บทที่ 3 เธอจะเลิกกับเขาเหรอ?
“เธอจำได้ใช่ไหมเมย์ ว่าฉันเป็นลูกสาวของมหาเศรษฐีที่เมืองไทยที่บินมาเรียนที่โรม”
“จ้ะ ฉันไม่ลืมหรอก เพราะฉันได้รู้จักการโกหกครั้งแรกก็ตอนที่ต้องพยักหน้ากับเพื่อนๆ ทั้งคณะเพราะเรื่องนี้” เธอถูกบังคับให้เออออกับชีวประวัติที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ของไอริส เจ้าหล่อนไม่เคยพอใจอาชีพในครัวของมารดา ซึ่งเป็นแค่ลูกจ้างของร้านอาหารเมริสา ทั้งที่เคยเป็นเจ้าของมาตั้งหลายปี
เพราะหลังจากที่บิดาของเธอแต่งงานใหม่กับอัญชลี เขาก็เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด การรักษาที่แพงลิ่ว ทำให้ก่อหนี้มากมาย จนร้านตกไปเป็นของคนอื่น หรือเจ้าของร้านคนปัจจุบันนั่นเอง แต่ที่อัญชลีไม่ยอมไปไหน เพราะเธอหวังในใจว่าสักวันจะไถร้านคืนจากดวงมณีได้
“เธอไม่คิดจะกลับไปเยี่ยมแม่ที่ร้านบ้างเหรอ จากที่นี่ไปที่ร้าน ก็ไม่ได้ไกลมาก”
“ไม่...ฉันยุ่ง เธออย่าวุ่นวายเรื่องส่วนตัวของฉันได้ไหมเมย์ ตอนนี้ชีวิตฉันกำลังจะรุ่ง ฉันอาจจะได้เป็นนางแบบให้ห้องเสื้อเรเชลด้วย สาวก้นครัวอย่างเธอคงไม่รู้จักหรอก”
“อืม....แล้วเมื่อไหร่จะแต่งงาน” ในเมื่อเจ้าหล่อนย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวรแล้ว หลังจากไปๆ มาๆ อยู่เกือบปี เธอก็ควรจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มที่ลงทุนซื้อที่พักแพงๆ แบบนี้สำหรับเป็นเรือนหอสิ “ร็อกกี้ขอเธอแต่งงานหรือยัง”
“แน่นอนอยู่แล้ว” น้ำเสียงของเจ้าหล่อนผยองกว่าครั้งไหนๆ ขณะจ้องมองตัวเองในกระจกบานใหญ่ ที่ส่องเห็นตนเองในชุดราตรีสีดำเจิดจรัสตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่ฉันจะตกลงรึเปล่า นั่นอีกเรื่อง”
“อ้าว! ทำไมล่ะ เธอรอวันนี้มาตั้งนานแล้วนี่”
“ฉันอยากแต่งงานก็จริง ฉันรักเขามากก็จริง แต่ฉันเคยบอกรึเปล่าว่าต้องเป็นเขาเท่านั้น”
เมริสาถึงกับมึน “แต่เธอกับเขา...”
“อย่าไร้เดียงสานักเลยพี่สาว เธอแก่กว่าฉันตั้งปีเชียวนะ” แล้วเจ้าหล่อนก็หัวเราะร่วน หน้าระรื่น “ถึงฉันกับเขาจะมีอะไรกันแล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะผูกมัด ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปรับผิดชอบ มันไม่ใช่สัญญา เธอควรจะมีแฟนสักคนและหัดเรียนรู้ไว้บ้างนะ ไม่ใช่เอาแต่ทำอาหารไปวันๆ”
“ความรักมันยังไม่พอสำหรับร่วมชีวิตกันเหรอ?”
“พอรึเปล่า เธอดูอย่างแม่ฉันสิ มีผัวคนแรก ผัวก็หาย พอมาแต่งกับลุงยุทธ ไม่นานผัวก็ตาย แถมทิ้งหนี้ไว้ให้เพียบ”
ไอริสไม่ได้เป็นคนพูดตรงหรอก แต่พูดไม่เกรงใจใคร ไม่รู้จักกาลเทศะ เธอคงลืมไปแล้วว่าลูกสาวของยุทธนานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ผู้หญิงแบบนี้ใช่ไหมที่ผู้ชายคลั่งไคล้ อยากได้ไปครอบครองกันทั้งเมือง
“แล้วเธอจะแต่งกับใคร”
“ยังหรอกน่า มันแค่เริ่มต้น แต่ฉันเชื่อว่ามันจะไปได้ดี”
กับใคร?
“ดูเธอมีความสุขจัง”
ความสุขที่ทะลักล้นออกมาจากแววตาที่เปล่งประกายคู่นั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกำลังหลงใหลได้ปลื้มผู้ชายคนใหม่ที่เธอเลือกไปดินเนอร์กับเขาในค่ำคืนแสนหวานนี้ หรือเพราะเพชรบนคอกันแน่
“แน่ล่ะ เพราะฉันกำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นซินเดอเรล่าที่น่าอิจฉาที่สุด”
“เธอจะเลิกกับเขาจริงเหรอ”
“ไม่” เจ้าหล่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ “ถึงฉันจะแต่งงานกับคนอื่น แต่ฉันไม่เลิกกับร็อกกี้แน่นอน เพราะหัวใจฉันเป็นของเขา แม้ร่างกายจะไปเป็นของคนอื่นสักพัก”
“ของคนอื่นสักพัก หมายความว่าไง” เธองงจริงๆ ไอริสกำลังคิดจะทำอะไร
“เฝ้าดูชีวิตฉันต่อไปสิเมย์ คำตอบมันจะมาในอีกไม่ช้านี้แหละ ขออย่างเดียว ก่อนทุกอย่างจะเปิดเผย ห้ามพูดเรื่องนี้ให้แม่ฟังเด็ดขาด เข้าใจไหม”
“ฉันรู้หรอกน่า...แต่ฉันชักจะเป็นห่วงเธอเสียแล้ว เธอกำลังทำเรื่องเสี่ยงอยู่รึเปล่า”
ไอริสหัวเราะขบขัน “ไม่เสี่ยงหรอก ถ้าเธอปิดปากให้สนิท และตอบว่าไม่รู้ไม่เห็นเวลาที่แฟนฉันถาม”
“เขาคงไม่คิดจะถามอะไรฉันหรอก เธอก็น่าจะรู้”
ผู้ชายคนนั้น...หนุ่มเจ้าเสน่ห์แสนเพอร์เฟคที่สาวๆ ทั้งเมืองพากันคลั่งไคล้หลงใหล เขาเป็นคนสุภาพอ่อนโยน และแสนดีกับคนไปทั่ว แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาหยาบคายและเกลียด...ก็เธอไง!! โดยไม่ทราบสาเหตุเลยสักนิด
“ไม่รู้ว่าเขารู้รึเปล่าว่ามีฉันอยู่บนโลกใบนี้”
ไอริสทำหน้าขัน แล้วขมวดคิ้วนิดๆ “พูดเหมือนน้อยใจ ไม่เอาน่า เธอเป็นคู่ซี้ฉันนะ เขาจะมองไม่เห็นได้ยังไง”
“คู่ซี้เหรอ???” เมริสาย้ำคำนั้นอย่างไม่เห็นด้วย เพราะเธอแน่ใจว่าไอริสตัวร้ายบอกกับใครๆ ไปทั่วว่าเธอเป็นสาวใช้ประจำตัวเจ้าหล่อนมาตลอด “น่าปลื้มใจจัง ว่าแต่ ไปดินเนอร์แค่นี้ ทำไมจัดกระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วย”
“เธอต้องถามฉันว่าจะไปดินเน่อร์ที่ประเทศไหนต่างหาก”
“ห๊า!!! เธอจะไปต่างประเทศเหรอ ไปกี่วัน”
“ยังไม่รู้...แผนยังไม่นิ่ง ไม่แน่ว่าจะบินไปพักผ่อนต่อที่เกาะใดเกาะหนึ่งในเมดิเตอร์เรเนียนก็ได้ อย่างคาปรีหรือซานโตรินี เธอก็รู้ว่าฉันอยากไปเที่ยวไปช็อปที่คาปรีมาตั้งนานแล้ว แต่แฟนฉันขี้เหนียวม๊าก มาก!” เจ้าหล่อนพูดพลางทำหน้างอนๆ กลายเป็นความผิดของคนรักเธอเสียนี่
เธอได้ยินมาว่าหมอนั่นบ้างานมาก เขาทำงานแบบถวายหัว ทุ่มสุดตัวราวกับเป็นเจ้าของบริษัท แม้ตอนนี้เขาจะทำงานในตำแหน่งเล็กๆ แต่ด้วยความสามารถ เชื่อว่าสักวันเขาจะก้าวสู่ตำแหน่งใหญ่โตได้ไม่ยาก แต่มันอาจจะช้าไปสำหรับหญิงสาวที่ทะเยอทะยานอย่างไอริส
“เป็นลูกจ้างเขาก็อย่างนี้แหละ สู้เป็นเจ้าของบริษัทเองไม่ได้”
“แต่บริษัทที่เขาทำงานอยู่ก็ใหญ่โตไม่ใช่เล่นเลยนะ”
หากเอ่ยถึง...อาร์แอนด์ดี คงไม่มีใครในอิตาลีไม่รู้จักหรือแม้แต่ชาวยุโรปทั่วๆ ไปที่นิยมอาหารแปรรูปในซุปเปอร์มาเก็ตและห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เล็กยันใหญ่ยักษ์
