บทที่ 9 วันที่ฟ้าร้องไห้

หมับ!

ตุบ!

ร่างบางถูกเหวี่ยงลงบนเตียงกว้าง คนตัวเล็กกระเด้งตัวลุกขึ้นแล้วตะเกียกตะกายหนีทันที เธอรู้ดีว่าเขาต้องการอะไร ข้อเท้าถูกจับลากกลับมา

“ช่วยด้วย ช่วยด้วย กรี๊ด!” นาราภัทรกรีดร้อง

ร่างบางถูกจับพลิกมา แล้วปิดด้วยริมฝีปากหนาทันที

“อื้อ!”

ตุบ ตุบ ตุบ

มือบางกำแน่นแล้วรัวกำปั้นบนแผงอก หัวไหล่ ดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง แต่แรงเธอไม่อาจสู้แรงอีกคนได้เลย

แควก!

ชุดนอนกระโปรงแขนยาวถูกกระชากจนขาดติดมือ คนใต้ร่างหวีดร้องแต่เสียงกลับถูกกลืนหายในลำคอ ลิ้นร้อนกำลังควานหาความหวาน เธอไม่ประสีประสา ใช้ฟันหมายกัดแต่เขากลับรู้ทันบีบปลายคางจนเจ็บร้าว เขาถอนริมฝีปากแล้วจัดการจับชิ้นส่วนติดกายเธอสองชิ้นสุดท้าย

“ไม่!” หญิงสาวร้องห้ามเสียงหลง

แควก!

มือบางยกปิดบังไม่ยอมให้ถูกรุกรานโดยง่าย แต่มีหรือที่อีกคนจะยินยอม ร่างสูงใหญ่ปลดอาภรณ์จากร่างกายแล้วใช้ความชำนาญกลืนกินอีกคน ความเดียงสาทำให้เธอไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ร่างกายมันร้อนวูบวาบ ความรัญจวนพุ่งทะยาน เธอเหมือนล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ลมหายใจหอบถี่ขึ้นทุกขณะยามเขาจูบซับไปทุกส่วน ทุกซอก ทุกมุม

ร่างบางสั่นสะท้านไหว มือบางยกกระหวัดโอบรอบคอเขาไว้แน่น หวาดกลัวและเสียวซ่านผสมปนเป เขาแทรกซึมเข้าหาและรู้ว่าคนใต้ร่างยังไม่เคยผ่านชายใด ผ่อนปรน และค่อยๆ เร่าร้อนขึ้นทุกขณะ นาราภัทรสวยไปหมดทั้งใบหน้าและร่างกาย เธอทำให้เขาแทบหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่าง

หญิงสาวกรีดร้องน้ำตารินไหล เมื่อรับรู้ว่าตนเองได้สูญเสียสิ่งที่เฝ้าระแวดระวัง ความสวยเป็นของอันตราย เธอไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องตกเป็นของคนแปลกหน้าที่รู้จักได้ไม่กี่วัน ไม่คิดว่าชีวิตนี้ต้องเป็นที่ระบายความใคร่ของใครโดยไม่ตั้งใจ ไม่ยินยอม เขาหยุดขยับกายแล้วผละห่าง คนตัวเล็กหันหลังตะแคงสะอื้นไม่หยุด

ทว่าฤทธิ์ยายังไม่ผ่อนลง เขาขบกรามแล้วรั้งร่างบางให้หันมาเผชิญหน้า แววตาทอดมองมามีความตื่นตระหนกหวาดหวั่น เขาไม่ได้ตั้งใจ ถึงรู้ว่าเจ้าของเรือนร่างงดงามจะยังไม่เคยผ่านมือใคร แต่เขาก็จำต้องปลดปล่อยทุกอย่างในตอนนี้

“นารา...”

“ไม่นะ! พอแล้ว ไม่เอาแล้ว!” หญิงสาวร้องปฏิเสธ พยายามขยับหนี

ทว่าไม่เป็นผล ร่างถูกดึงกลับมา และทุกอย่างก็หมุนวนไปตามเดิม ครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดฤทธิ์ยา นาราภัทรนอนนิ่งน้ำตารินไหลไม่ขาดสาย บอบช้ำไปทั้งร่างกายและจิตใจ

ภีมพลลุกจากเตียง หย่อนเท้าลงมาแทบยืนไม่ไหว เรี่ยวแรงเหมือนถูกดูดหายไปจนหมดสิ้น หยิบเสื้อผ้าบนพื้นมาสวมใส่ ทอดสายตามองร่างบนเตียงที่หลับตานิ่ง ยังมีน้ำตาซึมเอ่อออกมา เธอคงหลับเพราะอ่อนเพลีย ที่นอนยับย่นจากแรงดิ้นรนขัดขืน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำแบบนี้กับผู้หญิงคนไหน นาราภัทรคือคนแรก เขาต้องรับผิดชอบเธอ เมื่อจบปัญหาที่ค้างคาอยู่จนหมดสิ้น

เขาไม่กล้าปลุก เพราะกลัวเจ้าตัวจะอาละวาด อีกอย่างต้องการให้พักผ่อนมากๆ เมื่อคืนเขาโหมหนักแทบทั้งคืน แม้เธอขอร้องอ้อนวอนเท่าใดก็ตาม ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่มีคำพูดใดจะอธิบาย ผิดไปแล้ว เธอคงไม่ให้อภัย แต่เขาหวังว่าสักวันเธอคงเข้าใจ

ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าใกล้ โน้มใบหน้าลงมา “ผมขอโทษ รอผมนะ ผมจะกลับมารับผิดชอบคุณ” กระซิบข้างใบหูแล้วเดินออกจากห้องไป

เสียงปิดประตูปลุกให้คนบนเตียงลุกนั่ง น้ำตามันไม่หยุดไหล อาบแก้มตลอดเวลา เธอกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซึม เจ็บทั้งกายทั้งใจ ที่หลงไว้ใจผู้ชายคนนี้ คิดว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น แต่เธอกลับถูกกระทำเหมือนผู้หญิงไร้ค่า ผ้าห่มเลื่อนหลุดจากเรือนร่าง ลุกยืนอย่างยากเย็น มันปวดร้าวไปทั้งกาย เหมือนร่างกายมันจะปริแตก มือบางยกปิดหน้าปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น ไม่เหลืออะไรแล้ว ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย

ร้องไห้เกือบชั่วโมงจนพอใจ พยุงกายเดินเข้าห้องน้ำ มองตนเองในกระจกคราบคาวบนตัวช่างเด่นชัด รอยแดงเป็นจ้ำจากเขา เปิดฝักบัวรินรดขัดจนแดงทั่วกาย แล้วทรุดกายลงนั่ง ทำอย่างไรมันก็ไม่หายไป เพราะความรู้สึกยังชัดเจน ออกมาจากห้องน้ำหยิบชุดสีขาวออกจากตู้แล้วสวมใส่มัน เธออยากอยู่คนเดียว ชมบรรยากาศแห่งท้องทะเล แล้วหลับใหลจบสิ้นกับปัญหาทุกอย่างเสียตอนนี้เลย มองนาฬิกาบอกเวลาตีสี่สิบห้านาที กระตุกยิ้มมุมปากแววตาหม่น เดินออกจากห้องแล้วสาวเท้าไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปยังดาดฟ้าเรือ

ลมพัดกระทบผิวหน้าและผิวกาย ชุดสีขาวสะบัดตามแรงลม เธอแหงนมองฟ้าเสียงคลื่นซัดเข้ามากระทบตัวเรือ ทำเอาไหวเอน ดวงจันทร์กลมโตสุกสว่าง แม้มีความงามแต่ไม่อาจชื่นชม มันน่าเศร้าที่เธอไม่เคยทำอะไรได้สมใจปรารถนา เพียงเพราะต้องการตอบแทนผู้ให้กำเนิด จุดจบของชีวิตจึงแสนเศร้าเช่นนี้

ภาพหญิงสาวแหงนมองดวงจันทร์ ประจักษ์แก่สายตาใครคนหนึ่ง โมเดลลิ่งชื่อดังกอดอกมองร่างบาง ถูกส่องแสงด้วยจันทรา มันช่างงดงามราวกับภาพวาด ทว่าไม่กี่นาทีร่างนั้นกำลังปีนป่ายราวเหล็กกั้น มะนาวรีบวิ่งดิ่งตรงไปด้วยใจตระหนกสุดแสนเสียดายหากคนสวยขนาดนี้ต้องจบชีวิตลง

“จะทำอะไร เดี๋ยวก่อน อย่าคิดสั้นนะ!” มะนาวร้องบอก แล้ววิ่งเข้าใกล้โบกไม้โบกมือห้ามปราม

นาราภัทรหันมามองแววตาว่างเปล่า เกาะราวกั้นเหล็กไว้อย่างหมิ่นเหม่

“คุณเป็นใคร” เธอถามเสียงแผ่ว

“ไม่ต้องรู้หรอกว่าฉันคือใคร แต่เธอน่ะคิดจะทำอะไร หน้าตาสวยๆ แบบนี้รีบตายไปไหน เกิดมาทั้งทีทำไมไม่หาความสุขเสียก่อนเล่า!”

หญิงสาวสะอื้น “ฉันไม่เคยมีความสุข ไม่เคยเลย!” เธอกลั้นคำพูดออกมาจากหัวใจ มันทรมานเหลือเกิน

“ก็หาสิความสุข ยังไม่ตายทำไมจะหามันไม่ได้” มะนาวยังคงไม่ลดละในการช่วยเหลือ

“จะหาจากไหน คุณไม่รู้หรอกว่าฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง!” คนทุกข์หลั่งน้ำตาออกมา ในอกปวดร้าว ทำไมชีวิตต้องพบเจอกับความทรมานไม่จบสิ้นเสียที

มะนาวยื่นมือแล้วยิ้ม “หามันกับฉันได้ไหม ถ้าเธอไม่มีใคร ฉันจะช่วยเธอเอง เราไปด้วยกันนะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป