บทที่ 7 ตอนที่ 7 แม่ผัวขอร้อง

ตอนที่ 7 แม่ผัวขอร้อง

ผ่านมาเกือบเดือนแล้วกับชีวิตที่ผ่านความตาย ญาณินใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับข้าวหอม วันนี้ก็เช่นกัน เขาตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าว หลังจากไปลงคอร์สเรียนทำอาหารทั้งคาวและหวานเมื่อหลายวันก่อน ญาณินเลยพอทำเป็นขึ้นมาบ้าง

จากที่คิดว่ายาก แต่พอลงมือทำจริง ๆ มันก็ไม่เกินความสามารถของเขาไปได้

“คุณณินจะไล่ป้าออกอีกคนเหรอคะ” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาถามเจ้านาย ขณะอีกฝ่ายกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำอาหาร

คนที่กำลังตอกไข่ใส่กระทะชะงัก ใบหน้าสวยขมวดคิ้วมุ่นหันมามองหญิงแก่คราวแม่อย่างไม่เข้าใจ

“ป้าเพ็ญไปเอามาจากไหนเหรอครับ ณินยังไม่ได้พูดสักคำเลยว่าจะไล่ป้าออก” ถึงป้าเพ็ญจะไม่ชอบขี้หน้าเขา แต่ญาณินเองก็ยังให้เกียรติป้าเพ็ญ ถึงแกจะเป็นคนใช้ แต่ก็เป็นคนที่เลี้ยงดูฐากูรมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังเป็นคนที่ข้าวหอมรักเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง จะให้เขาทำร้ายจิตใจลูกสาวได้อย่างไรกัน

บ้าหรือเปล่าเนี่ย!

“ก็เดี๋ยวนี้คุณณินไม่ใช้ป้าเหมือนเมื่อก่อน ทำเองหมดทุกอย่างเลย” ปกติจะเดินเข้ามาชี้นิ้วสั่งให้ได้ดั่งใจ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนจะไม่ให้แกคิดแบบนั้นได้อย่างไร

“ณินแค่อยากทำเองไงครับ ไม่อยากใช้คนอื่นเหมือนเมื่อก่อน” เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น พร้อมกับค่อย ๆ ใช้ตะหลิวผัดไข่ในกระทะอย่างพิถีพิถัน

“แต่น้องข้าวหอมคุณณินก็ไม่ให้ป้าดูแลนะคะ”

“แต่ป้าเพ็ญก็เล่นกับข้าวหอมได้นะครับ ณินไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” คนแก่นี่เอาใจยากแบบนี้ทุกคนเลยหรือเปล่านะ ญาณินไม่เข้าใจเลยจริง ๆ

“กับข้าวนี่ด้วย คุณณินก็ไม่ให้ป้าทำ ทั้งที่เมื่อก่อนป้าเป็นคนทำทุกอย่าง แล้วคุณณินจะให้ป้าคิดยังไงล่ะคะ” ถึงแม้ที่บ้านจะมีคนงานหลายคน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในความดูแลของป้าเพ็ญ โดยที่ไม่ต้องถึงมือญาณินเลย

เพราะเจ้านายตัวเล็กเอาเวลาส่วนใหญ่ไปดูแลสามี แต่ตอนนี้กลับไม่ให้แกทำอะไรสักอย่าง ไม่เท่ากับว่าบีบให้เธอออกทางอ้อมเหรอ

แล้วคนแก่ ๆ อย่างเธอจะมีประโยชน์อะไรอีก ก็ได้แต่นั่งตัดพ้อน้อยใจคิดไปเอง

เจ้าของเส้นผมสีทองกลัดกลุ้ม เริ่มทำตัวไม่ถูกกับหญิงแก่วัยทอง เขาวางตะหลิวไว้ในกระทะเมื่ออาหารเสร็จพอดี แล้วเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าป้าเพ็ญ จับมือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาเอาไว้ สีหน้าป้าเพ็ญดูแปลกใจไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ชักมือกลับเมื่อรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านมา

“อย่าน้อยใจไปเลยนะครับ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่ญาณินพยายามพูดดีกับป้าเพ็ญ

“ป้าไม่ได้น้อยใจหรอกค่ะ” หญิงแก่รีบชักมือกลับกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่าง สายตามองไปทางอื่นคล้ายกลัวถูกจับได้ว่ากำลังน้อยใจอยู่จริง ๆ

ญาณินส่ายหน้าไปมา “ณินไม่เคยคิดจะไล่ป้าเพ็ญออกเลยนะครับ ที่เช้านี้ณินทำอาหารเอง ก็เพราะข้าวหอมอยากทานผัดไข่”

“จริง ๆ คุณณินใช้ป้าทำก็ได้นี่คะ เหมือนเมื่อก่อนไง”

ร่างเล็กถอนหายใจ เมื่อภาพในกาลก่อนวิ่งวนเข้ามาในหัว ไม่ว่าเขาอยากได้อะไรก็เอาแต่ชี้นิ้วสั่งจิกหัวใช้เอามาจนได้ จนเคยตัวไปแล้ว มาวันหนึ่งเปลี่ยนไป มันก็ไม่ผิดที่ป้าเพ็ญจะคิดแบบนั้น

ไอ้ณินเอ๊ย! ทำไมถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้เนี่ย

“ณินอาจจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่ณินเองก็อยากจะเป็นแม่ที่ดีให้กับลูก ที่ผ่านมาณินไม่เคยทำหน้าที่แม่ที่ดีเลยสักครั้ง ในตอนนี้คิดได้แล้วก็อยากทำทุกอย่างเพื่อลูกบ้าง หวังว่าป้าเพ็ญจะไม่เก็บไปน้อยใจอีกนะครับ” ยามพูดถึงลูกสาวตัวน้อยมักมีรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าโดยที่เขาไม่รู้ตัวเสมอ “ที่ผ่านมา ถ้าณินเผลอหงุดหงิดใส่หรือทำอะไรให้ป้าเพ็ญไม่พอใจ ณินต้องขอโทษด้วยนะครับ ณินไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็อย่าถือสาคนบ้า ๆ บอ ๆ อย่างณินเลย ณินไม่ได้หวังให้ป้าเพ็ญมารักณินหรอก แค่ไม่เกลียดกันก็พอแล้วครับ”

พูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้ป้าเพ็ญยืนอึ้งกะพริบตาปริบ ๆ อย่างตั้งตัวไม่ทัน เมื่อกี้ที่ได้ยินคำว่าขอโทษออกมาจากปากของเจ้านายขี้วีน เธอไม่ได้หูฝาดใช่ไหม หญิงแก่ได้แต่ถามตัวเองในใจ

สายตาป้าเพ็ญเหลือบมองอาหารในมือเจ้านายที่ถือออกไป ผัดไข่แสนธรรมดา มันไม่ได้ยากเกินความสามารถของใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับญาณินที่ไม่ได้เก่งเรื่องงานครัว มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

หรือว่าญาณินจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ?

ยังไม่ทันที่แกจะเดินเข้ามาเก็บกวาดของบนเคาน์เตอร์ครัว สายตาก็เหลือบไปเห็นชายเสื้อเชิ้ตสีครีมของใครบางคนโผล่ออกมาจากบานประตู ชุดนี้เมื่อเช้าแกเป็นคนจัดให้ฐากูรใส่เองกับมือ

ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่า ฐากูรน่าจะมาแอบฟังเธอกับญาณินคุยกันได้สักพักแล้ว

หากเดาไม่ผิด คนที่เธอเลี้ยงมากับมือก็คงจะสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของญาณินเช่นกัน จึงตามมาจับผิดแบบนี้

“อร่อยไหมลูก”

“อร่อยมาก ๆ เลยค่ะ คุณแม่ทำเองเหรอคะ” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่เอ่ยถามเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“ใช่ครับ แม่เป็นคนทำเองเลย”

“งั้นหนูจะกินให้หมดนี่เลยค่ะ”

“ค่อย ๆ กินนะครับ เดี๋ยวพุงจะแตกเอา”

“สบายมากค่ะ”

ญาณินส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดู เสียงหัวเราะของลูกทำให้เขามีความสุขมากจริง ๆ

ทุกอย่างเกือบจะดีอยู่แล้ว ถ้าตัวพาให้เสียบรรยากาศไม่เดินเข้ามาขัดจังหวะ สายตาเหลือบเห็นร่างสูงใหญ่เดินลงมาจากตัวบ้าน ใบหน้าหงิกงอคล้ายกับไปกินรังแตนที่ไหนมา

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ฐากูรดูหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม

“กินได้แน่เหรอ ลูกจะไม่ท้องเสียใช่ไหม” ร่างสูงใหญ่เดินมายืนข้างโต๊ะรับประทานอาหาร สองมือยุ่งอยู่กับการผูกเนคไทไม่เสร็จสักที

“เสีย... แต่เป็นปากคุณนะครับที่เสีย” ตอบเสียงแข็งพอ ๆ กับดวงตาที่ตวัดมองสามีด้วยความไม่พอใจ

“ก็แค่ถามดูเฉย ๆ เธอจะหงุดหงิดทำไม”

“ก็ช่วยพูดอะไรที่มันสร้างสรรค์หน่อยไม่ได้เหรอครับ”

ฐากูรไหวไหล่ สายตาก็มองหาจานข้าวของตัวเองที่ยังไม่มีใครนำมาวางเอาไว้ “แล้วไหนผัดไข่ของฉันล่ะ”

“ณินไม่ได้ทำเผื่อคุณ”

สีหน้าของฐากูรคล้ายผิดหวัง หรือญาณินอาจจะตาฝาดไปก็ได้

“ก็ไม่ได้อยากกิน ป้าเพ็ญครับ ขอกาแฟให้ผมแก้วหนึ่ง” ประโยคแรกเขาพูดกับภรรยาแสนชังเสียงแข็ง ส่วนประโยคถัดมาตะโกนสั่งแม่นมที่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด

“เดี๋ยว!”

“มีอะไร” ฐากูรกำลังจะนั่งเก้าอี้แต่ก็ต้องชะงักเมื่อญาณินเอ่ยขัด

ร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้ สองมือยื่นไปจับเนคไทสีแดงเลือดหมูขยับให้ ที่ทำให้ไม่ใช่พิศวาสอะไรหรอก แต่มันขัดหูขัดตาที่เห็นผู้บริหารผูกเนคไทไม่เรียบร้อยแบบนี้ไปทำงาน

เมื่อจัดเนคไทเสร็จฐากูรก็นั่งลง เป็นเวลาเดียวกับที่แม่บ้านเอากาแฟมาเสิร์ฟพอดี เขารีบยกขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้าบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันแน่

หลังเลิกเรียนญาณินไปรับข้าวหอมแล้วพามาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนห้าโมงเย็น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่ขาดสาย มือขาวจึงล้วงมันออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างสีดำ เห็นหน้าจอปรากฏชื่อ ‘ฐากูร’ ก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ไม่รับสายก็โทรมาอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญ” เขาบ่นอุบอิบพอให้ได้ยินคนเดียวอย่างเหนื่อยใจ อุตส่าห์ไม่สนใจไม่ตามเหมือนเมื่อก่อน แต่อีกฝ่ายดันมายุ่งวุ่นวายกับเขาเสียเอง

เป็นอะไรมากปะวะ ปวดประสาทจริง ๆ

ยังไม่ทันได้เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ก็มีข้อความส่งเข้ามา

ฐากูร : ทำไมไม่รับสาย จำไม่ได้หรือไงว่าวันนี้มีนัดทานข้าวที่บ้านคุณแม่

นั่นสิ เขาลืมไปเสียสนิทเลยว่าวันนี้ต้องไปทานข้าวบ้านแม่ผัว

แค่คิดว่าต้องไปนั่งสร้างภาพเป็นครอบครัวที่อบอุ่นให้คุณหญิงอรษาดูก็เหนื่อยใจจนต้องถอนหายใจอย่างปลงตก ทั้งที่ความเป็นจริงเขากับฐากูรแทบจะตีกันตายรายวัน

“วันนี้เรากลับกันก่อนนะลูก เดี๋ยวจะไปบ้านคุณย่าไม่ทัน”

“เย่ ๆ หนูอยากเจอคุณย่าพอดีเลยค่ะ” เด็กหญิงวัยห้าขวบพยักหน้างึก ๆ กระโดดจนกระโปรงสีกรมท่าบานเป็นสุ่ม เดินเกาะมือมารดาไปที่รถเพื่อกลับบ้าน

ใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึงบ้าน เขาเห็นฐากูรยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างรถยนต์คันหรู จ้องมองมาทางภรรยาแสนชังด้วยความไม่สบอารมณ์ สองเท้าเดินเข้าไปนั่งรอในรถโดยไม่พูดไม่จา

แล้วใครใช้ให้รอไม่ทราบ เขาก็ส่งข้อความกลับไปบอกแล้วแท้ ๆ ว่าให้ไปเจอกันที่บ้านคุณแม่เลย ฐากูรก็ไม่ยอมเอง

ญาณินได้แต่กลอกตาขึ้นบนอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะจูงมือลูกสาวไปที่รถ

เสียงพูดคุยของเด็กหญิงเจื้อยแจ้วพอทลายบรรยากาศอึมครึมของพ่อแม่ที่ตั้งแง่โกรธเคืองกันให้หันมาสนใจลูก ฐากูรเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่องก็จริง แต่หน้าที่พ่อไม่มีส่วนไหนที่ขาดตกบกพร่องเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฐากูรมันเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาด ก็คงต้องจบที่เลิกราแยกย้ายกันไปทางใครทางมัน หรือไม่ก็อยู่กันแบบสันติต่างคนต่างอยู่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ญาณินก็ตอบไม่ได้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

แต่ในเมื่อพรที่ลูกขอคือการให้ครอบครัวมีความสุข ญาณินก็จะทำทุกอย่างเพื่อสนองพรนั้น ไม่เว้นกระทั่งนั่งปั้นหน้ายิ้มให้ฐากูรอยู่ในตอนนี้

รถยนต์แล่นเข้ามาจอดภายในบ้านหลังใหญ่ มาบ้านคุณหญิงอรษาทั้งที อาหารบนโต๊ะย่อมมีให้เลือกทานไม่ต่ำกว่าสิบอย่าง หญิงวัยกลางคนผมสีขาวแซมยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งเมื่อเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนตักอาหารใส่จานภรรยาอย่างเอาอกเอาใจ

ที่เห็นน่ะ มันแค่สร้างภาพนะครับคุณแม่ผัว ญาณินได้แต่ประชดประชันในใจ!

“ขอบคุณครับ งั้นคุณฐาลองทานผัดฉู่ฉี่ปลานิลดูนะครับ ณินลองกินแล้วอร่อยมาก” ใบหน้าสวยเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม มือสองข้างบรรจงตักเนื้อปลาราดพริกใส่จานข้าวสามี ทั้งที่ฐากูรนั้นทานเผ็ดไม่ได้

อรษายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นั่งมองลูกชายและลูกสะใภ้ผลัดกันตักอาหารให้กัน ส่วนเด็กหญิงที่นั่งข้าง ๆ หญิงแก่ก็นั่งเคี้ยวอาหารตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

“เออนี่ เมื่อไรจะมีหลานให้แม่อุ้มอีกคนล่ะ แม่ก็แก่ลงทุกวัน ๆ นะ”

“แค่ก ๆ”

อยู่ ๆ คุณหญิงก็เอ่ยขึ้น ญาณินแทบสำลักข้าวเมื่อได้ยินแบบนั้น

“เป็นอะไรไป มีน้องให้ข้าวหอม จะได้ไม่เหงาไง”

“หนูจะมีน้องจริง ๆ เหรอคะ” เด็กน้อยตาใสเอ่ยด้วยความตื่นเต้น เห็นเพื่อนที่โรงเรียนชอบเล่าให้ฟังว่ามีน้อง เธอก็อยากจะเลี้ยงน้องมานานแล้ว

“ลูกก็อย่าเอาแต่ทำงาน เอาอกเอาใจเมียบ้าง เข้าใจไหม แม่เองก็ไม่รู้ว่าจะตายวันไหน อยากอุ้มหลานอีกสักคน” หญิงร่างท้วมหันมาสั่งลูกชายที่กำลังทานข้าวอยู่

สายตาของฐากูรเหลือบมองญาณินชั่วครู่พร้อมกับหมูแดดเดียวที่วางลงในจาน ก้มหน้าทานข้าวต่อ ก่อนตอบกลับมารดาสั้น ๆ “ครับ ผมจะพยายาม”

“ดี ๆ”

หญิงแก่หัวเราะชอบใจ ไม่ได้สนใจลูกชายและลูกสะใภ้ว่ากำลังทำหน้าแบบไหนใส่กันอยู่เลย

เมื่อทานข้าวเสร็จ อรษาก็เรียกให้ญาณินเดินตามเข้าไปคุยกันในห้อง ฐากูรมองตามแผ่นหลังภรรยา อยากรู้อยากเห็นอย่างมากว่าทั้งสองคนจะคุยอะไรกัน

ก็ได้แต่หวังว่าญาณินจะไม่วีนเหวี่ยงหรือขัดใจแม่เขาจนหัวใจวายหรอกนะ

“ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้เธอปล่อยปละละเลยสามีงั้นเหรอ” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยถาม หญิงร่างท้วมหย่อนก้นนั่งลงบนโซฟา ก่อนที่ร่างเล็กจะเดินไปนั่งด้านข้าง

“ณินต้องดูลูกครับ”

“ดูลูกแล้วไม่มีเวลาดูแลสามีเลยหรือไง” เป็นคำถามที่ถอดแบบลูกชายมาเป๊ะ ๆ

บางทีไอ้ณินก็อยากจะย้อนถามกลับไปว่า แล้วก่อนที่ฐากูรเจอเขา ฐากูรอยู่มาได้อย่างไร โตเป็นควายขนาดนี้ยังต้องให้เมียดูแลอีกเหรอ

“เธอไม่กลัวใครจะมาแย่งไปหรือไง”

“ถ้าคุณฐาจะไป ณินก็คงรั้งเอาไว้ไม่ได้หรอกครับ” ตอบออกไปเสียงเนือย ๆ ราวกับปลงตก สร้างความไม่พอใจให้กับอรษาอยู่ไม่น้อย

เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าเธอจะยุอะไร อีกฝ่ายก็ดูจะทำตามไปเสียทุกอย่าง

หญิงวัยกลางคนเลี้ยงฐากูรมาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้ว่าคนที่ลูกชายชอบนั้นย่อมไม่ใช่คนแบบญาณินอย่างแน่นอน แต่เธอจะไม่มีทางยอมให้คนอื่นเข้ามาแทรกแซงครอบครัวของลูกเด็ดขาด

โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อโรสอะไรนั่น เข้าหาฐากูรเพราะหวังจะจับผู้ชายรวย ๆ ต่างกับญาณินที่คุณหญิงอรษาเคยลองใจเสนอเงินไปให้ถึงแปดหลัก แลกกับการออกไปจากชีวิตของฐากูร แต่ญาณินไม่ได้ต้องการ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เธอรักญาณิน แม้ใครต่อใครจะบอกว่าลูกสะใภ้นิสัยไม่ดีก็ตาม

ทว่าในสายตาของหญิงแก่แบบเธอ ก็ยังดีกว่าพวกที่สร้างภาพเป็นคนดี ทั้งที่จิตใจเน่าเฟะโสมม

“เธอพูดแบบนี้ อยากเห็นแม่ตายไปต่อหน้าต่อตาเหรอ”

เมื่อเกลี้ยกล่อมไม่ได้ผล ก็ต้องใช้มารยาเข้าช่วย มันเป็นคำพูดเดิมที่ทำให้ญาณินเลือกที่จะทำตามมาโดยตลอด

ญาณินต้องกีดกันผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้ฐากูร ก็เพื่อรักษาครอบครัวเอาไว้ ไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้ามาแทรกในความสัมพันธ์ตามที่แม่ผัวบอก

แต่แล้วอย่างไร มันจะไปมีประโยชน์อะไร ถ้าความสัมพันธ์ของเขาและสามีมันแย่ลงทุกวัน ๆ

“การเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาครับ คุณแม่ไม่ต้องกลัว”

“...”

“ที่ผ่านมาณินเหนื่อยมามากพอแล้วครับ อยากใช้เวลาอยู่กับลูกมากกว่าวิ่งตามหึงหวงผัวเหมือนเมื่อก่อน ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของณินและคุณฐาจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น อันนี้ณินตอบคุณแม่ไม่ได้ แต่ณินสัญญาว่าจะปรับปรุงตัวเองและทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าวันหนึ่งมันไปไม่รอด ก็คงต้องแยกย้ายกันนั่นแหละครับ”

พูดจบก็ลุกขึ้นกำลังจะก้าวออกจากห้อง ได้ยินเสียงคุณหญิงอรษาไล่หลังมา

“หัวอกคนเป็นแม่ก็แค่อยากให้ลูกอยู่กับคนที่หวังดี แม่ก็รักเธอเหมือนลูกคนหนึ่ง ไม่อยากให้แยกจากกันไปไหน”

“...”

“หวังว่าจะเข้าใจหญิงแก่ที่ใกล้ตายแบบฉัน อาทิตย์หน้าแม่จะจองรีสอร์ทไว้ให้ไปฮันนีมูนกันสักหนึ่งอาทิตย์ ถือว่าแม่ขอร้อง”

“ถ้าคุณแม่คิดว่าดี ณินก็ตามใจคุณแม่ครับ เอาที่คุณแม่สบายใจเลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป