บทที่ 7 เธอมาได้ทันเวลาพอดี
วันนี้บ้านคมฐิพัฒน์มีทำบุญบ้านครั้งใหญ่ในรอบปี โดยตัวบ้านนั้นตั้งอยู่ในไร่คมฐิพัฒน์เป็นบ้านหลังใหญ่เรียงกัน 5 หลัง หลังใหญ่สุดสร้างมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ดีไซน์เลยดูหรูหราสมฐานะ ส่วนอีก 4 หลังเป็นแนวโมเดิร์น มินิมอลตกแต่งตามแต่เจ้าของบ้านชอบ
ตัวบ้านเรียงกันตามลำดับ บ้านใหญ่ของพ่อแม่ ตามด้วยเพลิงสิงห์ มังกร คเชนทร์ และพยัคฆ์ นิทานเคยมานอนที่บ้านใหญ่หลายครั้ง ค่อนข้างชินกับการเข้านอกออกในที่นี่เป็นอย่างดี
เธอตื่นแต่เช้าตรู่เรียกรถเข้ามาโดยไม่รอพ่อกับแม่เลี้ยง เห็นว่าทางนั้นจะให้รถของบ้านนู้นมารับ มาถึงเธอก็เข้าไปช่วยเจนนิส ผู้เป็นเพื่อนสนิทแม่เตรียมของถวายพระ แต่ไม่คิดว่ามาถึงแล้วจะเจอนิรันดร์นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย
สองคนพี่น้องมองหน้ากัน นานนับนาทีที่ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากใครสักคน บรรยากาศน่าอึดอัดจนนิรันดร์ต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“ไง ยัยนิ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
งานแต่งงานผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนได้แล้ว นิทานไม่ได้อยากรับรู้เรื่องราวของพี่สาวขนาดนั้น แต่เพื่อนรักอย่างพยัคฆ์ดันมารายงานทุกความเคลื่อนไหว
เขาบอกว่า ตั้งแต่แต่งงานเพลิงสิงห์ก็ทิ้งเจ้าสาวคนนี้ไว้คนเดียวที่บ้านในไร่ ส่วนตัวเองทำงานอยู่ที่บริษัทใหญ่ในกรุงเทพฯ กลับมาบ้านอย่างน้อยก็เดือนละครั้งเพื่อกินข้าวกับพ่อแม่แล้วก็กลับ ทิ้งให้นิรันดร์เฝ้าบ้านอยู่คนเดียว
นิรันดร์ตอนนี้ซูบผอมกว่าเมื่อก่อน ดวงตาก็ไม่สดใส แทบไม่เห็นเธอยิ้มเลย นิทานผู้เติบโตมากับบ้านคมฐิพัฒน์ ถูกเอาอกเอาใจจนเคยตัว ไม่ชอบความหม่นหมองที่สุด เห็นแล้วก็อดสมเพชไม่ได้
“เธอเป็นไงบ้าง สบายดีนะ” นิทานทักทายพี่สาวตามมารยาท สองคนพี่น้องแม้อายุห่างกันถึง 3 ปี แต่เธอกลับไม่เคยเรียกนิรันดร์ว่าพี่เลยสักครั้ง
เธอรู้ว่านิรันดร์ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร บางครั้งก็ใจดีกับเธอด้วยซ้ำ แต่แค่คิดว่าแม่ต้องเสียใจแค่ไหนตอนที่สองแม่ลูกเข้าบ้านมาเธอก็ทำใจทำดีด้วยไม่ลง
มันคง...เป็นความรู้สึกยอมรับไม่ได้ละมั้ง
“ก็สบายดี แล้วเธอล่ะ”
“ก็ดี”
บทสนทนาสั้นๆ จบลงเพียงเท่านี้ นิทานไม่ได้สนใจอะไรพี่สาวต่อ เพราะเจนนิสได้หอบของตรงมาทางนี้ เธอเลยอาสาเข้าไปช่วยด้วยความกระตือรือร้น
“หนูช่วยค่ะอาเจน มีอะไรให้ขนมาอีกไหมคะ?”
“ไม่ต้องเลยลูกๆ ไม่ต้องลำบาก เด็กในบ้านเยอะแยะ แล้วนี่กินข้าวมาหรือยัง มีข้าวต้มกุ้งของโปรดหนูนะ กินไหม?”
ได้ยินชื่อเมนูโปรดก็มีคนท้องร้องตอบรับทันที
“แหะๆ น่าอายจัง” นิทานยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เก้อ
“ไม่ต้องอายหรอก อาทำไว้ให้หนูโดยเฉพาะเลย ไปกินข้าวกินปลาแล้วค่อยมาช่วยอานะ”
“ได้ค่า”
นิทานวิ่งหายเข้าไปในครัว เป้าหมายคือข้าวต้มกุ้งของโปรด ทันทีที่เข้าไปพบว่าที่โต๊ะกินข้าวมีคนนั่งกินอยู่ก่อนแล้ว
“เฮียสิงห์...”
“นิทาน”
เรียกชื่อกันเสร็จต่างคนต่างก็มองหน้ากันนิ่ง บรรยากาศอึดอัดเข้ามาปกคลุมจนรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
เดิมทีนิทานไม่เคยเกร็งกับเพลิงสิงห์ขนาดนี้ เขาเป็นพี่ชายที่เธอสนิทด้วยที่สุดรองจากเพื่อนสนิทอย่างพยัคฆ์ แต่เพราะเรื่องในงานแต่งวันนั้น ทำให้เธอไม่กล้าสู้หน้าเขา
ทั้งเรื่องที่เธอโวยวายใหญ่โตจนคนรู้มากกว่าสิบ ไหนจะเรื่องที่เธอขึ้นเตียงกับน้องชายเขา เธอจะกล้ามองหน้าเขาได้ยังไง
ส่วนเพลิงสิงห์ เขาก็มีเรื่องที่รู้สึกผิดกับเธอเช่นเดียวกัน แต่ด้วยความอายุมากกว่า เขาจึงต้องทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วชวนเธอมานั่งกินข้าวด้วยกัน
“มาแล้วเหรอเรา มาสิ กินข้าวกัน”
เขาไม่ชวนปากเปล่า ยังลุกขึ้น นิทานทำอะไรไม่ถูก ทำได้แค่เดินเข้าไปนั่งตรงข้ามเขาอย่างงงๆ จนกระทั่งมีข้าวต้มกุ้งหน้าตาแสนคุ้นเคยวางอยู่ตรงหน้านั่นแหละ
“หอมจัง”
กลิ่นน้ำซุปหอมกลมกล่อมโชยเข้าจมูก ชวนให้คิดถึงความรู้สึกอบอุ่นใจเมื่อครั้งอดีต
ตอนนั้น ตั้งแต่สมัยบ้านเรายังตั้งอยู่ข้างกัน เมื่อไรที่นิทานโดนแม่เลี้ยงตีก็จะร้องไห้ไปฟ้องพี่ๆ อยู่เสมอ เจนนิสผู้เป็นแม่ของพวกเขารู้เรื่อง ก็จะทำข้าวต้มกุ้งไว้ให้ หรือมีขนมปลอบใจทุกครั้ง
บางทีก็รู้สึกว่า...วัยเด็กช่างผ่านไปไวเหลือเกิน รู้ตัวอีกที เราต่างก็โตกันขนาดนี้แล้ว
“ม้ารู้ว่าเราชอบก็เลยทำไว้รอ อร่อยมาก” เพลิงสิงห์ว่าพลางตักของตัวเองเข้าปาก เขาเองก็ชอบอาหารที่แม่ทำเช่นกัน ไม่ใช่แค่ข้าวต้มกุ้ง แต่แม่เขานั้นทำอาหารอร่อยทุกอย่าง
“ขอบคุณค่ะ”
ก่อนกินนิทานไม่ลืมปรุงก่อน แม้รสมือของคุณอาเจนนิสจะดีอยู่แล้ว แต่เธอเป็นคนกินรสจัด ชอบใส่พริก น้ำตาล น้ำส้มสายชู แต่ยังไม่ทันได้เอื้อมไปหยิบเครื่องปรุง คนตรงหน้าก็จัดการทำให้เสร็จสรรพ
“เฮียทำให้”
เขายังใจดีเหมือนเดิม ดูแลเธอเป็นอย่างดีไม่เคยต้องให้ได้เอ่ยปาก เขารู้เสมอว่าเธอชอบหรือไม่ชอบอะไร แค่เห็นเธอขยับตัวก็รู้แล้วว่าต้องการอะไรแล้วมักจะชิงทำให้ก่อนทุกครั้ง
นี่คือ...สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เธอตกหลุมรักผู้ชายคนนี้
“ขอบคุณนะคะเฮีย” นิทานขอบคุณเขาพลางยิ้มกว้าง
ทว่าคำพูดต่อมาของเขา กลับทำให้รอยยิ้มนั้นหายไปทันที
“เพื่อน้องสาวที่รักของเฮีย เฮียทำให้ได้หมดแหละ”
“อ๋า...” อย่างนี้นี่เอง
ราวกับมีมีดปักเข้าที่กลางหัวใจ...
คำว่าน้องสาว พูดเบาๆ ก็เจ็บ เขาจะรู้บ้างไหมว่าเธอไม่อยากเป็นน้องสาว ที่ผ่านมาเขาดีกับเธอมาก แต่ก็ชัดเจนมากเช่นกันว่าไม่ได้คิดกับเธอมากไปกว่านั้น
เธอยังไม่ทันได้พูด หรือได้ถามอะไรออกไปเขาก็พูดออกมาตรงถึงขนาดนี้ แล้วอะไรทำให้เธอมั่นใจถึงขั้นวาดฝันว่าตัวเองจะเป็นของเขากันนะ
อยู่ดีๆ ก็จุก...จุกแบบไม่มีอะไรกั้น ข้าวต้มกุ้งที่ปรุงเป็นรสชาติโปรดก็ไม่อร่อยขึ้นมาดื้อๆ
เพลิงสิงห์ชวนเธอคุยไปเรื่อยเปื่อย ตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน ระหว่างนี้นิทานก็ฝืนกินให้หมดแล้วเดินไปล้างจานเก็บ ก่อนจะขอตัวออกมาจากตรงนั้น
ไม่ไหว อึดอัดเกินไป อยากร้องไห้ชะมัด ทำไมชีวิตมันดราม่าได้ขนาดนี้
เธอเลี่ยงออกมาตรงสวนหลังบ้านที่ไม่น่ามีคนอยู่ ทันทีที่พ้นจากสายตาผู้คนน้ำตามันก็ไหลออกมาแบบรู้คิว
บ้าเอ๊ย...แม่คนเจ้าน้ำตา หยุดเลยนะ เธอพยามบอกตัวเอง แต่น้ำตามันไม่ฟัง
“ฮึก...” พอยิ่งพยายามกลั้น ก้อนสะอื้นก็ขึ้นมาจุกที่คอจนเป็นเสียงน่าอาย
ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่ก็ผ่านงานแต่งงานมาเป็นเดือนแล้ว ทำไมยังเสียใจอยู่ ทำไมถึงห้ามตัวเองไม่ได้ ทำไม...
มีแต่คำว่าทำไมเต็มหัวไปหมด
นิทานร้องไห้เงียบๆ อยู่ตรงนั้นนานสองนาน จนในที่สุดเธอก็เริ่มทำใจได้ เงยหน้าขึ้นตั้งใจจะมองท้องฟ้าแล้วเช็ดน้ำตา แต่ไม่คิดว่าเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาจะเห็นคนที่ไม่อยากเจอมายิ้มแป้นอยู่ตรงหน้า
“ตาเถร!!!”
คเชนทร์อยู่บนบ้าน ในห้องที่ตรงกับเธอพอดิบพอดี หน้าต่างมันเปิดอยู่แล้วตอนที่เธอเดินมาถึง เขาแค่เดินมาอยู่ตรงนี้แล้วเท้าคางมองเธอเงียบๆ
พอเห็นนิทานตกใจเขาก็ยิ้มเยาะออกมา แล้วถามด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“โดนเฮียสิงห์หักอกมาเหรอ?”
ทั้งคำถามและรอยยิ้มของเขาทำให้คนที่กำลังเสียใจหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เธอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาเป็นพัลวันแล้วหันไปต่อว่าเขา
“คนไร้มารยาท มาแอบดูคนอื่นร้องไห้ทำไม!”
“ไร้มารยาท? ขอร้องเถอะ เฮียอยู่ตรงนี้ของเฮียมาตั้งนาน เธอมาร้องไห้ให้ดูเองจะมาหาว่าเฮียไร้มารยาทได้ยังไง”
ที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล แต่นิทานก็เถียงกลับอย่างไม่ยอม
“ในเมื่อเห็นแล้วว่าหนูร้องไห้ก็ควรหลบไปก่อนสิ แปลกใจจังที่โตมาจนอายุเกือบสามสิบได้ มารยาทพื้นฐานแค่นี้ยังไม่รู้เลย”
ปากร้ายนักนะ คเชนทร์คิดอยู่ในใจ
เขาทั้งขำทั้งเอ็นดูยัยเด็กตัวแสบนี่จนสุดหัวใจ แต่ขณะเดียวกันก็นึกอยากหาเรื่องรื้อฟื้นเรื่องเมื่อเดือนก่อน จึงปีนข้ามหน้าต่าง โดดลงมาอยู่ตรงหน้าเธอ
ท่าทางดูไม่น่าไว้ใจของเขาทำให้นิทานถอยหลังด้วยความหวาดระแวง
“ดูปีนเก่งนะคะ เหมือนเคยทำอาชีพที่ต้องปีนเข้าออกบ้านคนอื่นบ่อยๆ”
“ก็ทำบ่อยอยู่นะ พอดีเมื่อก่อนต้องส่งของขวัญให้ทันในคืนวันคริสต์มาส” เขาว่าพลางยักคิ้วอย่างกวนๆ
“หนูหมายถึงโจรต่างหาก!” พูดจบนิทานก็กอดอกสะบัดหน้าใส่เขา
ทำเป็นเก่งไปเถอะ ตัวเองเพิ่งจะร้องไห้ขี้มูกโป่งเพราะโดนหักอกมาแท้ๆ
ขอบตาของเธอบวมฉึ่ง แล้วยังมีคราบน้ำตาที่เช็ดไม่หมด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเลือกที่จะปากดีใส่เขา ปลายจมูกเชิดรั้นชี้มาที่เขาอย่างท้าทาย เห็นแล้วคเชนทร์ก็อดไม่ได้
เขายื่นมือไปแล้วบีบมันอย่างแรงด้วยความมันเขี้ยว
“เจ็บนะ!!!”
นิทานโวยวายพลางปัดมือเขาออก ก่อนจะลูบจมูกตัวเองป้อยๆ สายตาจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ
“มันเจ็บที่ไหน ก็แค่บีบเบาๆ” ทว่าเขากลับไม่มีท่าทีสำนึกเลยสักนิด
“เบาที่ไหนล่ะ เฮียมือหนักอย่างกับมือควาย”
“แรงนะ ว่าเฮียมือควาย แล้วมือควายที่ไหนมันทำให้เธอเสร็จคืนนั้นล่ะ หือ?”
“กรี๊ดดด!!!”
เธอถึงกับตะครุบปากเขาไว้แทบไม่ทัน นิทานเหลอหลามองซ้ายทีขวาที เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้จึงได้ปล่อยมือจากปากเขา
“พูดบ้าอะไรเนี่ย”
เรื่องคืนนั้นคือสิ่งที่เธออยากลืมมากที่สุด แต่ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ก็เรื่องจริงทั้งนั้น”
“ใครใช้ให้เฮียมาพูดอะไรแบบนี้วันงานบุญฮะ อัปมงคล จัญไรที่สุด!”
“มีแค่ไม่กี่คนนะที่กล้าพูดว่าเฮียจัญไร แล้วหนึ่งในคนพูดตอนนี้ก็นอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่โรง’บาล”
“เฮียอยากตามไอ้คนนั้นไปมั่งไหมล่ะ หนูจะได้จัดให้”
“เก่ง เธอเก่ง”
เขาจงใจกวนอารมณ์จนทำให้ใบหน้าที่เศร้าหมองก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว แก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อจากความโกรธ แต่ก็ยังดูดีกว่าตอนร้องไห้เป็นไหนๆ
“อารมณ์ดีแล้วใช่ไหม ถ้าอารมณ์ดีแล้วไปด้วยกัน” คเชนทร์เห็นเธออารมณ์ดีแล้วก็แกล้งเปลี่ยนเรื่อง นิทานจึงหันมามองเขาด้วยสีหน้างุนงง
“ไปไหนคะ?”
“ไปเอาขนม เมื่อกี้ร้านขนมโทร. มาว่าขนมเสร็จแล้ว เข้าไปเอาได้เลย อยากไปนั่งรถเล่นด้วยกันไหม”
เมื่อกี้เพิ่งจะหาเรื่องเธอไปหยกๆ ตอนนี้กลับมาชวนไปนั่งรถเล่นด้วยกัน เปลี่ยนสีไวเป็นบ้า
แต่ถ้าพูดถึงว่าเทียบกันแล้ว ไปข้างนอกกับเขาคนที่ไม่กินเส้นกันแค่สองคน กับอยู่ในบ้านที่มีทั้งแม่เลี้ยง เฮียสิงห์ แล้วก็นิรันดร์ ไปกับคเชนทร์ดูเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากันเยอะ
ได้ยินว่าเขากำลังจะไปรับขนมที่สั่งไว้ คุณเจนนิสก็ไม่พลาดที่จะโทร. สั่งเมนูโปรดของหลานสาวคนโปรดเอาไว้รอ
ทั้งสองคนนั่งรถไปยังคาเฟ่ที่ว่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไร่คมฐิพัฒน์มากนัก เป็นร้านประจำที่เจนนิสมักจะสั่งเบรกเวลามีงานสำคัญ เอกลักษณ์คือขนมที่มีความน่ารัก แพ็กเกจสวยสมราคา และที่สำคัญรสชาติต้องยกนิ้วให้
ทางไปคาเฟ่ต้องขับรถออกไปนอกเมืองราวๆ 20 นาที ระหว่างทางนิทานเอาแต่ใส่หูฟังแล้วยังหันมองนอกรถตลอด เขาจะชวนคุยอะไรก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
“นิทาน” เขาลองเรียกครั้งที่ 1 เธอก็ยังเฉย
“หันมาคุยกันหน่อย มีเรื่องจะคุยด้วย” ครั้งที่สองก็ยังเฉย
“แก้มอ้วน เหนียงยาน” ลองแกล้งหลอกด่าเผื่อว่าอีกฝ่ายจะหันมาทำตาขวาง แต่ก็ยังเฉยอีกเหมือนเดิม
สงสัยต้องใช้ไม้ตาย...
“รู้อะไรไหม ที่จริงแล้วเฮียรู้เรื่องที่ดินหมดแล้ว และถ้าเธออยากได้ความช่วยเหลือ ลองอ้อนเฮียดีๆ แล้วจะยอมช่วย”
ได้ผล คราวนี้นิทานหันขวับทันที
“เฮียว่าอะไรนะ?” เธอถอดหูฟังออก หันมามองเขาแล้วถามซ้ำอีกครั้ง “พูดช้าๆ หนูฟังไม่ทัน”
“ฟังไม่ทันหรือไม่อยากฟังกันแน่ ไม่เอาแล้ว ของดีพูดรอบเดียว”
พอแกล้งเธอได้เขาก็หันไปยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทว่าคนที่ถูกล่อลวงด้วยความต้องการเดียวในชีวิต มีเหรอจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ
จากคนที่ไม่หือไม่อือไม่ว่าเขาจะว่าอะไรก็ตาม ได้ถอดหูฟังเก็บแล้วหันมาคาดคั้นเขาด้วยสายตาอยากรู้สุดขีด
“พูดออกมาเดี๋ยวนี้นะ เมื่อกี้เฮียบอกเองว่าจะช่วยหนูใช่ไหม พูดว่าช่วยได้ใช่ไหม?”
“ไม่ได้พูดว่าช่วยได้สักหน่อย แค่บอกว่าลองอ้อนดีๆ แล้วจะยอมช่วย”
“จะหาเรื่องแกล้งหนูอีกละสิ” ดวงตากลมมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ คนอย่างเขามีเหรอจะยอมช่วยเธอง่ายๆ โดยไม่หวังอะไรตอบแทน
“ทำไมต้องคิดว่าเฮียจะแกล้งเธอตลอด ทีกับคนอื่นไม่เห็นคิด”
“ก็ชอบแกล้งจริงไหมล่ะ”
อย่าให้เธอต้องพูดว่าเขาเคยแกล้งอะไรเธอไว้บ้าง เหตุการณ์ใหญ่ๆ อาจจะแค่ไม่กี่เหตุการณ์ แต่เหตุการณ์ยิบย่อยอีกล่ะ ใช้สองมือก็ยังนับไม่หมด เผลอๆ ยังต้องยืมนิ้วมือนิ้วเท้าของเขามานับด้วย
ภายในรถเกิดความเงียบขึ้นทันที นานนับนาทีที่ต่างคนต่างไม่ได้พูดอะไรออกมา จนนิทานทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเอง
“แต่ว่าเรื่องในอดีตก็ช่างมันเถอะ ถ้าเฮียยอมขอโทษหนูจะทำเป็นลืมๆ ไปบ้างก็ได้” เธอเชิดหน้าทำตัวเหนือกว่าเขา นั่นทำให้คเชนทร์อดหมั่นไส้ไม่ได้
“เดี๋ยวเถอะยัยเด็กนี่ เมื่อกี้เฮียบอกให้เธออ้อนก่อนยังไม่ทำเลย”
“ขอโทษก่อนดิ”
“เฮียไม่ผิด เรื่องอะไรต้องขอโทษล่ะ”
“งั้นหนูก็ไม่อ้อนเหมือนกัน” นิทานยกมือขึ้นกอดอกอย่างไม่ยอม คเชนทร์เองก็ไม่ยอมเช่นกัน
“ไม่อ้อนก็ไม่ช่วย”
“ไม่ได้! เพราะเฮียได้หนูไปแล้ว”
“ครั้งเดียวไม่นับ!”
“แล้วมันต้องมีครั้งต่อไปหรือไง!!!”
สองคนเถียงกันแรงขึ้นเรื่อยๆ วินาทีนั้นคเชนทร์สนุกกับการแกล้งคนข้างตัวเกินไปหน่อย เผลอหันหน้ามามองน้องแวบหนึ่ง พอหันกลับไปมองถนนดันเจอรถอีกคันปาดหน้าเข้าให้
“เฮ้ย!!!”
โครม!!!
แม่เจ้าโว้ย...ประมาทไม่กี่วินาทีเกือบได้ไปเฝ้ายมบาล!!!
ดีที่คเชนทร์หักหลบลงข้างทางได้ทัน แต่นั่นก็ทำให้รถชนเข้ากับเสาไฟฟ้าอย่างแรง
นิทานไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่มึนหัวกับตกใจนิดหน่อย แต่คเชนทร์นี่สิ
เขาเกือบหมดสติ หน้าฟุบไปกับพวงมาลัยแล้วหัวยังมีเลือดออก
“เฮีย...เฮีย!!!” นิทานเรียกคนข้างตัวด้วยความตกใจ
เธอรีบปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเข้าไปดูเขาใกล้ๆ พบว่าเขายังมีสติอยู่ แต่หัวคงกระแทกจนมึนเลยตอบกลับไม่ไหว
“เฮีย...เป็นอะไรไหมคะ บ้าเอ๊ย!”
“เฮียโอเค...” เสียงที่เขาตอบกลับมานั้นแผ่วจนแทบจะฟังไม่ได้ศัพย์ แต่ก็ทำให้นิทานพอมั่นใจได้ว่าเขายังมีสติอยู่บ้าง ไม่ได้ตายคาที่
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังทำอะไรไม่ถูก รีบตั้งสติหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อจะโทร. หารถพยาบาล แต่ยังไม่ทันได้โทร. ก็ได้ยินเสียงรถมาจอดที่ด้านหลังไม่ไกลนัก เธอหันไปมองแล้วพบว่าเป็นรถของคู่กรณี
“หนูว่าไปขอความช่วยเหลือดีกว่า” เธอว่าแล้วก็หันหลังไปเปิดประตูรถ
“นิทาน เดี๋ยว...” คเชนทร์จะเอื้อมมือไปรั้งเธอแต่ก็ไม่มีแรง นิทานได้เปิดประตูลงไปหาสองคนนั้นที่ลงมาจากรถอีกคันเรียบร้อยแล้ว
“แม่งเอ๊ย ให้มันได้อย่างนี้สิ”
จุดที่รถของคเชนทร์พุ่งไปนั้นเป็นเหมือนคลองขนาดเล็กที่น้ำแห้งไปแล้วเลยต้องเดินขึ้นเนินมานิดหน่อย ระหว่างที่เดินไปหาคู่กรณีเธอก็ไม่ลืมโทร. หากู้ภัยไปด้วย
เพราะมัวแต่ก้มหน้ามองมือถือ ไม่ทันได้มองว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้มามือเปล่า
หนึ่งในสองคนนั้นหยิบปืนขึ้นมาเล็งไปที่นิทาน ก่อนจะลั่นไกออกมา เสียงปืนดังลั่นไปทั่วบริเวณ
ปัง!! ปัง!!!
