บทที่ 9 บทที่ 9

“ประตูห้องเธอไม่ได้ล็อก” คณุตม์ตอบเสียงเรียบ สายตาของเขามองตรงมายังใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอ “แล้วกระดาษแผ่นนั้นมันก็กลิ้งออกมาอยู่ตรงช่องว่างใต้ประตูพอดี ฉันไม่ได้เดินเข้าไปในห้องทำงานเธอด้วยซ้ำ”

“นายไม่มีสิทธิ์อ่านมัน” ธีรดาพุ่งเข้าไปคว้ากระดาษแผ่นนั้นมากำไว้ในมือแน่น “มันเป็นเอกสารของบริษัท การที่นายละลาบละล้วงข้อมูลพวกนี้ มันผิดกฎข้อที่สี่ของการอยู่ร่วมกัน”

“ฉันไม่ได้สนใจตัวเลขบริษัทของเธอหรอกคุณหนู” คณุตม์ปรายตามองกระดาษในมือเธอ “ฉันสนใจแค่ข้อความบ้าๆ ที่เธอเขียนด่าพ่อตัวเองไว้ตรงมุมกระดาษนั่นต่างหาก”

ธีรดาชะงัก กรามของเธอขบเข้าหากันแน่น เธอจำได้ดีว่าเขียนอะไรลงไปบ้าง มันคือถ้อยคำระบายความอัดอั้นที่บอกว่าเธอเป็นแค่เครื่องจักรผลิตเงิน และพ่อไม่เคยเห็นค่าของเธอเลย

เธอเกลียดที่สุดเวลาที่คนอื่นมาเห็นความอ่อนแอของเธอ โดยเฉพาะผู้ชายคนนี้

“มันไม่ใช่เรื่องของนาย” ธีรดากดเสียงต่ำ พยายามบังคับไม่ให้น้ำเสียงสั่นไหว “จำสถานะของนายเอาไว้ คณุตม์ นายเป็นแค่คนที่ฉันจ้างมาบังหน้า หน้าที่ของนายคือยืนยิ้มโง่ๆ ต่อหน้าสื่อ ไม่ใช่มารับรู้ปัญหาของฉัน”

คณุตม์ไม่ได้โต้ตอบประโยคร้ายกาจนั้น เขาไม่ได้ใช้คำพูดถากถางหรือทำท่าทียียวนกวนประสาทเหมือนทุกครั้ง

ดวงตาสีเข้มดุดันของเขาทอดมองใบหน้าที่พยายามเชิดหยิ่งของเธอ นัยน์ตาคู่นั้นมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่... บางอย่างที่คล้ายกับความเห็นใจ

และนั่นคือสิ่งที่ธีรดารับไม่ได้มากที่สุด

“เลิกมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสักที” เธอตวาดเบาๆ หมุนตัวเตรียมจะเดินหนีกลับเข้าห้อง

“ดื่มนี่ซะ”

เสียงทุ้มของคณุตม์ดังขัดขึ้น พร้อมกับมือหนาที่เลื่อนแก้วมัคสีดำมาหยุดตรงหน้าเธอ ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาจากของเหลวสีอำพันอ่อนๆ กลิ่นหอมของน้ำผึ้งผสมกับเลมอนและสมุนไพรบางชนิดลอยมาแตะจมูก

ธีรดาหยุดชะงัก ปรายตามองแก้วใบนั้นสลับกับใบหน้าของเขา

“อะไร”

“ยาแก้แฮงก์” คณุตม์ตอบสั้นๆ ก่อนจะใช้นิ้วชี้เลื่อนแผงยาพลาสติกที่มีรอยแกะไปแล้วหนึ่งเม็ดมาวางข้างๆ แก้ว “แล้วก็นั่น... ยาคลายเครียดของเธอ ฉันเห็นมันวางทิ้งไว้ตรงเคาน์เตอร์บาร์ตั้งแต่เมื่อเย็น กินซะ จะได้เลิกทำหน้าเหมือนคนจะขาดใจตายสักที”

ธีรดามองเม็ดยาสีขาวที่วางอยู่บนฝ่ามือของเขา ความสับสนตีรวนขึ้นมาในอก

ผู้ชายตรงหน้าคือเจ้าของคลับใต้ดิน คือนักเลงที่พร้อมจะใช้กำลังแก้ปัญหา คือคนที่เธอตราหน้าว่าเป็นพวกชั้นต่ำและใช้หนี้พนันบีบบังคับให้เขามาเป็นเชลย

แต่ตอนนี้ เขากำลังยืนชงยาแก้แฮงก์ให้เธอในตอนตีสอง และเตรียมยาคลายเครียดไว้ให้โดยที่เธอไม่ได้เอ่ยปากขอ

“นาย... แอบใส่ยาพิษลงไปหรือเปล่า” ธีรดาถามออกไปอย่างคนปากแข็ง แม้ว่าร่างกายของเธอจะต้องการน้ำอุ่นๆ แก้วนั้นมากแค่ไหนก็ตาม

คณุตม์ดุนลิ้นที่กระพุ้งแก้มเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก

“ถ้าฉันจะฆ่าเธอ ฉันบีบคอเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้วเทียร์ ไม่มาเสียเวลานั่งต้มน้ำร้อนให้หรอก”

เขาขยับตัวออกห่างจากเคาน์เตอร์ เปิดทางให้เธอเข้ามาใกล้แก้วมัคใบนั้นได้อย่างสะดวก

“ดื่มซะ ก่อนที่มันจะเย็น” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แข็งกร้าว แต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

ธีรดากัดริมฝีปากล่างตัวเองเบาๆ ความลังเลต่อสู้กับความเหนื่อยล้าในร่างกาย สุดท้ายแล้วความปวดหนึบที่ขมับก็เอาชนะทิฐิที่มีอยู่ เธอขยับเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ เอื้อมมือไปหยิบเม็ดยาใส่ปาก และตามด้วยการยกแก้วมัคสีดำขึ้นดื่ม

ความอบอุ่นของน้ำผึ้งผสมเลมอนไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก รสชาติของมันกลมกล่อมและช่วยบรรเทาความมวนในท้องได้อย่างน่าประหลาด ความร้อนจากกระเบื้องเคลือบแผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือที่เย็นเฉียบของเธอ

เธอดื่มมันจนหมดแก้วในรวดเดียว ก่อนจะวางแก้วลงบนหินอ่อนเสียงดังคลิกเบาๆ

บรรยากาศในห้องครัวเงียบสนิท มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของตู้เย็นและเสียงลมหายใจของคนสองคน

ธีรดาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเปลือยเปล่า กำแพงน้ำแข็งที่เธอเพียรพยายามก่ออิฐฉาบปูนมาทั้งชีวิต กำลังถูกน้ำอุ่นๆ แค่แก้วเดียวค่อยๆ กะเทาะให้เกิดรอยร้าว

“ทำไมถึงทำแบบนี้” ธีรดาถามขึ้นทำลายความเงียบ สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ก้นแก้วมัคที่ว่างเปล่า

“ทำอะไร”

“ชงน้ำนี่ให้ฉัน... ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ฉันเพิ่งด่านายไป” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาในที่สุด แววตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “นายควรจะรำคาญฉัน ควรจะปล่อยให้ฉันปวดหัวตายไปเลยเพื่อความสะใจของนาย ไม่ใช่เหรอ”

คณุตม์ยืนกอดอกพิงผนังข้างตู้เย็น เขามองใบหน้าที่ยังคงซีดเซียวของเธอ

ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจ เย่อหยิ่ง และใช้เงินฟาดหัวคนอื่นเป็นว่าเล่น แต่เมื่อเขาได้เห็นตัวเลขหนี้สินและข้อความตัดพ้อในกระดาษแผ่นนั้น เขาก็เริ่มเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังความร้ายกาจเหล่านั้น

เธอไม่ได้อยากเป็นนางพญาใจร้าย เธอแค่กำลังสร้างหนามแหลมขึ้นมาป้องกันตัวจากการถูกคนในครอบครัวรุมทึ้ง

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันเป็นสามีจำแลงของเธอ” คณุตม์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “การดูแลไม่ให้เธอตายคางาน ก็ถือเป็นหนึ่งในหน้าที่ของฉันเหมือนกัน... เดี๋ยวไม่มีคนจ่ายเงินค่าตัว”

ธีรดารู้ดีว่านั่นคือข้ออ้าง เขาแค่ยกเรื่องเงินขึ้นมาบังหน้าเพื่อไม่ให้การกระทำของตัวเองดูอ่อนโยนจนเกินไป

“นายไม่ต้องมาทำดีกับฉันเพื่อหวังผลประโยชน์หรอกนะ” ธีรดาเบือนหน้าหนีกลับไปมองทางเดินมืดๆ สู่ห้องทำงาน “ฉันไม่หลงกลนายง่ายๆ หรอก”

“ฉันไม่เคยมองว่าเธอโง่เลยสักครั้ง เทียร์”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป