บทที่ 4 หนี
อาการปวดตามเนื้อตัวเข้าเล่นงานจนนิทานทนนอนต่อไม่ไหว เธอต้องลุกขึ้นมานั่งแล้วหลับตาอยู่พักหนึ่งเพื่อตรึงสติให้ตื่นตามร่างกาย ทว่านั่งอยู่ได้สักพักจู่ๆ ทั่วทั้งร่างก็ขนลุกซู่ขึ้นมาเพราะอากาศเย็นที่เข้ากระทบผิว
หนาวจัง
มือเล็กคว้าเอาผ้าห่มมาปิดหน้าอกทั้งที่ยังหลับตาอยู่ แล้วความผิดปกติก็ทำให้เธอได้สติ
ไม่สิ...เมื่อคืนเธอไม่ได้ถอดเสื้อสักหน่อย แล้วมันจะหนาวได้ยังไง
คิดได้อย่างนั้นจึงรีบลืมตาแล้วก้มมองสภาพตัวเอง ดวงตากลมเบิกโพลงด้วยความตกใจแทบกลั้นเสียงกรี๊ดเอาไว้ไม่อยู่ ตอนนี้เธอเปลือยล่อนจ้อน นอกจากผ้าห่มผืนหนาของโรงแรมแล้วก็ไม่มีเสื้อผ้าสวมอยู่สักชิ้น
ได้ยังไง? มันเกิดอะไรขึ้น?
แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบจู่ๆ ก็มีขาหนักๆ ของใครบางคนพาดมาทับต้นขาของเธอเอาไว้ สายตานิทานมองเรียวขาไล่ขึ้นไปถึงร่างกายที่มีผ้าห่มผืนเดียวกันปกปิดอยู่ แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามไปจนถึงใบหน้าหล่อเหลาแสนคุ้นตา
นี่มัน...
เฮียเชนทร์?
เป็นไปได้ยังไง ทำไมเป็นเขา? นิทานพยายามนึกถึงเรื่องเมื่อคืน จำได้ว่าตัวเองดื่มไวน์เข้าไปทั้งขวดแล้วเดินเข้างานจะไปทำลายงานแต่งเฮียสิงห์ แล้วทำไมตื่นมาในห้องกับน้องชายเขาในสภาพนี้?
“อือ...”
เสียงครางต่ำในลำคอบวกกับการขยับตัวของคนข้างกายทำให้นิทานตัวแข็งทื่อ เธอไม่กล้าขยับหรือส่งเสียงกลัวว่าจะทำเขาตื่น คเชนทร์ตอนนี้หลับตาพริ้มไม่รู้เรื่อง หวังว่าเขาคงไม่ตื่นเร็วๆ นี้
เอายังไงดี นึกอะไรไม่ออกเลย เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วเรา...มีอะไรกันจริงไหม ถึงสภาพเราทั้งคู่จะตอบทุกอย่างแล้ว แต่ลึกๆ ในใจนิทานยังหวังว่าเป็นเธอที่เข้าใจผิด!!!
เธอไม่ได้เสียใจเลยหากว่าตัวเองจะเมาจนเผลอมีอะไรกับใครสักคน เธอโตแล้วรับผิดชอบตัวเองได้ แต่คนนั้นจะเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่เขา...
ตั้งแต่เด็กเธอสนิทกับบ้านคมฐิพัฒน์ เพื่อนสนิทก็ยังเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน ทั้งเฮียสิงห์และเฮียมังกรก็ดีกับเธอมากๆ มีแค่เขา ผู้ชายซึ่งอยู่บนเตียงกับเธอคนนี้ที่ไม่กินเส้นกันที่สุด
บนโลกนี้มีผู้ชายตั้งมากมาย ทำไมต้องเป็นคนนี้ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
นิทานค่อยๆ ย่องลงจากเตียงให้เงียบที่สุด วางแผนเอาไว้ว่าจะไปหยิบถุงกระดาษที่โต๊ะเครื่องแป้งแล้วแอบเปลี่ยนเสื้อผ้าหนีออกไป
ทว่าทันทีที่ลุกขึ้นเต็มความสูง อาการร้าวระบมทั่วทั้งร่างก็ทำให้ต้องนั่งลงที่เดิมอีกครั้ง
บ้าเอ๊ย...นี่เหรอที่เขาเรียกกันว่าครั้งแรก แล้วไอ้เฮียนี่มันทำกับเธอไปกี่รอบถึงได้ปวดเนื้อปวดตัวแบบนี้
เธอหันไปมองคนที่หลับอยู่อย่างคาดโทษ ได้แต่ฝากความแค้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เขาตื่นขึ้นมาตอนนี้
นั่งพักอยู่สักครู่ พอเริ่มดีขึ้นแล้วเธอจึงรีบหยิบถุงผ้าหายเข้าไปในห้องน้ำ เปลี่ยนเป็นเดรสตัวเดียวกับที่ใส่เข้ามาในงานเลี้ยงเมื่อคืน แต่ตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเธอหาบราตัวเองไม่เจอเลยไม่ได้ใส่ ทำให้ต้องกอดอกปิดหน้าอกตัวเองไว้กันโป๊
คิดว่าตัวเองคงผ่านมันไปได้ ก็แค่เดินไปจนสุดทางเดินแล้วขึ้นลิฟต์ลงไปชั้นล่าง รอรถสักห้านาทีคงไม่เป็นไร แต่พอเดินออกมาแล้วดันรู้สึกว่าตัวโล่งแปลกๆ ไม่ชินกับการแต่งตัวแบบนี้ในที่สาธารณะ
บ้าเอ๊ย...แล้วนี่เมื่อคืนเธอแต่งไปได้ยังไงกัน
ดีหน่อยที่ห้องพักของแขกจองชั้น 23 ของโรงแรมเอาไว้ทั้งชั้น เช้าตรู่แบบนี้คงยังไม่มีใครตื่นเลยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาเห็น
ขณะที่รอลิฟต์ขึ้นมาจากชั้น 1 สายตาของนิทานจับจ้องไปที่ตัวเลขชั้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ ไม่รู้อะไรดลใจ ความทรงจำเมื่อคืนไหลเข้ามาในหัวราวกับภาพฉายซ้ำๆ
ทุกคำพูดของเขา คำเชิญชวนแสนน่าอายของเธอเอง ไหนจะความเร่าร้อนบนเตียงที่เธอไม่ปฏิเสธมันสักครั้ง!
‘ไหนเฮียบอกว่าเกลียดหนูไง แล้วทำไมจูบ?’
‘ไหนเธอบอกว่าเกลียดเฮีย แล้วทำไมกอด?’
พูดจบเราก็พุ่งเข้ากอดกันอย่างแนบแน่น ร่องรอยสัมผัสของเขาทิ้งไออุ่นไว้บนผิวกาย ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งรับไม่ได้
“กรี๊ด!!!”
ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหูสะบัดหัวแรงๆ ไล่ภาพพวกนั้นออกไปให้หมด ขณะที่นิทานกำลังเป็นบ้า พยัคฆ์ก็บังเอิญเดินมาถึงพอดี
เขามองเพื่อนหัวจรดเท้า เห็นสภาพแล้วอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“เป็นอะไรของมึง เป็นบ้า?” แม้ว่าคำพูดแสดงความเป็นห่วงจะดูรุนแรงไปหน่อยก็เถอะ
“เฮ้ย!!!”
การมาถึงของเพื่อนรักทำนิทานตกใจกรี๊ดลั่น
“ตกใจอะไรขนาดนั้น กูไม่ใช่ผี”
“ตกใจกว่าเจอผีอีก”
แต่เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยเป็นเขา ไม่ใช่ใครอีกคนที่เธอกำลังพยายามหนีอยู่ตอนนี้
มาได้ทันเวลาพอดีเลยไอ้ตัวแสบ เธออยากรู้เหลือเกินว่าเมื่อคืนเขาวางแผนยังไงทำไมเธอถึงได้ตื่นมาในห้องกับเฮียเชนทร์ได้ แล้วตอนนี้เฮียสิงห์อยู่ไหน
ถึงจะจำเรื่องในห้องได้แล้ว แต่ความทรงจำบางส่วนก็ยังกระจัดกระจาย จำได้ไม่ถนัดนัก สรุปแล้วเธอได้เข้าไปทำลายงานแต่งหรือเปล่าทำไมบรรยากาศมันถึงได้สงบอย่างนี้
“อิเสือ” เธอหันไปกอดอกมองเพื่อนด้วยสายตาคาดคั้น
“อะไร มองกูทำไมแบบนั้น”
“มึงบอกกูมานะว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง กู...ทำอะไรแปลกๆ ไปหรือเปล่า?”
เสือทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “ก็ไม่นะ ปกติดีมาก”
แปลก...หรือว่าเมื่อคืนเธอไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเฮียเชนทร์มาลากเธอเข้าห้องได้ไงวะ?
“กูก็อยากจะถามเหมือนกัน เมื่อคืนมึงบอกว่าจะล่มงานแต่ง แต่กูเห็นเฮียสิงห์ออกไปกับรถส่งตัวตั้งแต่สี่ทุ่ม ละมึงไปไหน ไม่เห็นแม่เลี้ยงมึงจะโดนแฉหรือโดนอะไรเลย กูก็รออยู่ตั้งนาน”
“มึงคิดว่าที่กูจะไปทำลายงานแต่งนี่คือไปแฉแม่เลี้ยงเหรอ?”
“ก็ใช่ไง มึงจะแฉแม่เลี้ยง เสร็จแล้วก็คุยกับเฮียเรื่องล่มงานแต่งไม่ใช่อ่อ?”
ต้องมีคนเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ จำได้ว่าตอนบรีฟเธอไม่ได้บอกพยัคฆ์ไปแบบนี้ แต่ก็เอาเถอะ ให้เขาเข้าใจผิดแบบนั้นไปนั่นแหละดีแล้ว
แค่นี้ภาพลักษณ์เธอในฐานะน้องสาวข้างบ้านที่น่ารักของเขาก็ย่อยยับไม่มีชิ้นดี เฮียเชนทร์เห็นธาตุแท้เธอไปคนหนึ่ง ถ้าเกิดพยัคฆ์รู้เรื่องอีกคน เธอก็ไม่มีหน้าไปเจอคนอื่นๆ ในบ้านเขาแล้ว
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออกขัดจังหวะการสนทนา นิทานเห็นอย่างนั้นก็เดินตามพยัคฆ์เข้าไปในลิฟต์ทันที
แผนของเธอคือลงไปที่ล็อบบี้แล้วใช้มือถืออันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่หยิบมาได้เรียกรถหนีออกไปจากที่นี่ ไปให้ไกลที่สุด อาจจะไปเช่าห้องอยู่สักสองสามวันเพื่อหลบหน้าเขาโดยที่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม
แต่ยังไม่ทันได้หนีออกจากที่นี่แม้เพียงก้าวเดียว ประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดลงอยู่ๆ ก็มีมือมาจับเอาไว้ ทำให้มันเปิดออกอีกครั้ง
และใบหน้าของเจ้าของมือนั้นก็ทำให้นิทานตกใจจนเกือบหลุดปากกรี๊ดอีกครั้ง
เฮียเชนทร์ ฉิบหายแล้ว
ใบหน้าของเขายุ่งเหยิงเหมือนคนตื่นนอน เสื้อเชิ้ตติดกระดุมไม่เรียบร้อยคาดว่าเขาคงรีบวิ่งมาจนถึงนี่
แต่คำถามคือเขาจะรีบตามมาทำไม ว้อยยย นอนต่ออีกหน่อยสิไหนๆ เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบเช้าแล้ว!
“อ้าวเฮีย ตื่นแล้วอ่อ ไปกินข้าวใช่ปะ มาๆ” พยัคฆ์ไม่รู้เรื่องอะไรรีบกวักมือเรียกพี่ชาย
คเชนทร์ไม่ได้ตอบ สายตาเขามองมายังนิทานนิ่งจนคนถูกมองเริ่มเสียวสันหลัง เขาเดินเข้ามาในลิฟต์โดยสายตาไม่ละไปจากเธอแม้สักวินาทีเดียว ทำให้นิทานเสียวสันหลังจนต้องเอื้อมมือไปจับชายเสื้อเพื่อนสนิทแล้วค่อยๆ แทรกตัวเข้าไประหว่างแผ่นหลังของเขากับผนังลิฟต์เพื่อหลบสายตาของอีกคน
“อะไรของมึงเนี่ย มาเบียดทำไม” พยัคฆ์ว่าอย่างติดรำคาญพลางทำท่าจะดันเธอออกมายืนที่เดิม แต่นิทานไม่ยอม
“ขอเบียดหน่อยไม่ได้ไง๊ หวงเนื้อหวงตัวสัส” เธอขืนตัวเอาไว้แล้วยัดตัวเองกลับไปที่เดิม
“แล้วนี่จะไปกินข้าวแต่อยู่ชุดเมื่อคืนอะนะ น้ำอาบมั่งไหมไอ้เหม็นโฉ่”
หากเป็นสถานการณ์ปกติเขาคงโดนเธอกระโดดเตะก้านคอไปแล้ว แต่วันนี้ไม่ปกติอย่างแรง คเชนทร์ยืนอยู่ในลิฟต์ไม่ได้เบียดตัวเองเข้ามาใกล้ แต่แค่ได้ใช้อากาศหายใจร่วมกันก็อึดอัดจนนิทานนึกอยากให้ลิฟต์ถึงชั้นล่างไวๆ
แม่งเอ๊ย ทีตอนขึ้นมา 23 ชั้นมันเร็วมาก ทำไมตอนลงถึงได้ช้าอย่างนี้
ติ๊ง!
ลงมาถึงชั้น 20 ยังไม่ทันไรประตูลิฟต์ก็เปิดออก มีคุณป้าท่านหนึ่งพร้อมด้วยลูกหลานเข้ามาจนเกือบเต็ม ทำให้คนที่อยู่ก่อนต้องเบียดๆ ไปทางด้านหลัง
จากที่มีช่องว่างอยู่บ้างพอให้ได้หายใจหายคอ ตอนนี้นิทานรู้สึกว่าคิดผิดมากที่รีบออกมาจากห้อง คนเยอะก็เรื่องแยะ เธอต้องเบียดตัวเองเข้าไปหลังพยัคฆ์มากกว่าเดิมเพื่อซ่อนเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยของตัวเองเอาไว้
ลิฟต์ลงมาถึงชั้น 1 แล้ว ทุกคนทยอยเดินออกไปจนเหลือ 3 คนสุดท้าย พยัคฆ์เดินนำออกไปก่อน ส่วนนิทานกำลังจะเดินตามไปติดๆ แต่ดันมีคเชนทร์มาขวางทางไว้
“อย่าเพิ่งไป เฮียมีเรื่องจะคุยด้วย”
เชี่ยเอ๊ย...
