บทที่ 7 7

"ทุกอย่าง" คำตอบสั้น ๆ ของชายหนุ่ม ทำให้รอยยิ้มของเด็กหญิงกว้างขึ้นกว่าเดิม

เธอก้มหน้าตักบัวลอยกินต่ออย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่อัครินทร์มองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน

ความละมุนของบัวลอยถ้วยนี้. ไม่ได้เกิดจากเพียงความหวานของกะทิหรือน้ำตาลมะพร้าวเท่านั้น หากยังเกิดจากช่วงเวลาที่ทั้งสองช่วยกันลงมือทำด้วยรอยยิ้ม

และทุกวันซึ่งผ่านพ้นไปอย่างเรียบง่าย ก็ค่อย ๆ ถักทอความคุ้นเคยให้กลายเป็นความผูกพันอันแสนอบอุ่น หล่อเลี้ยงหัวใจของเด็กหญิงตัวน้อยและชายหนุ่มผู้พูดน้อย ให้แนบแน่นขึ้นทีละน้อย โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกำลังหยั่งรากลึกลงในหัวใจของกันและกันมากขึ้นทุกวัน

แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนลานกิจกรรมของโรงเรียนประถม เด็ก ๆ ต่างวิ่งเล่นและส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ปาณิศาในชุดพละกำลังนั่งก้มหน้ามัดเชือกรองเท้าอยู่ริมสนามฟุตบอล เตรียมตัวเข้าเรียนคาบถัดไป

ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว...

ลูกฟุตบอลพลาสติกสีส้มก็ถูกเตะลอยละลิ่วพุ่งตรงเข้ากลางแผ่นหลังของเด็กหญิงอย่างแรง

"โอ๊ย!"

แรงกระแทกทำให้ร่างเล็กถลาไปข้างหน้า ก่อนล้มคว่ำลงบนพื้นหญ้า มือเล็กรีบยันตัวขึ้น พลางเอื้อมมือลูบหลังตัวเองด้วยความจุก น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตา

"ฮ่า ๆ ๆ ดูยัยเด็กกำพร้าสิ ล้มเป็นกบเลย!"

เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นพร้อมกับบอยหรือบดินทร์ เด็กชายร่างอ้วนหัวโจกประจำห้อง เดินเข้ามาพร้อมลูกสมุนอีกสองคน สีหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ

กานดารีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพยุงเพื่อนขึ้นในทันที

"บอย! แกล้งนิดทำไม เตะบอลใส่นิดนี่ตั้งใจใช่ไหม"

เด็กชายยักไหล่อย่างไม่แยแส

"แล้วจะทำไม ก็ยัยนี่ไม่มีพ่อแม่ให้ฟ้องนี่หว่า หรือมีก็เชิญขี่ม้าสามศอกไปฟ้องเลย" บดินทร์แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เด็กหญิงอย่างกวนอารมณ์

พูดจบก็กวาดตามองกระเป๋าผ้าใส่ปิ่นโตที่วางอยู่บนม้านั่ง ก่อนคว้ามาถือไว้แล้วหัวเราะเยาะ

"หิ้วแต่ปิ่นโตโบราณมากินที่โรงเรียนทุกวัน น่าขำชะมัด!"

"เอาคืนมานะบอย!"

ปาณิศารีบลุกขึ้นยืน แม้กลางหลังยังเจ็บจนจุก แต่ดวงตากลมโตกลับสั่นไหวด้วยความโกรธปนเสียใจ

เธอไม่ได้เสียใจเพราะถูกล้อว่าเป็นเด็กกำพร้า

สิ่งที่ยอมไม่ได้ คือการที่ใครสักคนมาดูถูกความตั้งใจของคุณอา

"อย่ามายุ่งกับปิ่นโตของคุณอาเรานะ"

"ไม่คืน!" บอยชูปิ่นโตขึ้นสูงกว่าเดิม พร้อมหัวเราะเสียงดัง ทำหน้ายียวนกวนประสาท

"อยากได้ก็เข้ามาแย่งดิ ยัยเด็กไม่มีพ่อแม่"

เด็กหญิงเม้มริมฝีปากแน่น กำหมัดเล็กจนสั่น แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าไป

เสียงทุ้มต่ำที่เรียบนิ่ง หากเปี่ยมด้วยอำนาจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

อัครินทร์ซึ่งแวะนำขนมมาฝากคุณครูเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เขาจึงรีบตรงเข้ามาหาเด็กหญิงทันที

"ใครบอกว่าหนูนิดไม่มีผู้ปกครอง"

บรรยากาศรอบสนามเงียบลงในทันที

เด็กชายทั้งสามคนหันขวับไปตามต้นเสียง ก่อนชะงักค้าง

ปาณิศาเองก็รีบหันกลับไปมองเช่นกัน เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ ดวงตาคู่โตก็เปล่งประกายขึ้นทันที

"คุณอา!"

อัครินทร์ในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อ กางเกงสแลกสีเข้มที่รีดจนเนี้ยบ เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ใบหน้าคมคายยังคงเรียบเฉยเช่นทุกครั้ง

แต่ดวงตาคมคู่นั้น เย็นชาและดุดันเสียจนเด็กชายทั้งสามคนหน้าซีดเผือด

บดินทร์มือสั่นโดยไม่รู้ตัว รีบปล่อยปิ่นโตลงทันที

อัครินทร์ยื่นมือไปรับไว้ได้พอดี ก่อนตรวจดูว่าปิ่นโตไม่ได้รับความเสียหาย แล้วจึงถือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง

จากนั้นชายหนุ่มก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าปาณิศาโดยไม่ลังเล

ร่างสูงใหญ่ขยับมายืนบังเด็กหญิงไว้ด้านหลัง แผ่นหลังกว้างของเขาราวกับกำแพงที่พร้อมปกป้องเธอจากทุกสิ่ง

เขามองเด็กชายทั้งสามคนด้วยสายตานิ่ง ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ฉันเป็นผู้ปกครองของปาณิศา ใครกล้ามีปัญหาอะไรอีกไหม หรือต้องเชิญครูประจำชั้นและผู้ปกครองของพวกเธอมาที่โรงเรียน ด้วยข้อหาที่กลั่นแกล้งเพื่อน พูดจาไม่ดีและล้อเลียนเพื่อนในทางเสีย ๆ หาย ๆ ฉันว่างเสมอ พ่อแม่ของเธอก็คงว่างด้วยใช่ไหม"

อัครินทร์จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่นจนทุกคนได้ยินชัด

"การล้อเลียนปมด้อยของคนอื่น และการหยิบของของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในโรงเรียน ถ้าพวกเธอไม่ขอโทษ ฉันจะเดินไปพบผู้อำนวยการเดี๋ยวนี้ ฉันมีเวลาว่างมากพอที่จะคุยกับผู้ปกครองของเธอเสมอ แต่ผู้ปกครองของพวกเธอน่ะสิ ไม่รู้ว่าจะมีเวลาคุยกับฉันไหม ถ้าต้องมาโรงเรียนเพราะลูกตัวเองไปรังแกเพื่อนจะหงุดหงิดแค่ไหนกันนะ" อัครินทร์ดูออกว่าเด็กๆ พวกนี้ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี และพ่อแม่คงไม่มีเวลาให้ ถ้ามีเวลาให้คงไม่ทำตัวเช่นนี้ หากต้องเสียเวลามาโรงเรียนด้วยเรื่องเช่นนี้ คนที่จะโดนลงโทษก็คงไม่พ้นเด็กสามคนตรงหน้าที่ชอบแกล้งเพื่อนนี่แหละ

เด็กชายทั้งสามหน้าถอดสี จังหวะเดียวกันนั้น ครูประจำชั้นก็รีบวิ่งเข้ามายังลานกิจกรรม หลังเห็นเหตุการณ์จากระยะไกล

"เกิดอะไรขึ้นคะคุณใหญ่" คุณครูสมศรีเอ่ยถามอย่างตกใจ เพราะครอบครัวของอัครินทร์คือผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้โรงเรียน แม้แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนยังเกรงใจ ครูสาวพอจะเดาสถานการณ์ออกก็เริ่มหน้าซีดเผือด

อัครินทร์เป็นผู้มีพระคุณของโรงเรียน คอยบริจาคเงินช่วยเหลือโรงเรียนในทุกด้าน อีกฝ่ายไม่ได้ขออะไร ขอแค่ให้ดูแลปาณิศาอย่างดีเท่านั้น แต่นี่ทางโรงเรียนบกพร่อง ครูสาวกลัวจะโดนต่อว่าจากผู้อำนวยการว่าควบคุมเด็กไม่ได้ ปล่อยให้ลูกหลานผู้บริจาคโดนรังแกในโรงเรียน

บดินทร์รีบยกมือไหว้ในทันที เพราะรู้ตัวว่าทำผิด ก่อนหน้านี้ก็ทำไปด้วยความคึกคะนองประสาเด็กเท่านั้น

"ขอโทษครับ"

ลูกสมุนอีกสองคนก็รีบยกมือไหว้ตาม

"ขอโทษนะนิด"

"พวกเราไม่แกล้งแล้ว"

“ถ้าแกล้งเพื่อนอีก ครูจะเรียกผู้ปกครอง” ครูสมศรีเห็นเด็กๆ ขอโทษก็โล่งใจ อีกทั้งเด็ก ๆ พวกนี้ก็ไม่อยากถูกเชิญผู้ปกครองหรอก เพราะพ่อแม่งานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลา ขนาดวันสำคัญ บางครั้งก็ยังไม่มาร่วมกิจกรรมหรือส่งคนอื่นมาแทน

“ครับครู” ทั้งสามรับคำก่อนที่จะคอตก ก้มหน้าสำนึกผิด

“หนูนิดเพื่อนขอโทษแล้ว หนูจะให้อภัยไหมคะ” ครูสมศรีเอ่ยถาม พลางมองอัครินทร์อย่างเกรงใจ ครูสาวอยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี และรู้ดีว่าเด็กหญิงเป็นคนจิตใจดี คงไม่ถือโทษเพื่อนที่ขอโทษด้วยความสำนึกผิด

“ค่ะ หนูนิดให้อภัยค่ะ” อัครินทร์ไม่ได้ขัดอะไร ปล่อยให้ปาณิศาได้ตัดสินใจ

เด็กชายทั้งสามขอโทษเสร็จ เมื่อเห็นว่าปาณิศาให้อภัยแล้วก็รีบขอตัวจากคุณครูสมศรี รีบวิ่งออกจากสนามแทบไม่คิดชีวิต

เมื่อทุกอย่างสงบลง อัครินทร์จึงถอนหายใจเบา ๆแววตาดุดันเมื่อครู่ค่อย ๆ อ่อนลง

“ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณใหญ่” คุณครูสมศรีพูดอย่างสำนึกผิด

“ต่อไปผมฝากหนูนิดด้วยนะครับ ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ผมคงต้องหาโรงเรียนใหม่ให้หนูนิดแล้วครับ”

คำพูดนั้นทำให้ครูสมศรีหน้าซีดกว่าเดิม เพราะเกรงว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก ครอบครัวของอัครินทร์อาจหมดความเชื่อมั่นในการดูแลนักเรียนของโรงเรียน

"ดิฉันจะคอยระวัง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกค่ะ” ครูสมศรีรีบเอ่ย

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาคุกเข่าลงตรงหน้าปาณิศา วางมือใหญ่บนหัวไหล่เล็กอย่างเบามือ พลางสำรวจว่ามีบาดแผลตรงไหนหรือไม่

"เจ็บตรงไหนไหมหนูนิด"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป