บทที่ 5 อย่าปฏิเสธ

“อย่าเพิ่งไป เฮียมีเรื่องจะคุยด้วย”

สายตาดุๆ‍ ของเขาจ้องเธอไม่วางตา ตอนนี้นิทานเริ่มร้อนๆ‍ หนาวๆ‍ พยายามมองหาพยัคฆ์เพื่อขอความช่วยเหลือ

“เฮียใจเย็นน่า เรื่องเมื่อคืนไอ้นิมันแค่เมา ไม่มีไรหรอก แค่นี้มันก็อายพออยู่แล้ว”

ทางนั้นเข้าใจว่าเป็นอีกเรื่อง แต่จากสายตาที่เขามองเรือนร่างเธอตอนนี้นิทานรู้ดีว่าไม่ใช่ ถึงจะเอามือปิดหน้าอกเอาไว้แต่ก็ยังหน้าร้อนผ่าวเพราะรับรู้ได้ถึงสายตาดุๆ ที่มองมา

“เข้าใจแล้วว่าเมา แต่ตื่นเช้ามาแล้วก็ต้องรับผลที่ตามมาให้ได้ด้วย”

เสียงเข้มของเขาทำให้เธอไม่กล้าสู้หน้า ต้องก้มหน้าหลบเพราะทนสายตาคู่นั้นไม่ไหว รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก อยากยกมือขึ้นขอความช่วยเหลือ แต่คนเดียวที่ช่วยเธอได้ก็ดูสิ้นหวังเหลือเกิน

“อย่าด่ามันเลยเฮีย ผมขอเหอะ แค่อกหักจากเฮียสิงห์มันก็น่าจะเป็นบ้าพออยู่แล้ว”

“ไอ้เสือ!”

นิทานถลึงตาใส่เพื่อน ก่อนจะมองไปยังชายตรงหน้าเพื่อสังเกตท่าทีของเขา

เรื่องที่เธอมีใจให้เฮียสิงห์มีแค่เธอกับพยัคฆ์เท่านั้นที่รู้ ต่อให้เธอจะทำเรื่องน่าอายไปสารพัดแต่ไม่ได้หมายความว่าอยากให้มีคนมารู้เพิ่ม

แต่คำพูดของพยัคฆ์ก็ตอบทุกอย่าง

“เรื่องนั้นเฮียเชนทร์รู้ตั้งนานละ”

“หา?”

เธอตกใจจนตาแทบถลนออกมาจากเบ้า แต่จะวีนใส่เพื่อนก็ไม่ทันแล้ว ประตูลิฟต์ปิดลงเพราะคเชนทร์เอื้อมมือไปกดกลับชั้นเดิมที่ชั้น 23 ตอนนี้ในลิฟต์จึงเหลือแค่เราสองคนเท่านั้น

“ทีนี้จะมาคุยกันดีๆ‍ ได้หรือยัง”

เขาเดินดันตัวเธอจนชิดผนังลิฟต์ แผ่นหลังสัมผัสกับความเย็นของโลหะจนขนลุกซู่ แต่จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ หนำซ้ำเขายังยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกันไว้ไม่ให้เธอหนีอีกต่างหาก

"ไม่คุยค่ะ ไม่มีอะไรต้องคุย” เสียงสั่นๆ‍ ตอบกลับเขา

“แน่ใจว่าไม่มี?”

จังหวะเงยหน้าขึ้นจะเถียงสายตาดันประสานกันเข้าพอดี ความทรงจำเมื่อคืนมันแวบเข้ามาชวนให้มวนท้องไปหมด ยิ่งหลับตายิ่งเห็นชัด หัวใจมันเต้นโครมครามจนเหมือนจะทะลุออกมาจากอกอยู่แล้ว

แล้วนี่ทำไมเวลามันผ่านไปช้าจัง ตึกแค่ 23 ชั้นต้องใช้เวลานานขนาดนี้เลยหรือไง!

นิทานกัดฟัน เริ่มพาลแม้กระทั่งตึก

“ฮะ...เฮียอยากคุยอะไรเอาไว้ทีหลังก็ได้นี่คะ หนูแต่งตัวไม่เรียบร้อย ยังไม่พร้อมคุยกับใครตอนนี้”

“เมื่อคืนแต่งไม่เรียบร้อยกว่านี้อีก ยัง คุย ได้เลย”

เขาเน้นคำว่าคุยพร้อมทำหน้ากรุ้มกริ่ม ถ้าภาษาไทยของเธอไม่ได้มีปัญหา เขาหมายถึงคุยเดียวกับที่พจนานุกรมบัญญัติเอาไว้ใช่ไหม

“คนนิสัยไม่ดี”

“เฮียนิสัยไม่ดีอะไร ก็แค่คุย”

“อ๋อ...แค่คุยแหละ”

“แล้วตกลงจะคุยกันดีๆ‍ หรือว่าต้องให้เฮียพาไปคุยท่าอื่น?”

นิทานแยกเขี้ยว สายตาสมเพชมองไปยังคนตรงหน้า ในที่สุดก็แสดงธาตุแท้ออกมาจนได้

แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรหรอก คนอย่างคเชนทร์ คมฐิพัฒน์ ไม่เคยมีอะไรดีๆ‍ ในความทรงจำเธออยู่แล้ว คนนิสัยเสีย เจอกันทีไรเป็นต้องทำให้เธอไม่เจ็บก็อายอยู่เรื่อย

เจอกันครั้งแรกเธอหกล้มหน้าคะมำต่อหน้าเขากระโปรงเปิด แทนที่จะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษช่วยพยุง กลับเอาแต่หัวเราะแล้วยังล้อสีกางเกงในเธออีกต่างหาก

เจอกันครั้งที่สองเอาหมากฝรั่งมาแปะหัวจนเธอต้องกล้อนผมทิ้ง

เจอกันครั้งที่สามเอาเลโก้แหลมๆ‍ มาวางขวางทาง เธอที่กำลังวิ่งเล่นกับพยัคฆ์ไม่ทันระวังเหยียบเข้าให้โดนเย็บไป 18 เข็ม!!!

แล้วยังไม่รวมวีรกรรมแสบที่เขาทำให้เธอเจ็บทั้งตัวทั้งใจตลอด 15 ปีที่รู้จักกัน กับอีแค่แบล็กเมล์นี่เล็กน้อยมาก

“เฮียแค่อยากรับผิดชอบ” เขาว่าขึ้นมาเสียงนิ่งๆ‍ เมื่อเห็นสีหน้าของเธอ

“ไม่ต้องค่ะ หนูไม่ต้องการ เรื่องเมื่อคืนเราก็วินวินกันทั้งคู่ หนูจะขอบคุณมากถ้าเฮียทำเป็นลืมๆ‍ ไปซะ”

“ได้ด้วยเหรอ เธอเสียหาย”

“ไม่เสีย แล้วก็ไม่หายสักอย่างค่ะ จำยังไม่ได้เลย”

“โกหก”

“จริงๆ‍ นะคะ หนูจำอะไรไม่ได้เลย”

“จำไม่ได้จริงอะ?” คเชนทร์แกล้งถาม

“จริงสิคะ” ดวงตากลมกะพริบปริบ ๆ

“งั้นก็ดี”

คเชนทร์ถอยไปยืนเต็มความสูง สองแขนที่เคยขังร่างบอบบางไว้ได้ปล่อยเธอให้เป็นอิสระ

“ถ้าเธอจำอะไรไม่ได้งั้นเฮียจะได้ไปบอกป๊าว่าเสียตัวให้เธอแล้ว เผื่อว่าความจำเธอจะกลับมา”

“เดี๋ยวๆ‍ หนูจำไม่ได้แล้วก็จบสิ เฮียจะไปบอกป๊าให้ได้อะไรขึ้นมาอีกอะ”

“อ้าว เธอจำไม่ได้ก็จบเลยเหรอ เฮียโดนเธอลากเข้าห้องนะ เฮียเสียหาย”

“คนที่ลากหนูเข้าห้องมันเฮียต่างหาก อย่ามาพูดมั่วๆ‍ นะ”

“ก็จำได้นี่”

คเชนทร์ยักคิ้ว ยิ้มชอบใจเมื่อล่อลวงเด็กน้อยได้สำเร็จ นิทานเสียรู้ให้เขาถึงกับหน้าบึ้งกอดอกด้วยความโกรธ แต่ยังไม่ทันไรประตูลิฟต์ก็เปิดออก มีคนสองสามคนเข้ามาในนี้เลยต้องพักเรื่องทะเลาะเอาไว้ก่อน แต่ก็ไม่วายทะเลาะกันด้วยสายตาอยู่ดี

เขายักคิ้วมาให้ เธอก็ถลึงตาตอบ เขาเลิกคิ้วเชิงตั้งคำถาม เธอก็ขมวดคิ้วทำหน้าบูดกลับไป ไม่มีใครยอมใครแม้ว่าจะอยู่ในความเงียบก็ตาม

ในที่สุดลิฟต์ก็พาเรามาถึงชั้น 23 จนได้ เมื่อไม่มีทางเลือกเธอจำต้องเดินออกมากับเขา แต่ก็ลืมไปว่าเธอไม่ได้แจ้งว่าจะเข้าพัก ทั้งชั้นนี้เลยไม่มีห้องไหนให้เธอไปนอกจากห้องเจ้าปัญหานั่น

ในนั้นนอกจากชุดนอนไม่ได้นอนนั่นกับบราที่เธอหาไม่เจอก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลับไปเอาอีก เธออยากออกไปจากที่นี่ไม่ใช่กลับเข้าไป

“กลับไปห้องกับเฮีย รอเฮียแต่งตัวดีๆ‍ เดี๋ยวไปส่ง” อีกคนพูดขึ้นมาทันทีอย่างกับรู้ใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับเองได้”

“อย่ามาทำตัวพูดไม่รู้เรื่อง บอกว่าจะไปส่ง”

“เฮียต่างหากที่พูดไม่รู้เรื่อง หนูบอกว่าไม่อยากรับรู้ไม่อยากได้รับความรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น หนูไม่อยากได้เฮีย เข้าใจหรือยังคะ?”

“ดูทำหน้าเข้า เฮียอยากได้เธอตายแหละ”

ไม่อยากได้แล้วมาตามตอแยเพื่ออะไรอีก โอ๊ย...เขานี่มันพูดไม่รู้เรื่องตัวพ่อ!

“หนูก็ไม่อยากได้เฮียเหมือนกันนั่นแหละ สงสัยว่าหลังจากนี้คงต้องล้าง...7 วัน 7 คืน ล้างเสนียด!!!”

“โห...ด่าแรงเป็นบ้า”

แค่นี้น่ะน้อยไปด้วยซ้ำ เข้าใจว่าเราต่างก็เมากันทั้งคู่ซ้ำเธอยังเป็นฝ่ายอ่อยเขาก่อน แต่มันจบแล้ว เธอไม่อยากสานต่อไม่อยากอะไรทั้งนั้นเขาเข้าใจกันบ้างไหม

“โอเค ๆ” สุดท้ายคเชนทร์ก็เป็นฝ่ายต้องยอม “เธอไม่อยากได้ความรับผิดชอบไม่เป็นไร แต่ขอให้เฮียไปส่งบ้านนะ”

“ไม่อนุมัติค่ะ”

เขากอดอกคิ้วขมวด หงุดหงิดที่โดนปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า

“จบแล้วก็ให้มันจบตรงนี้เถอะ ถือว่าหนูขอ”

แม้จะใช้น้ำเสียงอ่อนให้น่าสงสารที่สุดแต่เขาก็ยังไม่ยอม ยืนยันคำเดิมว่าจะไปส่งให้ได้ นิทานจึงต้องใช้ไม้ตาย

“โอ๊ะ! อาเจน สวัสดีค่ะ” แกล้งทำเป็นเห็นแม่เขาเดินมาจากทางด้านหลังซะเลย

มุกบ้านๆ‍ ไม่คิดว่าเขาจะหลงกลอย่างง่ายดาย ทันทีที่คเชนทร์หันไปเธอไม่รอช้ากระทืบเท้าเขาอย่างแรง

“โอ๊ย!!!”

แล้วก็อาศัยจังหวะนั้นวิ่งไปที่ลิฟต์อีกตัวที่กำลังเปิดแล้วกดลงชั้นล่างทันที หัวใจของเธอเต้นรัวกลัวว่าเขาจะตามมา แล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมาแต่อย่างใด

พอกันที จบงานนี้แล้วเราก็ไม่ต้องเจอกันอีกแล้ว ลาแล้ว ข้าขอตัดขาดกับเจ้านับตั้งแต่วันนี้!!!

ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังคนตัวเล็กที่วิ่งย้อนกลับไปยังลิฟต์ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ ทว่าในใจนี่ร้อนเหมือนมีไฟสุม

เขาไม่ใช่คนชอบเอาชนะ แต่พอถูกเธอหยามแบบนี้แล้วมันทนไม่ไหว ไม่มีผู้หญิงคนไหนขึ้นเตียงกับเขาแล้วจะตัดสัมพันธ์ไปได้ง่ายๆ

ยิ่งกับเด็กกะโปโลปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หยามหน้าเขาไม่พอยังหลอกด่าเขาตั้งหลายคำ ถ้าเขายอมปล่อยไปก็ไม่ต่างอะไรกับการทิ้งลายเสือไปง่ายๆ‍ น่ะสิ

“เธอหนีฉันไม่พ้นหรอกนิทาน เตรียมใจไว้ได้เลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป