงหน้าดี

“หมายถึงว่าผีอะไรเข้าสิงให้ทำตัวบ้าๆ‍ บอๆ‍ แบบนี้ แล้วนี่กลิ่นอะไร ดื่มเหล้ามาเหรอ?”

“ไวน์ต่างหาก!!!”

แล้วเถียงทุกคำ มันน่านัก...

เขาไม่รู้หรอกว่านิทานตั้งใจทำอะไรกันแน่ แต่ถ้าพูดถึงเจ้าบ่าว ต่อให้เธอแต่งตัวรอได้แซ่บซี้ดน่าจับขึ้นเตียงขนาดไหนก็เถอะ ตอนนี้เหมือนว่าจะแต่งตัวเก้อ เพราะเจ้าบ่าวได้เข้าหอไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนแล้ว โดยมีเขาเป็นคนส่งเข้าไปเองกับมือ

แต่เขาจะไม่บอกยัยเด็กปากเก่งนี่หรอก

“เธออยากไปหาเฮียสิงห์เหรอ?”

คนเมาหันมองเขา คิ้วยังขมวดอยู่แต่ก็พยักหน้ารับ

“พาหนูไปหาเฮียสิงห์” ปากเล็กๆ ออกคำสั่งกับเขา

“มาสิ เฮียจะพาไป”

งานแต่งนี้มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ ขืนเธอออกไปในสภาพนี้คนอื่นอาจจะมองไม่ดีเอาได้ รวมถึงเขาเองก็จะถูกตำหนิว่าดูแลงานไม่เรียบร้อย ถึงจะไม่กินเส้นกันเท่าไรแต่นิทานก็สนิทกับบ้านเขาทั้งบ้าน ทั้งยังเป็นลูกรักของแม่เขาอีกต่างหาก

จะถือว่าทำดีครั้งนี้เพื่อหาเรื่องทวงบุญคุณคราวหลังก็แล้วกัน

เขาต้องพาเธอกลับขึ้นไปที่ชั้น 23 เพื่อไปส่งเธอที่ห้อง แต่ยัยเด็กดื้อเอาแต่ยึกยักไม่ยอมเดินตามมาดีๆ

ด้วยความรำคาญบวกกับเหนื่อยมาทั้งวัน ในที่สุดคเชนทร์ก็ทนไม่ไหว เขาแบกนิทานขึ้นบ่าแล้วตรงไปที่ลิฟต์ท่ามกลางเสียงโวยวายดังลั่นของเธอ และพนักงานที่มองมาอย่างตกใจ

“ไม่ต้องห่วงครับ กลับเข้าไปในงานเถอะ เคสนี้ผมจัดการได้”

แม้ว่าจะไม่ค่อยเชื่อคำพูดเขาเท่าไรแต่ก็ต้องทำตามคำสั่ง ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานในขณะที่คเชนทร์พานิทานเข้าลิฟต์ พาเธอขึ้นมายังชั้น 23 อันเป็นชั้นที่จองไว้สำหรับแขกในงานเลี้ยง

“ปล่อยหนู บอกว่าให้ปล่อย!!!”

นิทานทั้งดิ้นทั้งโวยวาย แต่เขาก็ไม่คิดจะปล่อยเธอให้เป็นอิสระ คนตัวเล็กดิ้นอยู่บนบ่าเขาโดยมีอ้อมแขนแกร่งล็‍อ‍กเอวเอาไว้ไม่ให้หล่น อ้อมแขนของเขามั่นคง มั่นใจได้เลยว่าเธอไม่มีวันตกลงไปอย่างแน่นอน ทุกก้าวที่พาเธอไปยังลิฟต์หนักแน่น ปลอดภัย จนทำให้มีคนไม่กลัวตก ยกมือขึ้นทุบเขาหลาบตุ้บ

“ไอ้เฮีย ปล่อยนะ หนูบอกให้ปล่อย นี่แน่ะๆ‍ๆ ๆ”

สองมือพยายามทุบหลังเขา เผื่อว่าความเจ็บจะทำให้เขายอมปล่อยเธอลง แต่มันก็เปล่าประโยชน์

ทว่าทุบจนเจ็บมือร้องจนเจ็บคอไปก็เท่านั้น เขาไม่มีทีท่าสะทกสะท้านแต่อย่างใด สุดท้ายนิทานหมดแรงได้แต่ทิ้งตัวด้วยความสิ้นหวัง ปล่อยเขาอุ้มเดินไปตามทางทั้งอย่างนั้น

“หึ เชื่อฟังแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบแล้ว”

ตอนนี้หัวเธอห้อยต่องแต่ง ส่ายไปส่ายมาตามจังหวะการเดินของเขา ไม่นานนิทานเริ่มคิ้วขมวด รู้สึกเหมือนมื้อเย็นที่กินไปก่อนหน้านี้จะย้อนออกมา

“เฮีย”

“อะไร”

“ปล่อยหนูลง จะอ้วก”

“ไม่ต้องมาใช้ลูกไม้ตื้นๆ‍ เฮียไม่หลงกลหรอก”

“จะอ้วกจริงๆ‍ นะ อุ๊บ...” อาหารมันย้อนขึ้นมาที่คอแล้วแต่คเชนทร์กลับไม่เชื่อ เขายังคงอุ้มเธอเดินไปไม่สนว่าเธอจะว่ายังไง

“อย่ามาแสดง เฮียรู้ทันเธอหรอก”

โอ๊ย...ใครมันจะแสดงว่าตัวเองกำลังจะอ้วกกัน ตอนนี้เธอกลั้นมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อเขาไม่ฟังก็รับมันไปเลยแล้วกัน

“อุ๊บ! แหวะ!!!”

“เฮ้ย!!!”

ยัยเด็กบ้านี่...

ทั้งสูทตัวนอกและกางเกงของคเชนทร์ชุ่มไปด้วยอ้วกของนิทาน เขาต้องถอดทุกอย่างส่งให้พนักงานซักรีดแบบฉุกเฉิน ส่วนตัวเองก็เข้าไปอาบน้ำแล้วกลับออกมาในสภาพมีเพียงผ้าขนหนูพันท่อนล่างเอาไว้

ที่จริงในห้องของโรงแรมก็มีเสื้อคลุมอาบน้ำไว้บริการ แต่มันได้ถูกยัยเด็กบ้านี่ยึดไปเป็นที่เรียบร้อย

เธออ้างว่าตอนที่เขาวางเธอลง (แบบไม่เบาแรงนัก) เดรสของเธอมันเปื้อนอ้วกจนใส่ต่อไม่ได้แล้ว เลยต้องถอดมันออกแล้วส่งไปซักพร้อมสูทของเขา

พอออกมาจากห้องก็พบว่ายัยตัวดีนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงหลับตาพริ้มไม่รู้เรื่องรู้ราว มันน่าตีนัก

“นิทาน” เขาเรียกชื่อเธอพลางใช้เท้าสะกิดที่ปลายเท้า เพราะตอนนี้เธอนอนแบบทิ้งขาลงที่ข้างเตียง

“อือ” เสียงครางเล็กๆ‍ ดังออกมาหลังจากถูกรบกวน จากนั้นเธอก็พลิกตัวขึ้นมานอนคุดคู้เต็มตัว

แต่ในจังหวะที่พลิกตัวนั้นเองไม่ทันคิดว่าไม่ได้ใส่อะไรนอกจากชั้นใน ชายเสื้อคลุมอาบน้ำจึงเปิดออกจนเห็นแพนตี้สีชมพูหวานรับกับชุดนอนไม่ได้นอนก่อนหน้านี้ คเชนทร์เห็นมันเต็มตานอกจากจะไม่หันหลบแล้ว ยังยืนจ้องอยู่นานสองนาน

แต่ไม่ได้จ้องด้วยความรู้สึกแบบนั้น เขากำลังสมเพชเธอต่างหาก

เรื่องที่นิทานชอบเพลิงสิงห์ ใครๆ ก็รู้ดี ความผิดหวังของเธอ นอกจากเขาแล้ว คนเข้าใจคงมีอยู่ไม่กี่คน แต่เขาก็ไม่อยากให้เธอเสียใจเกินไป

ด้วยอายุที่ห่างกันมากของนิทานกับเพลิงสิงห์ ยังไงซะก็คงเป็นไปไม่ได้ อีกอย่าง...

เขารู้ว่าสำหรับเพลิงสิงห์แล้ว นิทานก็ไม่ต่างอะไรกับน้องสาวของเขา

เฮียสิงห์เป็นคนใจดี อ่อนโยน ชอบเอาใจยัยเด็กเอาแต่ใจคนนี้เป็นที่สุด ในบ้านคมฐิพัฒน์ ทุกคนรักและเอ็นดูนิทานเป็นอย่างดี

แต่สำหรับคเชนทร์นิทานก็แค่เด็กน่ารำคาญคนหนึ่งเท่านั้น

เราเกลียดกัน ตั้งแต่จำความได้เจอหน้ากันเป็นต้องทะเลาะกันทุกครั้ง

นิทานเป็นเด็กน่ารำคาญ สดใสแต่ก็ขี้ฟ้อง เขาทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็ไปฟ้องเฮีย ฟ้องม้า ทั้งที่เขาเป็นลูกชายของม้า เป็นน้องของเฮียแท้ๆ‍ แต่ทุกคนกลับเอาแต่เข้าข้างยัยเด็กนี่ บางครั้งทะเลาะกันก็มีแต่เขาถูกทำโทษ

“ยัยเด็กน่ารำคาญเอ๊ย...”

“อือ...หนูหนาว” เสียงอู้อี้ของคนเมาบนเตียงดึงสติคเชนทร์กลับมาจากอดีต เขาเพิ่งเห็นว่าตอนนี้แอร์ในห้องเปิด 20 องศา

แต่ว่านะ คนที่ควรบ่นว่าหนาวมันเขาไม่ใช่หรือไง เธอยังมีเสื้อคลุมอาบน้ำปกปิดร่างกาย เขานี่สิ มีแค่ชั้นในกับผ้าขนหนู!!!

เขาเลือกจะไม่ใส่ใจนิทานแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งข้างเตียงเพื่อจะเป่าผมรอเสื้อผ้าที่ซักแห้งแล้วขึ้นมาส่ง ทว่าพอเดินไปถึงกลับพบความผิดปกติ

ถุงกระดาษที่มีเสื้อผ้าอยู่ด้านใน แล้วยังมีขวดไวน์เปล่าอีกหนึ่งขวดนี่มันของใครกัน นี่มันห้องของเขา นอกจากเขาที่มีคีย์การ์ดแล้วไม่น่ามีใครเข้ามาได้

“ใครแม่งเข้ามาในห้องกูวะ”

“ห้องเฮียที่ไหนกัน นี่มันห้องเฮียสิงห์ต่างหาก”

นิทานตื่นเมื่อไรไม่รู้ เธอเปลี่ยนมานอนตะแคงชันศอกเอามือเท้าหัวแล้วหันมามองเขาตาปริบๆ

“พูดอะไรของเธอ นี่ห้องเฮีย เห็นไหม คีย์การ์ดของเฮีย” เขายกคีย์การ์ดขึ้นมาชูให้เธอดู เห็นอย่างนั้นนิทานก็ก้าวลงจากเตียง ล้วงเข้าไปในถุงกระดาษแล้วหยิบเอาคีย์การ์ดอีกอันขึ้นมา

“แต่นี่คีย์การ์ดห้องเฮียสิงห์”

“เอามาจากไหน?”

“เสือเอาให้”

ไอ้เสือ...ไอ้น้องเวร

เขาพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว ไอ้หมอนั่นมันเป็นเพื่อนสนิทของนิทาน โตมาด้วยกัน ชอบให้ท้ายกันไม่เข้าเรื่อง อีกอย่างเขาเคยได้ยินเสือทะเลาะกับม้าเรื่องไม่อยากให้เฮียสิงห์แต่งงาน คิดว่าคงช่วยนิทานเพราะเรื่องนี้

มันน่าจับเบิร์ดกะโหลกจริงๆ‍ ไอ้น้องเวรตะไลเอ๊ย

“เอาคืนมา” เขายื่นมือไปคว้าคีย์การ์ดคืน แต่คนน้องกลับชักมือหลบ

“ไม่ให้ เรื่องอะไรหนูต้องให้เฮียด้วยอะ”

สีหน้ายียวนของเธอทำเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป

“นิทาน...” คเชนทร์กัดฟันกรอด

“ขา?” คนตอบยักคิ้วอย่างกวนๆ‍ ไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง

“เอาคืนมา”

ขาเรียวก้าวไปข้างหน้า ดันตัวหญิงสาวเดินถอยหลังจนชนเข้ากับเตียงในที่สุด

“ว้าย!!!”

จังหวะที่เขาเอื้อมมือไปชิงเอาคีย์การ์ดคืนมาดันสะดุดขาตัวเองล้มไปข้างหน้า พาให้หญิงสาวล้มลงไปด้วยกันทั้งอย่างนั้น

เขานอนทับเธออยู่ ใบหน้าห่างกันเพียงแค่คืบ

“อือ หนัก!!!”

สองมือเล็กพยายามดันอกเขาไว้ แต่คเชนทร์ในตอนนี้ไม่คิดปล่อยเธอไป เขาจัดการรวบทั้งสองมือของเธอขึ้นไว้เหนือหัวด้วยมือเดียว ส่วนอีกข้างก็คว้าคีย์การ์ดเจ้าปัญหามาไว้ในมือจนได้

“ก็แค่นี้แหละ”

“ปล่อยหนู!!!”

นิทานเริ่มดิ้น เพราะตอนนี้ถูกคเชนทร์ทับเอาไว้ทั้งตัว ด้วยส่วนสูง 185 เซนติเมตรของเขาซึ่งต่างกับเธอเกือบ 20 เซน ทำให้น้ำหนักของเขามากจนทำเธอหายใจไม่ออก

คเชนทร์มองคนตรงหน้าแล้วยิ้มชอบใจ ยิ่งเห็นใบหน้าโกรธเกรี้ยวของเธอตอนที่เมาจนแทบจะแดงไปหมดทั้งตัว เขายิ่งไม่อยากปล่อยเธอไป อยากแกล้งมากกว่าเดิม

“ขอร้องเฮียสิ”

“ฝันไปเถอะ!!!” นิทานตอบกลับทันควัน ทั้งที่เขาเพิ่งเสนอทางออกที่สบายที่สุดให้แท้ๆ

“ไม่ขอร้องก็ไม่ต้องไปไหน อยู่มันแบบนี้นี่แหละ” ว่าแล้วเขาก็ลดแรงตึงแขนลงเล็กน้อย ทำให้น้ำหนักตัวของเขาเทลงไปที่คนใต้ร่างมากกว่าเดิม

“แต่มันเมื่อย! อือ เฮียปล่อยหนูเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นหนูจะฟ้องแม่”

“กลัวที่ไหน”

รอยยิ้มบนใบหน้าเขากว้างกว่าเดิม แต่ในขณะนั้นเองจู่ๆ‍ ต้นขาของเธอก็เริ่มขยับ แต่ไม่ได้ขยับเพื่อให้หลุดจากการพันธนาการของเขาเหมือนอย่างก่อนหน้านี้

ในเมื่อเธอไม่สามารถสู้แรงเขาได้ ก็ต้องตัดกำลังด้วยการใช้วิธีนี้แหละ...

นิทานจงใจยกเข่าขึ้นมาจนมันไปเบียดเข้ากับใจกลางกายเขา ความรู้สึกสยิวแล่นปราดขึ้นมาจนคเชนทร์ขนลุกซู่

“นิทาน หยุด” เขาว่าเสียงต่ำ ขู่ให้เธอหยุดความคิดบ้าๆ‍ เดี๋ยวนี้

“ทำไมหนูต้องเชื่อ ในเมื่อเฮียยังไม่ปล่อยหนูเลย”

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เห็นสีหน้าแอบทรมานเล็กๆ‍ ของเขาแล้วนิทานยิ่งได้ใจ นอกจากเบียดหัวเข่าเข้ากับหัวในกางเกงของเขาแล้ว ยังแอ่นอกขึ้นมาจนนมแทบจะกระแทกหน้า

ความที่เสื้อคลุมอาบน้ำไม่ได้ผูกมาดีนัก พอมีการขยับนิดหน่อยสาบเสื้อมันจึงแยกออกจากกัน ทำให้เห็นเนินอกชัดเจน

“นี่คิดจะยั่วกัน?” เขาถามพลางพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น ความรู้สึกเสียววาบทำให้เขาไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาดื้อๆ

แต่คนอย่างเขา จะยอมให้ยัยเด็กนี่ยั่วจนเสียอาการง่ายๆ ได้ยังไงกัน

“ถ้าทนไม่ไหวก็ปล่อยหนู แต่ถ้าทนไหวก็แล้วแต่” เธอยังคงยิ้มท้าทายเขา

“เธอรู้ไหมว่าเฮียไม่ใช่คนดีขนาดนั้น”

“แล้วไง?”

“ถ้ายังไม่หยุดตอนนี้ รับรองได้เลยว่าวันนี้เธอจะไม่ได้เดินออกจากห้องนี้ดีๆ‍ แน่...”

“ไม่ได้ดั่งใจก็จะขู่ ทำไมคะ? จะขังหนูเหรอ”

คเชนทร์กระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะตอบเสียงเย็นยะเยือก

“ขังก็น่าสนใจ...”

“...”

“แต่ทำอย่างอื่น น่าสนใจกว่าเยอะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป