บทที่ 10 บทที่ 10
“ฉันไม่เคยมองว่าเธอโง่เลยสักครั้ง เทียร์”
คำพูดของเขาทำให้ธีรดาชะงักกึก
คณุตม์ก้าวเดินเข้ามาหาเธอ เขาหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเคาน์เตอร์บาร์ ระยะห่างระหว่างพวกเขาถูกคั่นกลางด้วยแผ่นหินอ่อน แต่สายตาของเขากลับทะลุทะลวงเข้ามาถึงข้างใน
“เธอเก่ง เธอฉลาด และเธอจัดการกับพวกปลิงดูดเลือดอย่างพี่ชายและพ่อของเธอได้ดี” คณุตม์พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าทุกครั้ง “แต่บางครั้ง... การแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว มันก็ไม่ได้ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นหรอกนะ มันมีแต่จะทำให้เธอพังลงมาเร็วกว่าเดิม”
“นายรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตฉันบ้าง” ธีรดาสวนกลับทันควัน อาการป้องกันตัวทำงานอัตโนมัติ “นายไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่ทุกคนจ้องจะแทงข้างหลังกันเพื่อเงิน นายไม่รู้หรอกว่าถ้าฉันอ่อนแอลงแค่วินาทีเดียว พวกนั้นจะขย้ำฉันยังไง!”
“ฉันอาจจะไม่รู้เรื่องตระกูลไฮโซของเธอ” คณุตม์เอนตัวไปข้างหน้า วางมือทั้งสองข้างลงบนเคาน์เตอร์ “แต่ฉันรู้จักความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง และฉันรู้ว่าการต้องสู้ยิบตาเพื่อเอาชีวิตรอดมันเหนื่อยแค่ไหน”
ดวงตาของธีรดาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอเคยมองว่าเขาเป็นแค่อาชญากรใต้ดินที่ไม่มีหัวใจ แต่ในวินาทีนี้ แววตาของเขากลับสะท้อนความเจ็บปวดบางอย่างที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เธอซ่อนไว้ข้างใน
“ฉันดูแลตัวเองได้” ธีรดากลืนน้ำลายฝืดคอ พยายามรักษาระดับเสียงให้มั่นคง “นายทำหน้าที่ของนายไปเถอะ อย่ามาก้าวก่ายเรื่องของฉัน”
คณุตม์มองผู้หญิงดื้อรั้นตรงหน้า เขาไม่ได้โกรธที่เธอปฏิเสธความหวังดี เขากลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เขาอยากจะเอื้อมมือไปดึงเธอเข้ามากอดและบอกให้เธอหยุดแบกรับทุกอย่างไว้
แต่เขารู้ดีว่าการทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้เธอสร้างกำแพงหนาขึ้นกว่าเดิม
ชายหนุ่มขยับตัวยืดหลังตรง เขาล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ตกลง ฉันจะไม่ก้าวก่าย” คณุตม์หมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าห้องนอนแขกของตัวเอง “แต่จำเอาไว้อย่างหนึ่งนะคุณหนู...”
เขาหยุดชะงัก หันหน้ามามองเธอข้ามหัวไหล่กว้าง
“ถ้าเหนื่อยจนจะตายคาโต๊ะขนาดนั้น ฉันอนุญาตให้เธอร้องไห้ได้นะคุณหนู”
คำพูดนั้นดังสะท้อนอยู่ในความเงียบงันของเพนต์เฮาส์ มันพุ่งตรงเข้ามากระแทกจุดที่เปราะบางที่สุดในใจของธีรดาอย่างจัง เธอเบิกตากว้าง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นก้อนสะอื้นที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
เธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้ร้องไห้ พ่อบอกเสมอว่าน้ำตาคือสัญลักษณ์ของคนแพ้
แต่ผู้ชายคนนี้... ผู้ชายที่เธอตราหน้าว่าเป็นศัตรู กลับเป็นคนแรกที่บอกว่าเธอสามารถอ่อนแอได้
คณุตม์ไม่ได้รอให้เธอตอบรับหรือด่าทอ เขาเดินล้วงกระเป๋ากลับเข้าห้องพักของตัวเองไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ธีรดายืนนิ่งงันอยู่กลางห้องครัวที่มีเพียงแสงไฟสลัว
หญิงสาวทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างที่หายลับเข้าไปหลังบานประตู ความอบอุ่นจากแก้วมัคสีดำยังคงหลงเหลืออยู่ที่ฝ่ามือ เช่นเดียวกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
รอยร้าวบนกำแพงน้ำแข็งของเธอ... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
เสียงเบสหนักหน่วงกระแทกผ่านพื้นหินอ่อนขึ้นมาถึงฝ่าเท้า
ธีรดาลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดของห้องนอนส่วนตัว นาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าของวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันเดียวในสัปดาห์ที่เธออนุญาตให้ตัวเองพักผ่อนจากการตื่นเช้าไปทำงาน ทว่าความสงบสุขนั้นถูกทำลายย่อยยับด้วยจังหวะดนตรีอีดีเอ็มที่ดังก้องมาจากโซนห้องนั่งเล่นด้านนอก
หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้าง อาการปวดหัวจากการดื่มแชมเปญเมื่อคืนก่อนและอาการแฮงก์หายไปจนหมดสิ้นแล้ว ยาที่ผู้ชายคนนั้นชงให้ดื่มเมื่อตอนตีสองออกฤทธิ์ได้ผลชะงัด
แต่ความขุ่นมัวในอารมณ์กลับพุ่งทะยานขึ้นมาแทนที่
ธีรดาสะบัดผ้าห่มออก ร่างกายในชุดนอนผ้าซาตินสีน้ำเงินเข้มขยับลุกขึ้นยืนตรง เธอดึงสายรัดเอวให้กระชับเข้าหากันแน่น ขั้นตอนการจัดการตัวเองในตอนเช้าถูกละทิ้งไปชั่วคราว เป้าหมายเดียวในตอนนี้คือการออกไปจัดการกับต้นตอของเสียงรบกวนที่กล้าละเมิดกฎการอยู่อาศัยของเธอตั้งแต่ยังไม่พ้นสัปดาห์แรก
มือเรียวสวยกระชากบานประตูห้องนอนเปิดออก เสียงเพลงอิเล็กทรอนิกส์บีตหนักดังชัดเจนขึ้นจนแก้วหูสะเทือน มันเป็นแนวเพลงแบบเดียวกับที่มักจะเปิดในคลับใต้ดิน ไม่ใช่เพลงที่ควรมาอยู่ในเพนต์เฮาส์หรูบนชั้นสี่สิบแปด
ธีรดาสาวเท้าก้าวไปตามโถงทางเดินสั้นๆ ตรงไปยังห้องนั่งเล่น เตรียมประโยคด่าทอไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
แต่ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ฝีเท้าของเธอชะงักงัน
โซฟาตัวโปรดและโต๊ะกระจกกลางห้องถูกดันหลบไปไว้ชิดผนังฝั่งหนึ่ง เปิดพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ตรงกลาง โทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อกับลำโพงบลูทูธราคาแพงของเธอถูกวางทิ้งไว้บนพื้น และตรงบริเวณวงกบประตูบานเลื่อนที่เชื่อมออกไปยังระเบียงกระจก มีบาร์โหนเหล็กสีดำติดตั้งขวางเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
คณุตม์กำลังดึงข้ออยู่ตรงนั้น
เขาสวมเพียงกางเกงวอร์มสีเทาเข้มเนื้อผ้าทิ้งตัว ท่อนบนเปลือยเปล่าอวดโครงสร้างร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก กล้ามเนื้อแผ่นหลังกว้างและช่วงไหล่ขยับเกร็งตามจังหวะการดึงตัวขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ ผิวเนื้อสีคร้ามแดดชื้นไปด้วยเหงื่อจนสะท้อนกับแสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านกระจกเข้ามา
สิ่งที่ดึงดูดสายตาไม่ใช่แค่พละกำลังดิบเถื่อน แต่เป็นรอยสักรูปทรงเรขาคณิตสีดำสนิทที่พาดผ่านตั้งแต่ท่อนแขนซ้าย ลามขึ้นมาถึงหัวไหล่ และกินพื้นที่มาถึงแผ่นหลังด้านซ้ายบางส่วน ลวดลายของมันดูซับซ้อน อันตราย และมีเสน่ห์ดึงดูดในแบบที่อธิบายไม่ได้
