บทที่ 8 ยิงปืนนัดเดียว ได้แมว 1 ตัว

กระสุนพุ่งออกจากปลายกระบอกปืน เฉียดหูนิทานไปนิดเดียวเท่านั้น เธอยืนอึ้งตกใจจนตัวแข็งทื่อ มองภาพตรงหน้าที่มือปืนคนหนึ่งทรุดลงไป ส่วนอีกคนลนลานวิ่งขึ้นรถขับหนีออกไปไม่สนใจเพื่อน

นี่มันเกิดอะไรขึ้น???

แต่ก่อนที่จะได้ตั้งคำถามอะไร อยู่ๆ‍ ร่างเธอก็ถูกรวบเข้าไปในอ้อมกอดของใครบางคน เขาเอามือข้างที่ไม่ได้ถือปืนจับหัวเธอให้หันหน้าซุกเข้ากับแผงอกจนใบหน้าแทบจะจมเข้าไปในนั้น

“เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” น้ำเสียงกึ่งร้อนรนกึ่งเป็นห่วงถามหญิงสาวในอ้อมกอด

ขณะที่เขาถาม นิทานพลันได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นแรงมากๆ‍ เต้นแรงจนเธอพลอยใจเต้นไปกับเขาด้วย

คงเป็นเพราะเขาต้องรีบวิ่งตามเธอขึ้นมาให้ทัน เลยทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขนาดนี้

“หนู...ไม่เป็นไร” จะมีก็แต่น้ำหอมกลิ่นวู้ดเสจของเขาที่ทำเธอมึนหัว

เขาไม่เจ็บแล้วเหรอ? ก่อนหน้านี้เธอเห็นว่าเขามีสภาพเหมือนคนใกล้ตายเลยลงมาขอความช่วยเหลือ แต่กลายเป็นว่าเขาเดินปร๋อลงมาจากรถได้ ทั้งยังมีปืนในมืออีกต่างหาก

ทันทีที่ตั้งสติได้นิทานก็มองคเชนทร์สลับกับคู่กรณี แล้วทันใดนั้นดวงตากลมก็เบิกโพลงขึ้นมา

“เฮีย”

“อะไร เจ็บตรงไหนเหรอ?” เขาจับไหล่เธอดันออกห่างตัว สายตาเป็นห่วงมองเธอสำรวจหัวจรดเท้าทั้งที่ตัวเองก็เลือดอาบหัว

“หนูไม่เจ็บ แต่เฮีย...เฮียฆ่าคน!!!” มือเล็กชี้ไปยังคนที่ถูกยิงด้วยอาการสั่นเทา หนึ่งในสองคนนั้นนอนแน่นิ่งมีเลือดไหลออกมาจนย้อมยอดหญ้าเป็นสีแดงฉาน ส่วนอีกคนขึ้นรถขับหนีไปเป็นที่เรียบร้อย

“อ๋อ เรื่องนั้น” เขามองไปยังคนเจ็บก่อนหันมาตอบคนในอ้อมกอด “มันไม่ตายหรอก ไม่ได้โดนจุดสำคัญ”

“เฮียรู้ได้ไง ยังไม่ได้เดินไปดูซะหน่อย”

“เห็นอย่างนี้ก็เคยไปคัดตัวทีมชาติมาก่อนนะ”

“กีฬายิงปืนเหรอคะ?”

“ขี่ม้า”

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับยิงปืน!!!

ผ่านไปหลายนาที ในที่สุดนิทานก็เริ่มได้สติ เธอพยายามดันตัวเขาออกแต่กลับมีคนเนียนกอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย

“ปล่อยค่ะ”

“ขอกอดหน่อย ปวดหัว รู้สึกจะเดินไม่ไหว...”

อยู่ๆ‍ เขาก็เหมือนทิ้งน้ำหนักลงมาบนตัวเธอ แต่ไม่ได้ทั้งหมดจนเธอรับไม่ไหว

“อย่ามาสำออย เฮียถึกจะตายไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”

“จริงๆ‍ นะ ปวดหัวมากเลย”

“ว้าย!!!”

อยู่ๆ‍ เขาก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น ใบหน้าที่เคยมีสีกลับซีดเหมือนไก่ต้ม ก่อนจะหมดสติไปในที่สุด

“เฮีย!!!”

นิทานนั่งซึมอยู่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล รถพยาบาลพาทั้งคู่มาที่นี่ร่วมชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าคเชนทร์จะได้ออกมา หมอบอกว่าเขาหัวกระแทกแต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ผลการสแกนสมองก็ปกติดี ที่หน้ามืดน่าจะเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอติดต่อกันแล้วดันมาเจอเหตุการณ์นี้อีก

ส่วนอีกคนที่โดนยิง เธอรู้มาว่าเขาเข้าห้องผ่าตัดไปและปลอดภัยแล้ว สักพักก็มีตำรวจเข้ามาหานิทานถึงที่

“คนที่แจ้งเหตุใช่ไหมครับ?”

“เอ่อ...ใช่ค่ะ” เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก คิดไปต่างๆ‍ นานาว่าจะมีความผิดอะไรหรือเปล่า

ตอนนั้นเองที่ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก คเชนทร์เดินออกมาด้วยสีหน้าดูดีกว่าก่อนหน้านี้มาก เนื้อตัวของเขาไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ ยกเว้นหน้าผากที่มีผ้าก๊อซแปะอยู่

“เฮีย...”

“เฮียไม่เป็นไร ส่วนคุณตำรวจ ผมขอคุยด้วยนิดหน่อยได้ไหมครับ”

แล้วทั้งเขากับตำรวจก็หายไปในมุมหนึ่งของโรงพยาบาล พอดีกับที่หมอเรียกญาติไปรับใบสั่งยาแล้วให้เธอไปรับยาที่ตึกผู้ป่วยนอก พอกลับมาคเชนทร์ก็คุยกับตำรวจเสร็จแล้วกำลังจะพาเธอไปที่รถพอดี

“รถเราต้องเข้าอู่ ขืนขับกลับไปสภาพนั้นม้ารู้แน่ว่ามีเรื่อง”

เขาดูชิลมาก ผิดกับตาแก่ที่ร้องโอดโอยว่าเจ็บตรงนั้นเจ็บตรงนี้ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แล้วยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่างหาก

“เฮียไม่เป็นไรแน่เหรอคะ” นิทานถามเขาด้วยความเป็นห่วง คเชนทร์ได้ยินอย่างนั้นก็ยักไหล่ตอบ

“แค่นี้ สบายมาก”

ท่าทางนั้นทำให้นิทานอดไม่ได้ที่จะเบะปากใส่เขาด้วยความหมั่นไส้

สบายมงสบายมากอะไรกัน ใครที่ก่อนหน้านี้โอดโอยจะเป็นจะตายว่าเจ็บเหลือเกิน มันน่าปล่อยให้นอนตายอยู่ข้างถนนนัก

เธออยากจะจิกกัดเขาต่ออีกสักหน่อย แต่ความสนใจก็ถูกดึงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสียก่อน

“แล้วพวกนั้นเป็นใครคะ ทำไมต้องมายิงเราด้วย?”

สีหน้าของคเชนทร์ดูหม่นหมองลงไปแวบหนึ่ง นาทีนั้นนิทานรู้สึกว่าสายตาของเขาดูน่ากลัว ไม่เหมือนคเชนทร์คนขี้เล่นที่เธอเคยรู้จัก

แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้น ในวินาทีต่อมาเขาก็กลับมาทำหน้าเป็นเหมือนเดิม

“ศัตรูเฮียก็มีอยู่ทั่วไปนั่นแหละ ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”

“จะไม่ต้องใส่ใจได้ยังไงคะ หนูเกือบโดนยิง แล้วเรายังรถชน ตอนแรกหนูก็คิดว่าเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาใช่ไหมคะ?”

คเชนทร์หยุดเดิน เขาหันกลับมามองน้องด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

“เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” น้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงนั้นทำให้นิทานตั้งตัวไม่ทัน เธอไม่ชินกับเฮียเชนทร์ในมุมใจดีแบบนี้

“ไม่เจ็บค่ะ มีตกใจนิดหน่อย แต่ไม่ปวด ไม่ช้ำตรงไหน”

“ขอโทษที่ทำให้ตกใจ เฮียไม่ดีเองอะ”

นี่ยิ่งทำให้นิทานทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่

ที่ผ่านมาคเชนทร์ในสายตาของนิทานคือผู้ชายปากร้าย เจ้าเล่ห์ ขี้แกล้ง พออยู่ๆ‍ เขาก็ใจดีขึ้นมาผิดหูผิดตาแบบนี้มันทำให้หัวใจยุบยิบแปลกๆ

ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่ออีก รีบพากันขึ้นรถแล้วขับออกมาจากโรงพยาบาลเงียบๆ

เพราะรถต้องเข้าอู่ เขาเลยต้องเช่ารถใหม่มาใช้ ไม่ลืมที่จะเอาให้เหมือนรุ่นเดิมเป๊ะๆ‍ เพื่อความแนบเนียน

ส่วนขนมที่ต้องไปรับนั้นเขาได้ให้แกร๊บรับไปส่งล่วงหน้าแล้ว พร้อมบอกแม่ว่ารถยางแบนต้องเปลี่ยนกะทันหัน วันนี้อาจจะไปไม่ทันพระฉันเพล

“ที่จริงเราก็น่าจะกลับไปทันนะคะ ทำไมเฮียต้องโกหกอาเจนด้วยอ่า”

ถึงเธอจะไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่เรื่องโกหกผู้ใหญ่เธอไม่เห็นด้วย

“จะให้เฮียไปนั่งไหว้พระสภาพนี้หรือไง ไปหลังงานจบก็ได้ ม้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

นิทานมองแผลบนหัวเขาแล้วไม่กล้าเถียงต่อ เอาแต่นั่งเงียบจนคเชนทร์ต้องหันไปปลอบ

“เฮียไม่เป็นไรหรอก แผลแค่นี้เอง ไกลหัวใจ”

“หนูบอกเหรอว่าเป็นห่วงเฮีย”

ปากบอกอย่างนั้นแต่พอคิดถึงตอนที่เขาล้มลงไป ยอมรับว่าตอนนั้นหัวใจเธอตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เกือบร้องไห้ออกมาแล้วด้วยซ้ำ

ถึงเขากับเธอจะเกลียดกันแค่ไหน แต่เขาก็เป็นพี่ชายของพยัคฆ์ แทบจะอยู่ตีกับเธอในทุกช่วงเวลาของชีวิต ถ้าเขาจะเป็นอะไรไป ก็ขอไม่ใช่ต่อหน้าต่อตาเธอดีกว่า

“แต่ครั้งหน้า จำเอาไว้นะว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ห้ามออกห่างจากเฮียเด็ดขาด ไม่งั้นอาจไม่โชคดีแบบครั้งนี้”

น้ำเสียงของเขาจริงจังจนคนฟังพลอยใจไม่ดีไปด้วย

“แสดงว่าจะมีครั้งหน้าอีกเหรอคะ?”

“...”

“ใครเป็นคนทำ”

“เธอไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าถ้าอยู่กับเฮียเธอจะไม่เป็นไร”

ครั้งนี้เธอเชื่อเขา คงเพราะทันทีที่เธอมีอันตรายเขาก็เข้ามาได้ทันท่วงที แล้วยังให้เธออาศัยอ้อมกอดระบายความกลัวทั้งที่ตัวเองก็เจ็บ

ดูเหมือนว่า...ระหว่างเราจะเริ่มเปลี่ยนจากความรู้สึกเกลียด เป็นเกลียดน้อยลงหน่อยแล้วเนอะ

ดีที่วันนั้นมาทันช่วงท้ายงานพอดี คเชนทร์เอาผ้าก๊อซออกแล้วขยี้หน้าม้าให้มันบังแผลก่อนเข้าไปช่วยงานแบบเนียนๆ‍ ส่วนนิทานพอเจอพยัคฆ์ก็รีบวิ่งไปหาเพื่อน รออยู่นานจนงานจบถึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง

“หา!!? แล้วมึงเป็นไรไหมเนี่ย?”

พยัคฆ์จับเธอหมุน 360 องศา พอเห็นว่าไม่มีตรงไหนเลือดตกยางออกก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ไม่ต้องห่วงกูขนาดนั้นหรอก กูมันหนังเหนียวตายยาก” นิทานว่าทีเล่นทีจริง

“เออ ให้มันหนังเหนียวให้ตลอด กูไม่น่าเสี้ยมมึงไปอยู่กับเฮียเลย เป็นไงล่ะ เกือบพากันไปตายฟรี”

“อิเสือ ปากเป็นมงคลฉิบหาย”

ถึงจะจริงอย่างที่เพื่อนสนิทเธอว่าก็เถอะ คิดถึงแล้วยังใจหาย เกิดว่ากระสุนมันไม่ได้เฉียดเธอไปแต่ฝังเข้าหัวล่ะ เกือบเหลือแต่ชื่อแล้วไหมนิทานเอ๊ยยย

“แล้วนี่มึงไปไหนมาไหนกับเฮียมา ได้คุยเรื่องที่ดินบ้างหรือยัง?”

ถ้าพยัคฆ์ไม่ถามขึ้นมาเธอก็เกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย

“ยังเลยอะ เฮียก็มีหลุดพูดนะว่าจะช่วย แต่ยังไม่ทันได้คุยเลยก็เกิดเรื่องก่อน”

“จริงเหรอ?” พยัคฆ์ตาโตทันที เขาดูสนใจเรื่องนี้ไม่น้อย

“อืม แต่กูก็ไม่แน่ใจนะ อาจจะได้ยินผิด คนอย่างเฮียเชนทร์อะนะจะมาช่วยกู เป็นคนอื่นละว่าไปอย่าง”

“มึงจะไม่เชื่ออะไร เขาก็ต้องช่วยมึงอยู่แล้ว”

“ทำไมอะ?”

“ก็เขาเป็นคนบอกให้กูมาบอกมึงไปหาเขาเองอะ อุ๊บ...”

พยัคฆ์ยกมือขึ้นปิดปาก เริ่มเลิ่กลั่กเมื่อรู้ตัวว่าหลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไป

แต่ถึงจะปิดปากก็ไม่ทันเสียแล้ว

“อะไรนะอิเสือ...”

สายตาคาดคั้นของนิทานทำเขาเสียวสันหลังวาบ ครั้นจะหนีก็ถูกเพื่อนรักดึงคอเสื้อไว้

“มึงพูดอีกทีซิ”

“กูพูดไม่ได้” พยัคฆ์ตอบกลับเสียงอู้อี้เพราะยังเอามือปิดปากอยู่

“ทำไมจะพูดไม่ได้ ใครบอกให้กูไปหาใคร เล่ามาให้หมดไม่งั้นมึงตายแน่!!!”

ขู่เป็นแม่เลยเฮ้ย!

พยัคฆ์เริ่มจะหมดความอดทน เห็นอย่างนี้เขาก็เกิดก่อนเธอ เกิดปีขาลที่แปลว่าปีเสือ ส่วนนิทานเกิดปีกระต่าย เสือตัวนี้จะโดนกระต่ายข่มไม่ได้เปล่าวะ

เขาหันมามองเพื่อนรักที่ตอนนี้เท้าเอวเตรียมวีนเต็มที่ ก่อนที่จะง้างมือแล้วก็...

พรึ่บ!

ประกบกันตรงหน้ายกขึ้นเหนือหัว

“กูขอโทษนะนิทาน ไอ้เฮียมันขู่ว่าจะบอกป๊าเรื่องที่กูแอบขโมยเงินป๊าไปแต่งรถสมัยเรียน กูกลัวโดนป๊ากระทืบกูเลยสารภาพหมดเปลือกเลย แถมเฮียมันยังจ้างให้กูมาหลอกมึงกลับไปหาเฮียอีก กูไม่ได้ตั้งใจขายเพื่อนจริงๆ‍ นะ”

ไอ้ที่พูดมาเสียยืดยาวนั่นแหละที่เขาเรียกว่าขายเพื่อน!

นิทานได้แต่ถอนหายใจอย่างหมดคำจะพูด สรุปที่มันพูดวันนั้นคือมีคนจ่ายเงินมานี่เอง

“เฮียให้มึงมาเท่าไร”

“สะ...สาม...”

“สามพัน? อิเสือ มึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่ไหม ความสัมพันธ์ของกูกับมึงมีค่าแค่นั้นเองหรือไงฮะ อิปลาทอง!!!”

“มึงฟังกูก่อน”

“อะไร มึงจะบอกว่าเฮียให้มึงมากกว่านี้ว่างั้น ต่ำกว่าสามหมื่นไม่ต้องมาคุยกัน กูไม่ได้ซื้อได้ด้วยเงินนะเว้ย”

“สามล้าน”

จำนวนเงินมหาศาลทำนิทานตาโตหูผึ่ง “อะไรนะ?”

“เฮียบอกว่าจะให้สามล้าน กูแบ่งให้มึงล้านหนึ่งได้นะถ้ามึงจะหยุดด่า”

แววตาโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่หายไปทันที นิทานเหมือนแมวเจอของเล่นใหม่ ตาดำขยายใหญ่จนน่ากลัว

“มึงคิดว่ากูซื้อได้ด้วยเงินเหรอเสือ?” แม้แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับก็ยังเปลี่ยนไป

เงินมันซื้อคนได้จริงๆ ด้วย พยัคฆ์คิดในใจ

“หรือว่ามึงไม่เอา?” เขายื่นข้อเสนอแก่เพื่อน เพราะรู้ว่า นี่อาจจะเป็นทางเดียวที่ทำให้เขาได้ออกไปจากตรงนี้อย่างสงบ

“เอา แต่เอาล้านห้า ให้สมกับที่มึงหลอกกูไปประเคนให้พี่ชายมึง”

ทีงี้ละยิ้มกริ่ม เขาคิดเอาไว้อยู่แล้วกรณีที่โดนจับได้ เลยยังไม่เอาเงินก้อนนั้นไปใช้จนหมด

ค่าจ้างบ้าบออะไรจะสูงขนาดนั้น เขาก็แค่พูดไปเรื่อย อ้างว่าเอาเงินล่อนิทานมาให้ แล้วก็ไปเบิกเพิ่มจากเฮียก็ได้แล้ว จากเดิมได้มาแค่สามสี่หมื่น ตอนนี้ได้มาอีกเป็นล้าน

เส้นทางเศรษฐีมันหวานหอมแบบนี้นี่เอง

“แต่ว่า มึงได้เงินแล้วมึงจะกลับไปหาเฮียใช่ไหม?” เขาต้องเอาเงินตัวเองออกไปก่อนเลยต้องถามเพื่อความแน่ใจ ไม่อย่างนั้นได้เสียเงินฟรีหลักล้านแน่

“ก็ต้องดูก่อน”

“ไอ้นี่...”

“อ้าว กูจะดูก่อนไม่ได้หรือไง เฮียมึงจะให้กูกลับเข้าไปในชีวิตเขาในฐานะอะไรล่ะ ถ้าเกิดกูกลับเข้าไปแล้วไม่ได้ที่ดินคืนกูก็ขาดทุนน่ะสิ”

ขาดทุนบ้าบออะไรได้ไปตั้งล้านห้า เขาสิขาดทุน!

“เฮียเคยบอกมึงแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะช่วย ถึงเฮียจะเป็นคนนิสัยหมาไม่แดก ชอบพูดจาไปเรื่อย แต่ก็คำไหนคำนั้น บอกว่าช่วยก็คือช่วย”

“มึงแน่ใจนะ...”

“แน่ใจสิวะ เอาหัวเฮียเชนทร์เป็นประกัน”

มองท่าทางทีเล่นทีจริงของเขาแล้วไม่อยากจะเชื่อเท่าไรนัก แต่ก็เอาเถอะ เธอมีลางสังหรณ์ว่ายังไงครั้งนี้จะต้องสำเร็จแน่

“งั้นก็ได้ ดีล”

แต่ว่า...เขาเล่นมาใช้แผนสกปรกมาทำให้เธอกลับไปหาเขา คงจะไม่ได้มีจุดประสงค์ดีแน่ เรื่องอะไรเธอต้องให้เขาสมหวังง่ายๆ‍ ด้วยล่ะ

ในเมื่อเขาอยากเล่นลูกไม้กับเธอ มันก็ต้องโดนเล่นกลับ แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าสมน้ำสมเนื้อ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป