บทที่ 1 เด็กน้อย

กลิ่นธูปหอมอ่อนปะปนกับกลิ่นดอกไม้สดอบอวลไปทั่วศาลาวัดสว่างอารมณ์ ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งเหนือพวงหรีดนับสิบ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัยในคืนสุดท้ายก่อนพิธีฌาปนกิจ เสียงสวดพระอภิธรรมดังคลอเบา ๆ ขณะที่ผู้คนทยอยเข้ามากราบลาผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย

ร่างเล็กของเด็กหญิงปาณิศา หรือ 'หนูนิด' วัยเจ็ดขวบ นั่งกอดเข่าอยู่บนม้านั่งไม้ยาว ดวงตากลมโตแดงก่ำและบวมช้ำจากการร้องไห้ติดต่อกันหลายวัน จนแทบไม่มีน้ำตาเหลือให้หลั่งอีกแล้ว สายตาเลื่อนลอยจับจ้องไปยังรูปถ่ายหน้าหีบศพของคุณยายแก้ว ผู้เป็นทั้งพ่อ แม่ และโลกทั้งใบของเธอ

"ยัยนิด กินข้าวกินปลาหน่อยไหมลูก ยายแก้วไปสบายแล้ว ต่อไปย่าจะดูแลเราเอง อย่าโศกเศร้าเสียใจไปมากกว่านี้อีกเลย ไม่อย่างนั้นยายของเราจะไม่สบายใจนะ"

ย่าบัว หญิงชราผู้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยเมตตา ค่อย ๆ ทรุดกายนั่งลงข้างเด็กหญิง มือเหี่ยวย่นตามวัยลูบศีรษะเล็กอย่างอ่อนโยน

ปาณิศาส่ายหน้าช้า ๆ โดยไม่ละสายตาจากรูปถ่าย

"นิดไม่หิวค่ะคุณย่า นิดอยากให้คุณยายฟื้น" เสียงเล็กสั่นเครือจนคนฟังเจ็บลึกไปถึงหัวใจ

ย่าบัวลอบถอนหายใจ พลางดึงร่างบางเข้ามากอดหลวม ๆ

"ยายแก้วฝากหนูไว้กับย่าแล้วนะลูก ต่อไปนี้บ้านบัวแก้วก็คือบ้านของหนู และย่าก็มีคนที่จะคอยดูแลหนูไปตลอดชีวิต" หญิงชราค่อย ๆ หันไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่เพิ่งก้าวเข้ามาในศาลา

อัครินทร์ หรือ 'คุณใหญ่' เชฟหนุ่มวัยยี่สิบสองปี อยู่ในชุดเชิ้ตสีดำสนิทพับแขนเสื้อถึงข้อศอก ใบหน้าคมคายสะอาดหมดจด แม้จะเดินทางกลับจากการแข่งขันทำอาหารระดับประเทศได้ไม่นาน แต่เขาก็รีบตรงมายังงานศพทันที เหรียญรางวัลแชมป์อาหารไทยประยุกต์ที่เพิ่งคว้ามาได้ ยังไม่ได้สร้างความยินดีให้เจ้าตัวแม้แต่น้อย เพราะข่าวการจากไปของยายแก้วทำให้เขาเศร้าใจยิ่งนัก เนื่องจากเขาเองก็รักและเคารพท่านเหมือนคุณยายแท้ๆ

ชายหนุ่มเดินเข้ามาอย่างสุขุม ก่อนทรุดตัวนั่งลงฝั่งตรงข้าม สายตาคมทอดมองเด็กหญิงตัวเล็กที่ดูบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้อง

"ใหญ่ มานี่สิลูก"

"ครับคุณย่า" อัครินทร์ขยับเข้าไปใกล้

ย่าบัวมองหลานชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"จำสัญญาที่ยายแก้วกับย่าตกลงกันไว้ได้ใช่ไหม เรื่องการหมั้นหมายของเรากับยายหนูนิดน่ะ"

ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที

"คุณย่าครับ เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องสมัยก่อนแล้วนะครับ การคลุมถุงชนไม่ควรมีในยุคนี้อีกแล้วนะครับ อีกอย่างผมกับหนูนิดก็อายุห่างกันค่อนข้างเยอะ"

"แต่ย่ารับปากยายแก้วไว้ก่อนจะสิ้นลม และนี่คือคำสั่งของย่า" น้ำเสียงของหญิงชราแน่วแน่จนไม่มีช่องให้โต้แย้ง

อัครินทร์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางเหลือบมองเด็กหญิงที่กำลังจ้องหน้าเขาอย่างไร้เดียงสา

เขาเอนตัวพิงพนัก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น

"ผมจะรับดูแลเธอในฐานะเด็กในปกครองครับ ผมจะส่งเสียให้เรียนจนจบ ให้มีอนาคตที่ดี แต่เรื่องแต่งงาน เมื่อเธอโตจนบรรลุนิติภาวะ ผมจะคืนอิสระให้เธอเลือกชีวิตของตัวเอง เธอจะแต่งกับใครก็ได้ที่รัก ส่วนผมก็จะแต่งกับคนที่ผมเลือกเอง ต่างคนต่างใช้ชีวิตครับคุณย่า"

ย่าบัวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

"เรานี่มันดื้อเหมือนปู่ไม่มีผิด แต่เอาเถอะ ย่าไม่บังคับ แค่เรารับปากว่าจะดูแลยายหนูนิดย่าก็สบายใจแล้วล่ะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ยังอีกยาวไกล"

ยังไม่ทันที่หญิงชราจะพูดต่อ ร่างเล็กของปาณิศาก็ลุกลงจากเก้าอี้ เดินมาหยุดตรงหน้าอัครินทร์

เด็กหญิงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"คุณอาคะ นิดจะไม่เป็นภาระคุณอากับคุณย่าเด็ดขาดค่ะ นิดทำความสะอาดบ้านได้ นิดช่วยงานในครัวได้ค่ะ อย่าทิ้งนิดนะคะ” เด็กน้อยพอจะรู้ความแล้วจึงรีบพูดอย่างน่าเอ็นดูปนน่าเวทนา ประโยคสั้น ๆ จากเด็กวัยเพียงเจ็ดขวบ ทำให้อัครินทร์นิ่งไปชั่วขณะ

เขามองดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนความแข็งกร้าวในใจจะอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กหญิงเบา ๆ

"อารับปากว่าจะไม่ทิ้ง แต่อยู่กับอาแล้วต้องเป็นเด็กดี ต้องเชื่อฟัง เข้าใจไหม"

"เข้าใจค่ะคุณอา"

ปาณิศาพยักหน้ารับทันที

"สัญญาแล้วนะ"

"สัญญาค่ะ"

ย่าบัวมองภาพตรงหน้าพลางยิ้มบาง ๆ แม้จะยังมีเรื่องให้กังวล แต่เพียงแค่หลานชายยอมเปิดใจรับเด็กคนนี้ไว้ ก็นับว่าดีกว่าที่คิดไว้มากแล้ว

หลังเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจในวันถัดมา ปาณิศาก็ถูกพามายัง 'เรือนบัวแก้ว' บ้านทรงไทยประยุกต์หลังใหญ่ที่รายล้อมด้วยสวนดอกไม้และไม้ผลนานาชนิด ด้านหน้าคือร้านอาหารไทยโบราณชื่อดังที่มีลูกค้าแน่นแทบทุกวัน เธอรับรู้ว่าคุณย่ากับคุณยายของเธอเป็นหุ้นส่วนร้านอาหารไทยด้วยกัน คุณยายเคยบอกเอาไว้ว่าต่อไปร้านอาหารนี้ก็จะเป็นของเธอด้วยเช่นกัน

บ้านหลังใหญ่ไม่ได้แปลกตาสำหรับเด็กน้อยเพราะมาที่นี่บ่อย แต่ในความรู้สึกก็คือไม่ใช่บ้านของตนเอง

ปาณิศานั่งกอดเข่าอยู่บนตั่งไม้กลางเรือน ไม่ยอมลุกไปไหน และไม่ยอมแตะอาหารแม้แต่คำเดียวตั้งแต่เช้า

จนกระทั่งช่วงเย็น...

อัครินทร์เดินออกมาจากครัวหลังเคลียร์งานเสร็จ เขาเห็นเด็กหญิงยังนั่งอยู่ท่าเดิมก็ขมวดคิ้วนิด ๆ

"ทำไมไม่กินข้าว"

ปาณิศาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

"นิดคิดถึงคุณยายค่ะ"

"แล้วเกี่ยวอะไรกับไม่กินข้าว"

"คุณยายเคยทำแกงจืดลูกรอกให้นิดกินทุกครั้ง นิดคิดถึงฝีมือคุณยาย"

อัครินทร์มองเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่ง

"อืม" ตอบเพียงคำเดียว ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าครัวทันที

ปาณิศามองตามแผ่นหลังกว้างอย่างเหม่อลอย

"คุณอาคงรำคาญนิดที่เรื่องมากกับการกิน"

เด็กหญิงก้มหน้ากอดเข่าแน่นกว่าเดิม

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง

กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูหอมกรุ่นลอยมาตามลม กลิ่นรากผักชี กระเทียม และพริกไทยหอมอบอวลไปทั่วเรือน

อัครินทร์เดินถือถาดอาหารออกมา ก่อนวางถ้วยกระเบื้องใบใหญ่ลงตรงหน้าเด็กหญิง

"กินสิ ลองชิมดูว่าฝีมือของอาสู้คุณยายของเราได้หรือเปล่า” ปาณิศาก้มลงมอง ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง

"แกงจืดลูกรอกเหรอคะ คุณอาเก่งจัง กลิ่นหอมเหมือนคุณยายทำเลยค่ะ" เด็กน้อยพูดแล้วตาโต ยิ้มกว้างออกมาอย่างใสซื่อ

ในถ้วยคือแกงจืดลูกรอกหน้าตาเหมือนของคุณยายแก้วแทบทุกอย่าง ทั้งกลิ่น สี และลูกรอกที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงในถ้วยโดยไม่รู้ตัว

"คุณอา..."

"ร้องไห้ทำไมอีก" ชายหนุ่มพูดเรียบ ๆ พลางยื่นช้อนให้ "รีบกิน ตอนยังร้อนๆ"

ปาณิศารับช้อนมาอย่างทะนุถนอม ก่อนตักน้ำซุปคำแรกเข้าปาก

เพียงชั่วอึดใจเดียว รสชาติอันคุ้นเคยก็ทำให้ดวงตาคู่โตเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาอีกครั้ง

"อร่อย..." เธอตักอีกคำ แล้วอีกคำ

จากเด็กที่ไม่ยอมกินอะไรทั้งวัน กลับกินจนหมดถ้วยอย่างรวดเร็ว

อัครินทร์นั่งมองเงียบ ๆ

"อร่อยไหม"

"อร่อยมากค่ะ อร่อยเหมือนที่คุณยายทำเลย คุณอาเก่งที่สุดเลยค่ะ" เด็กหญิงยิ้มทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มแรกหลังสูญเสียคนสำคัญ

อัครินทร์เผลอยกมุมปากขึ้นเพียงเล็กน้อย ก่อนเอื้อมมือไปเช็ดคราบน้ำซุปตรงมุมปากให้อย่างแผ่วเบา

"ถ้าชอบ วันหลังอาจะสอนให้ทำ"

"จริงเหรอคะ"

"จริง"

"นิดเรียนได้เหรอ"

"ได้ แต่ต้องตั้งใจ สูตรอาหารของบ้านนี้ไม่มีคำว่าคร่าว ๆ ทุกอย่างต้องเป๊ะ"

บทถัดไป