บทที่ 4 ตอนที่ 4 ผู้หญิงมีผัว
ตอนที่ 4 ผู้หญิงมีผัว
“ขอบคุณมากนะคลื่น ถ้าไม่ได้คลื่น วันนี้ขวัญชวดขายงานวันนี้แน่ ๆ” เจ้าของห้องเอ่ยกับผู้มาใหม่ท่าทางเร่งรีบ เธอลืมไปสนิทว่าโต้คลื่นมาถึงวันนี้ ทว่าของขวัญไม่มีเวลาให้คิดมากนัก หากช้ากว่านี้ เกรงว่าอีกฝ่ายจะรอเก้อ
นอกจากวันนี้จะลืมนัดโต้คลื่นแล้ว เธอยังนอนเพลินลืมเวลา ลืมเตรียมเอกสารสัญญาที่คุยกับคุณไคเลอร์ไว้อีกต่างหาก
แย่มาก แย่มาก ๆ ของขวัญเอ๊ย
“แล้ว..”
“ไว้ขวัญทำงานเสร็จจะรีบพาไปเลี้ยงข้าวไถ่โทษนะ วันนี้ขอโทษจริง ๆ ตอนนี้ก็สายแล้วด้วย” ของขวัญสบตาโต้คลื่นสลับกับดูนาฬิกาบนผนังห้อง
“แล้วผู้ชายคนนั้น..” ถามไม่ทันจบประโยค ของขวัญเบรกกลางทางเสียก่อน
“สำคัญมากโทร ถ้ารอได้ ส่งข้อความไว้ ขวัญไปทำงานก่อน ไม่ทันแล้ว” เมื่อพูดจบ ร่างเล็กหอบหิ้วไอแพด และกระเป๋าสะพายข้างออกจากห้องไปทันที โดยทิ้งให้คนในห้องมองตามหลังตาละห้อยอยู่อย่างนั้น
แหงแหละ เธอผิดนัด คลื่นต้องหงอยเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ไว้เธอปิดการขายงานนี้ได้เมื่อไหร่ เดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวเขาให้พุงกางไปเลย
15.30 นาฬิกา
Khwankhwan : ฉันกำลังเข้าไปนะคะ
ไคเลอร์เปิดอ่านข้อความของอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ และเมื่อเขาตอบกลับไป ข้อความก็ถูกเปิดอ่านทันที
Kailer : ครับ
เขาคิดว่าวันนี้เธอจะไม่ติดต่อมาซะแล้ว ผิดคาดไปมาก แต่ไหน ๆ เธอก็ติดต่อมาแล้ว เขาคงต้องเล่นด้วยกับเธอสักหน่อย
ไคเลอร์รอสายอยู่นาน กว่าอีกฝ่ายจะรับสาย
(อืม)
“นอน?”
(เช็คสต๊อก)
“มาหากูหน่อย”
(มีอะไร)
“มารับหน้าแทนกูที”
(ไปสร้างเรื่องอะไรมาอีก) ซูมถามไคเลอร์น้ำเสียงเอือมระอา ไม่ว่าจะกี่เรื่องกี่ราวเขาก็ไม่เคยชินกับมันสักที
“พวกนายหน้าประกันเริ่มเร่มาหากูอีกละ ขี้เกียจคุย”
(ก็ปฏิเสธไป)
“กูให้มึงมาก็มาดิ มาทำหน้าที่ของตัวเองบ้างเถอะ”
“ร้อยวันที่มึงไม่มากูไม่ว่า แต่วันนี้มึงต้องมา”
“มาแล้วอย่าเสือกเซ็นอะไรที่กูไม่รู้ไม่เห็น”
“กูให้มึงมาปฏิเสธอย่างเดียว หวังว่าจะเข้าใจ”
“แค่นี้แหละ เปลืองน้ำลาย”
(เด็กเหี้ย)
สิ้นเสียงผู้เป็นพี่ ไคเลอร์ตัดสายทิ้งทันที คำนี้เขาได้ยินจนเบื่อแล้ว ไม่สะเทือนผิวหนังสักนิด
ครืด!
Zoom : เช็คสต๊อกเสร็จหกโมง กว่าจะถึงนับไปอีกครึ่งชั่วโมง
Kailer : เรื่องของมึง
Zoom : ติดสาว?
Kailer : มีก็ดี
Zoom : รำคาญหรือตั้งใจหลบหน้า
Kailer : ปัญญาอ่อน
Zoom : ลืมหรือเปล่าว่ากูเป็นพี่?
Kailer : แค่เกิดก่อนไม่กี่ปีอะนะ
Zoom : อย่าเยอะ
Kailer : แน่จริงก็มาดิ กลัวตายห่า
ไคเลอร์ตอบกลับข้อความลูกพี่ลูกน้องติดกวน
ไอ้ซูมเป็นลูกของลุงภูมิกับป้าเซย์ ลุงภูมิเป็นพี่ชายของแม่เขา มันเลยมีศักดิ์เป็นลูกพี่ ส่วนเขาเป็นลูกน้อง แต่หาเคารพมันไม่ มีดีแค่เกิดก่อนกับเป็นลูกชายของพี่ชายแม่ อย่าคิดว่าจะกลัว กูไม่กลัวเว้ย!
ของขวัญมาถึงท่าเทียบเรือ Kai ภายในระยะเวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีหลังจากได้รับข้อความตอบกลับของคุณไคเลอร์
ทั้งที่เธอมาถึงเร็วขนาดนี้ แทนที่จะได้คุยเลย แต่เขากลับติดประชุม
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณไคเลอร์ประชุมเสร็จกี่โมงเหรอคะ” ร่างเล็กเดินออกจากห้องรับรองไปถามลูกน้องของคุณไคเลอร์คนที่เชิญเธอเข้ามานั่งรอในห้องรับรอง
“อีกประมาณครึ่งชั่วโมงครับ”
“อีกครึ่งชั่วโมงอีกเหรอคะ?” ถามสามรอบ ได้คำตอบเหมือนเดิมทุกรอบ เธอนั่งรอเขาประชุมเกือบสองชั่วโมงเต็ม ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาติดประชุมด่วนอยู่จริง ๆ หรือตั้งใจแกล้งให้เธอมารอเก้อกันแน่
Khwankhwan : ประชุมเสร็จกี่โมงเหรอคะ
Khwankhwan : ช่วยรักษาคำพูดด้วยค่ะ
ส่งข้อความไป ไม่อ่าน ไม่ตอบ เขาคงจะยุ่งอยู่จริง ๆ
ขณะรอ ท้องเธอร้องเป็นระยะ ของว่างที่กินเข้าไป ไม่อยู่ท้องสักนิด
แก๊ก!
“มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าครับ ลูกน้องผมบอกว่าคุณนั่งรอเกือบสามชั่วโมงแล้ว” ซูมถามเป็นภาษาจีน พลางสาวเท้าเข้าไปนั่งโซฟาตรงข้ามหญิงสาวร่างเล็กในห้องรับรอง ในใจอดคิดไม่ได้ว่าเธอคนนี้น่ะเหรอที่ไอ้น้องเวรขี้เกียจคุย
ขี้เกียจคุยหรือแพ้ความสวย แพ้ลูกตื๊อกันแน่
“ค่ะ ฉันมารอพบคุณไคเลอร์”
“นัดไว้หรือเปล่าครับ”
“นัดไว้ค่ะ” ของขวัญตอบกลับเป็นภาษาจีนเช่นกัน ทว่าไม่รู้ทำไม เธอถึงประหม่าผู้ชายตรงหน้าตอนนี้มาก หรือเพราะเขากำลังใช้สายตาที่เธออ่านไม่ออก สำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เป็นคนที่ไหนเหรอครับ สำเนียงไม่คุ้น”
“ฉันเป็นคนไทยค่ะ เพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ไม่กี่ปี”
“ผมก็คนไทยเหมือนกัน” คราวนี้หุ้นส่วนท่าเทียบเรือ Kai พูดเป็นภาษาไทย ทำให้หญิงสาวตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งใจ
เขาทำให้เธออึดอัดใจว่างั้นเถอะ?
“ค่อยยังชั่ว” ร่างเล็กพูดอย่างโล่งใจ เพียงแค่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นคนไทยเหมือนกัน ความกลัวที่มีลดหายไปเกินกว่าครึ่ง
“ครับ?”
“ฉันทำตัวไม่ค่อยถูกน่ะค่ะ” เธอตอบติดประหม่าอีกครั้ง ไม่รู้ว่าควรพูดออกไปหรือเปล่า กระทั่งคนตรงหน้าถาม..
“ยังไม่ชินเหรอครับ” อาจเพราะคนที่นี่พูดเสียงดัง ใส่สีหน้า แม้จะเป็นเพียงบทสนทนาธรรมดา ๆ ก็ตาม
“ถ้าหมายถึงเสียงดัง เริ่มชินแล้วค่ะ แต่ถ้าหมายถึงการแตะเนื้อต้องตัว ฉันไม่ค่อยชินค่ะ”
“คุณก็อย่าบอกพวกเขาสิครับว่าเป็นคนไทย” ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องขายบริการอยู่แล้ว พวกหมกมุ่นย่อมรู้อยู่แก่ใจ เห็นคนไทยหน่อยไม่ได้ คงคิดว่าขายทั่วบ้านทั่วเมือง
“คุณรู้?”
“สำเนียงไม่เป๊ะ ไม่เป็นไร แค่ยืนกรานว่าเป็นคนจีนแล้วค่อย ๆ ชวนเปลี่ยนเรื่องคุย เดี๋ยวก็ปิดการขายได้ คนจีนเขาเชื่อคนจีนด้วยกันมากกว่า จากประสบการณ์ตรงนะครับ” ซูมแนะนำเท่าที่พอจะแนะนำได้ ยิ่งช่วงนี้ข่าวเสีย ๆ หาย ๆ มีให้เห็นเยอะ คงไม่แปลกหากคนที่นี่จะรู้สึกระแวง
เขาเข้าใจทั้งสองฝ่าย เข้าใจคนตรงหน้าตอนนี้ด้วย
คุยไปคุยมา คุยถูกคอจนคุณซูมอาสาเซ็นสัญญาแทน แถมเขายังอาสาจะพาเธอไปหาคุณไคเลอร์อีกต่างหาก บุญหล่นทับอีขวัญแท้ ๆ
“ยังไงเอกสารนี้ก็ต้องให้ไคเลอร์เซ็นอนุมัติอีกที ก่อนจะไปให้ไคเลอร์เซ็น ผมขอถามอะไรคุณอย่างหนึ่งได้ไหม?”
เธอเชื่อแล้ว คนไทยรู้ทุกเรื่อง ดูออกทุกอย่าง และความลับก็ไม่มีในโลก
คุณซูมเดินนำหน้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวที่มีป้ายติดอยู่ใหญ่โต ‘พื้นที่ส่วนบุคคล ห้ามเข้า ก่อนได้รับอนุญาต’ เดินตามไปอีกไม่กี่เมตร เริ่มเห็นคล้ายบ้านน็อคดาวน์ที่ไทย ตั้งเรียงรายหลายหลัง โดยมีระยะห่างพอสมควร
“ถ้าไม่อยู่ที่นี่ก็คงคอนโด แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ครับ”
“ทำเลห้องประชุมดีมากเลยค่ะ”
“คุณขวัญหมายถึงนอนประชุม?” ซูมถามเพราะไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่าย บ้านตั้งเรียงรายขนาดนี้ เธอยังคิดว่าไอ้ไคเลอร์ประชุมอยู่อีกเหรอ ห้องประชุมอะไรเล็กขนาดนี้ “ที่เห็นตรงหน้าคือบ้านพักชั่วคราว บ้านสำเร็จ สำหรับไว้อยู่ชั่วคราว”
“ชั่วคราวที่คุณซูมว่าใหญ่กว่าห้องฉันอีกค่ะ”
คำตอบของเธอทำให้คนอายุมากกว่าหลายปีอย่างเขาถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอ ด้วยที่คิดดีไม่ได้ ‘ไอ้เด็กเหี้ยมันแอบเลี้ยงเด็กแน่ ๆ! ไม่ก็ไปหลอกฟันแล้วให้ความหวังเรื่องงาน ไอ้เวร!’
“รอแป๊บนะครับ เดี๋ยวเรียกออกมา”
“ค่ะ” ร่างเล็กตอบรับพลางกวาดสายตามองไปรอบตัวที่มีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ตลอดทางเดิน พลันอดคิดไม่ได้ว่านี่แหละนะ วาสนาลูกคนรวย
รวยไม่พอ ชีวิตสงบอีกต่างหาก น่าอิจฉาจัง
ปึง ปึง ปึง ปึง!
เสียงกระแทกประตูดังรัวจนคนยืนเว้นระยะห่างจากประตูอย่างเธอสะดุ้ง แล้วคนด้านในจะเหลืออะไร
“เปิด!” คนเคาะประตูกระแทกเสียงพูดกับเจ้าของห้อง
“สำคัญส่งเมล เดี๋ยวไปตอบ”
“เปิดประตู”
“มีอะไร กูยุ่งอยู่” คนยุ่งเดินถือโทรศัพท์มายืนพิงข้างประตู นิ้วมือสัมผัสหน้าจอเป็นพัลวัน บอกว่ายุ่ง ๆ ไม่เชื่อกันบ้าง
“เปิดประตู!”
“กูยุ่งอยู่!”
“มึงยุ่งอะไร”
“ปลูกผักอยู่ กำลังเอาขึ้นรถไฟ เดี๋ยวไม่ทัน”
“ไอ้เด็กเหี้ย!” ซูมเค้นเสียงลอดไรฟันด่าไคเลอร์ที่คงยืนอยู่หลังประตู เพราะเสียงที่มันตอบกลับมาใกล้มาก
“มึงมีไร กูไม่ว่างทะเลาะ ดูแลสวนอยู่”
“วางเกมก่อน แล้วเปิดประตู” ซูมนวดคลึงขมับ พยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้น้องเปิดประตู ตอนนี้เขาทั้งอายทั้งขายหน้า ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยิ่งหันไปเห็นเด็กมันยืนเหวอ อืม เขาก็เหวอเหมือนกัน
มันยุ่งเพราะเล่นเกมปลูกผักอยู่ กูจะบ้าตาย
แก๊ก!
“มีไร กูปลูกข้าวอยู่” ไคเลอร์เปิดประตูออกมายืนเล่นเกมไม่สนใจคนเรียก กระทั่งไอ้ซูมกระซิบ เขาถึงได้ปรายตามอง “ใครวะ?” เขาถามเหมือนไม่รู้จักเธอ
“กูรู้นะ” คนเป็นพี่ย้ำ
“รู้ไร มึงจะซื้อประกันชีวิตเหรอ เอาดิ” ซื้อเลย ซื้อกับของขวัญเลย
“ลูกผู้ชายพูดคำไหนต้องคำนั้นไคเลอร์”
“ใครลูกผู้ชาย กูโสด ไม่มีเมีย จะมีลูกผู้ชายได้ไง”
“อย่าเล่นลิ้น มึงเอาน้องแล้วไคเลอร์!”
“ใครบอก” ไคเลอร์ถามซูม แล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง จากนั้นชะโงกหน้าไปถามของขวัญด้วยอีกคน “เธอเหรอ?” กูอยากรู้ใครพูด
“ไคเลอร์ กูอายนะที่มีน้องแบบมึง”
“ใครน้องมึง กูลูกคนเดียว”
“ได้! มึงจะเอาแบบนี้ใช่ไหม” มันเล่นเถียงคำไม่ตกฟาก ไม่ยอมรับห่าอะไร คนอย่างมึงต้องเจอกูไคเลอร์
“?”
“กูเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ห้าปี อ่านรายละเอียดแล้วด้วย ฝากมึงเซ็นอนุมัติอีกทีแล้วกัน” ทันทีที่คนอายุมากกว่าพูดจบ หน้ารุ่นน้องถอดสีทันที สีหน้าไคเลอร์ซีดเหมือนหนังตีนเป๊ะ
“ไอ้ซูม!” ไอ้เชี้ย พ่อมึงดิ หลายบาทนะโว้ย
“จะแวะมาบอกแค่นี้แหละ” บอกแค่นี้มันก็เหวอแดกแล้ว ไอ้เด็กเมื่อวานซืน “อ้อ กูว่าจะพาคุณขวัญไปเลี้ยงข้าวขอบคุณด้วย มึงไปไหม?”
“!!!” ไคเลอร์สบตาพี่ชายพลางกัดฟันกรอด ด้วยที่อยากให้มันรู้ ตอนนี้กูอยากต่อยหน้ามึง!
“แต่อย่าไปเลย ไปก็เป็น กขค เปล่า ๆ”
“ไปดิ กูฟ้องแน่!”
“?” ไคเลอร์มันจะฟ้องใคร
“กูว่ามึงรู้นะ กูพูดถึงใคร” เขาไม่ได้หมายถึงพ่อแม่ ลุงป้า น้าอา หรือไอ้สองคน แต่เขาหมายถึง..
“มึงมันเด็กเมื่อวานซืน” ซูมต่อว่าเสียงเรียบ พยายามเก็บสีหน้าไม่ให้มีพิรุธ ไคเลอร์รู้ ไม่ต่างจากสัวรู้ อีกหน่อยโลกต้องรู้แน่ ๆ
“ยอมรับก็ได้ แต่ไม่ยอมให้ไปด้วยกันหรอก เคนะ” ไคเลอร์ยิ้มแฉ่ง ก่อนจะเบี่ยงสายตาไปมองร่างเล็กที่ยืนฟังบทสนทนาเงียบ ๆ “เธออะ มานี่ เข้าไปรอบนเตียง เอ๊ย! เข้าไปรอในห้องก่อน ฉันคุยธุระต่อแป๊บ”
“สันดาน” ขนาดด่า มันยังทำลอยหน้าลอยตาหน้าตาเฉยได้ เชื่อมันเลย
ทว่า..
ของขวัญเข้าห้องปุ๊บ มันปิดประตูปั๊บ ทั้งยังลากเขาเดินห่างจากห้องเหมือนไม่อยากให้คนในห้องได้ยิน
“มึงพามาทำไมวะ! เดี๋ยวผัวยัยนั่นก็มากระทืบกูหรอก”
“มี?”
“ไม่แน่ใจ”
“กลัวอะไร ทีตอนซอยเมียเขาไม่เห็นมึงกลัว”
“ก็กูไม่รู้!”
“แล้วตอนนี้?” ยังกลัวอยู่ไหม ยังกล้าเอาอยู่หรือเปล่า
“ขอส่งท้ายก่อนส่งคืนผัว โอเคนะ ขับรถดี ๆ บาย” ไคเลอร์พูดทิ้งท้าย วิ่งแจ้นเข้าห้อง ล็อกประตู ก่อนจะโดนไอ้คนด้านนอกด่าซ้ำอีกรอบ
รู้ว่าเสี่ยง แต่อยากลอง หวังว่าจะเข้าใจ
