บทที่ 2 แม่บ้านจำเป็น

หกเดือนก่อนหน้านี้...

สองสาวกำลังคุยกันอย่างสนุกตามประสาพี่น้อง โดยหารู้ไม่ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเธอจะห้ำหั่นและเป็นศัตรูกันจนวันตาย...เพียงเพราะผู้ชายคนเดียว!

ณ อพาร์ตเม้นต์สไตล์อิตาลีที่สร้างใหม่ไม่เกินสามปี แต่หรูหรา คลาสสิก เหมาะจะเป็นรังรักของหนุ่มสาวที่อยากเห็นแสงแห่งรุ่งอรุณจากเส้นขอบฟ้าและไฟหลากสีสันระยิบระยับของโรมแบบทั้งเมือง เพียงแค่ออกมายืนนอกระเบียงห้อง

เจ้าของเรือนผมดำขลับยาวสลวยกำลังยืนรับลมเย็นอยู่บนนั้น ดวงตาสีน้ำตาลจดจ้องกุหลาบขาวดอกโตในกระถางใบเล็กที่กำลังจะเหี่ยวแห้งและร่วงโรยในไม่ช้า ซึ่งวางอยู่มุมหนึ่งของระเบียงห้องถัดกัน ดูเหมือนเจ้าของห้องข้างๆ จะไม่ได้ใส่ใจกับมันสักเท่าไหร่นัก

“เมย์...” เสียงเรียกดังมาจากในห้อง ผ่านริมฝีปากอิ่มสวยของหญิงสาวที่กำลังทาลิปสติกสีโทนนู๊ดหน้ากระจกในห้องนอน “ฉันต้องการความคิดเห็นจากเธอนะ”

“จ้ะไอริส” เมริสาตะโกนตอบ ละสายตาจากกุหลาบเหี่ยว กลับเข้าด้านใน ตามคำร้องขอของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาว แต่ไม่ได้เกี่ยวพันกันในทางสายเลือดแม้แต่หยดเดียว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แปลกแปร่งสำหรับคนนอกที่ไม่รู้ที่มาที่ไป “ถ้าเธออยากได้คำวิจารณ์จากแม่ครัวล่ะก็ ฉันจัดให้ได้”

เมริสาเป็นสาวไทยแท้ที่ถือกำเนิดในชนบทเล็กๆ ของเมืองฟลอเรนซ์ มารดาชาวไทยของเธอเสียชีวิตในวันให้กำเนิดเธอ หนูน้อยจึงต้องย้ายตามยุทธนาเชฟชาวไทยผู้เป็นบิดามาอยู่ที่บ้านมหาเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งคลั่งไคล้อาหารไทยเป็นพิเศษ

เธอจึงเติบโตในคฤหาสน์หลังนั้นกระทั่งอายุสิบสอง บิดาจึงลาออกมาเปิดร้านอาหารไทยในย่านดาวน์ทาวน์ โดยใช้ชื่อลูกสาวคนเดียวของเขามาตั้งชื่อร้าน...ร้านเมริสา

บิดาของเธอทำร้านอาหารได้ครบปีแล้ว ตอนที่อัญชลีหอบลูกสาวซึ่งมีอายุอ่อนกว่าเธอแค่ปีเดียวมาสมัครงานที่ร้านในตำแหน่งผู้ช่วยเชฟ เด็กสาวคนนั้นเป็นลูกครึ่งไทยอิตาลีที่มีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณละเอียดลออหมดจดทุกรูขุมขน ดวงตาสีน้ำตาล จมูกโด่ง ริมฝีปากบางสวยได้รูป

ไอริสถูกออกแบบมาอย่างวิจิตร บรรจง ราวกับประติมากรรม ในขณะที่เมริสา เป็นเด็กสาวผิวสีน้ำผึ้ง ตัวสูง หุ่นล่ำเหมือนนักกีฬา ผมหยิกสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสวยซึ่งไม่ต่างจากไอริสสักเท่าไหร่ คงเป็นเพราะภูมิอากาศแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่ตกแต่งความเป็นไทยของเธอจนดูไม่ต่างจากสาวอิตาลี

แต่นั่นมันเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก เดี๋ยวนี้เหรอ เมริสาในวัยยี่สิบห้าเหมือนกลายร่างได้ สวยสะพรั่ง สดใส ไร้มารยา แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสวยของเธอแทบไม่ต่างกับลิฟ ไทเลอร์ หรือนาตาลี พอร์ตแมนเลยสักนิด

“โอ้โฮ...นั่นเพชรจริงๆ หรือ” เมริสาตื่นตะลึงกับสร้อยเพชรบนลำคอระหงของหญิงสาว ผู้ซึ่งงดงามและล้ำค่าไม่เคยเปลี่ยน ดวงตาที่เปล่งประกายวามวาวของเจ้าหล่อนแข่งกับจี้เพชรสีนิลเม็ดใหญ่ที่ประเมินค่าไม่ได้ “สวยจังไอริส”

“คู่ควรกับฉันที่สุด” เจ้าหล่อนไม่เคยคิดว่าตัวเองด้อยค่ากว่าผู้หญิงคนไหนในโลกใบนี้ โดยเฉพาะพี่สาวร่วมครอบครัวที่ไม่มีวันเทียบเธอได้ เมริสายังเป็นแค่พี่สาวจอมอึดที่หาเสน่ห์ไม่เจอ ผู้หญิงที่ใช้แต่ของถูกและแต่งหน้าได้ห่วยแตกเสมอ “จริงไหมเมย์”

เมริสาพนักหน้า ก่อนจะเบิกตาโตเมื่อคิดบางอย่างออก “แล้วร็อกเก็ตที่เธอสวมอยู่ล่ะ”

“ฉันทิ้งไปแล้ว”

“ห๊า...ทิ้งไปแล้ว ฉันฟังผิดไปแน่ๆ ล็อกเก็ตนั่นสำคัญแค่ไหน เธอลืมไปแล้วหรือ ว่าพ่อของเธอเป็นคนให้ไว้” ไอริสทำหน้าขยะแขยง สร้อยเงินไร้ราคากับล็อกเก็ตรูปหัวใจเก่ากึกต่างจากสร้อยที่เธอสวมอยู่ราวฟ้ากับเหว ของแบบนั้นมีไว้ก็ลดคุณค่าตัวเอง “ฉันว่า ถึงมันจะดูไร้ราคา แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันมีมนต์ขลัง มันซ่อนเรื่องราวเอาไว้ ถึงเธอไม่ใส่ เธอก็ควรจะเก็บเอาไว้อย่างดี อย่างน้อยก็เป็นที่ระลึกจากพ่อของเธอ”

“ไร้สาระ ตั้งแต่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย แล้วทำไมฉันจะต้องไปสนใจเศษเหล็กที่เขาทิ้งไว้ให้ด้วย”

“อย่าพูดอย่างนี้ให้แม่อัญได้ยินเชียวนะ ท่านจะเสียใจเอา”

“ฉันไม่สนหรอกว่าแม่จะคิดยังไง” เธอยักไหล่ขณะพูด “ฉันทนกับสภาพการเป็นลูกสาวของแม่ครัวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อาชีพของแม่และฐานะของแม่ ทำให้คุณค่าของฉันลดลง”

ยิ่งพูด ไอริสก็ยิ่งเลวและแย่ เมริสารู้ดีว่าเจ้าหล่อนเก็บกดมานานแล้ว และเพิ่งจะมาระเบิดเมื่อสี่ปีที่แล้วนี่เอง เพราะอัญชลีเลี้ยงดูบุตรสาวอย่างดี ประคบประหงมสุดฤทธิ์ ชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม แถมยังไม่ค่อยยอมให้ไปไหน เรียกว่าอยู่ในกรอบตลอดเวลาก็ว่าได้

พอเรียนระดับมหาวิทยาลัย ไอริสที่เคยอยู่ในโอวาทก็ได้โอกาสวาดลวดลายกลายเป็นสาวสังคม เข้าชมรมปาร์ตี้ทุกค่ำคืน สนุกกับชีวิตแบบไม่เกรงใจแม่ เสน่ห์แพรวพราวยั่วยวนผู้ชายมากหน้าหลายตาให้แวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบ

แต่ไอริสไม่ค่อยชอบขนมจีบของผู้ชายพวกนั้นหรอก เธอชอบที่จะเป็นฝ่ายเลือกมากกว่า...และคนที่เธอเลือกก็คือ ชายหนุ่มที่หล่อเหลาและเรียนเก่งอันดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป