บทที่ 8 ตอนที่ 8 ฐากูรปวดหลัง
ตอนที่ 8 ฐากูรปวดหลัง
หลายวันก่อนพนักงานของรีสอร์ทโทรมาแจ้งวันและเวลาให้เข้าพัก หนึ่งอาทิตย์เต็มที่ต้องไปเที่ยวรับลมทะเลพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก
หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงดีใจจนเนื้อเต้นไปแล้ว ทว่าตอนนี้แค่คิดว่าต้องไปอยู่ร่วมกับสามีไร้อารมณ์แบบนี้ ช่างเป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุดในโลก
ถ้าหากยิ่งถอนหายใจ ก็จะยิ่งลดทอนอายุลงเรื่อย ๆ ไอ้ณินก็คงได้ตายตอนนี้สมใจไปแล้ว
ส่วนเรื่องการเรียนของข้าวหอมไม่น่าเป็นห่วง ขาดเรียนอาทิตย์เดียว คุณครูประจำชั้นบอกว่าไม่ต้องกังวล ด้วยข้าวหอมเป็นเด็กฉลาดมีพัฒนาการเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน เนื้อหาชั้นอนุบาลหนึ่งส่วนมากเป็นการท่องจำเลข อ่านพยัญชนะ และฝึกเขียน ซึ่งทั้งหมดนี้ ข้าวหอมทำได้หมดแล้ว เห็นแบบนี้ก็น่าภูมิใจในตัวลูกสาวจริง ๆ
“ข้าวหอมชอบกระโปรงสีไหนครับ แม่จะได้เตรียมเอาไว้ให้” ญาณินหันไปถามลูกสาวที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตากระต่ายสีม่วงอ่อนตัวเดิม วันรุ่งขึ้นจะต้องไปเที่ยวทะเลตามที่แม่ผัวร้องขอแล้ว ซึ่งเขาก็ขัดใจไม่ได้อีกตามเคย
เขายังจำได้ดี ในคืนวันที่เขาตาย ตอนนั้นคุณหญิงอรษาเองก็หัวใจวาย อาการเป็นตายเท่ากัน
โชคดีที่เกิดใหม่ครั้งนี้เรื่องราวมันกลับตาลปัตร ทุกคนปลอดภัย ซึ่งเขาเองก็ไม่ต้องการให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นซ้ำสองอีก
“หนูชอบสีชมพูค่ะ แล้วก็สีฟ้านั่นด้วย” ร่างเล็กวิ่งเข้ามาช่วยมารดาเลือก ดวงตากลมใสมองเสื้อผ้าชิ้นน้อยน่ารัก ๆ ที่มารดาถืออยู่อย่างตื่นตาตื่นใจ เพราะทั้งหมดที่กองอยู่ตรงหน้าล้วนเป็นของใหม่ที่เธอยังไม่เคยได้ใส่ “ว้าว! คุณแม่ซื้อตัวนี้มาให้หนูใหม่เหรอคะ” เด็กน้อยวางตุ๊กตาลงด้านข้าง มือน้อยหยิบชุดสีม่วงตัวใหม่ออกมาคลี่ดูอย่างชอบใจ
“ใช่แล้วครับ ชอบไหม”
“หนูชอบมากเลยค่ะ ขอบคุณค่ะคุณแม่ หนูรักคุณแม่ที่สุดเลย” ร่างเล็กจ้อยยกมือไหว้แล้วโผกอดมารดาด้วยความประจบตามประสาเด็กน้อย
คนที่กำลังนั่งพับผ้าใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปฮันนีมูนยกมือขึ้นมาลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู
“พรุ่งนี้จะได้ไปทะเลแล้ว หนูดีใจมาก ๆ เลยค่ะคุณแม่ขา”
ญาณินจำได้ดีว่าที่ผ่านมาข้าวหอมอ้อนอยากจะไปเที่ยวทะเลหลายครั้ง ทว่าฐากูรกลับไม่ว่าง ส่วนตัวเขาก็ไม่อยากออกจากสามี จึงทำให้ทริปทะเลต้องเลื่อนออกไปก่อน
“แม่ก็ดีใจที่เห็นลูกมีความสุข มีความสุขให้มาก ๆ นะครับ ให้สมกับพรที่ขอในวันเกิด”
“คุณแม่รู้ด้วยเหรอคะว่าหนูขอพรอะไร” เด็กหญิงวัยห้าขวบถามตาโตอย่างตกใจ จำได้ว่าพรที่เธอขอนั้น ไม่มีใครถามถึงเลย เธอจึงไม่ได้บอกมันให้ใครรู้
“ก็... เดาเอาเฉย ๆ” จะพูดว่ายมทูตบอกมาก็เกรงว่าจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อไปเสียหน่อย จึงเลือกเฉไฉไม่ตอบ
“คุณแม่ว่าหนูจะขอมากไปหรือเปล่าคะ ถ้าหนูเรื่องมาก หนูกลัวคุณแม่ไม่รัก”
“ทำไมจะไม่รักล่ะคะ แม่รักข้าวหอมนะ รักที่สุดในโลกเลย”
“หนูก็รักคุณแม่ค่ะ”
สองแม่ลูกนั่งกอดกันกลม ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น บานประตูห้องไม่ได้ปิดไว้ จึงไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่ฐากูรมายืนอยู่ตรงนี้
“แล้วหนูไม่รักพ่อเหรอคะ แบบนี้พ่อก็เสียใจแย่เลยน่ะสิ” ร่างสูงใหญ่ในเสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าพลิ้วสีกรมเข้มขายาวเดินเข้ามาภายในห้องนอนของข้าวหอม เด็กน้อยยิ้มแฉ่ง วิ่งเข้าไปกอดบิดา
“หนูก็รักคุณพ่อเหมือนกันค่ะ”
จุ๊บ!
ฐากูรจูบหน้าผากลูกสาวอย่างรักใคร่ สายตาที่มองข้าวหอมอ่อนโยนมากเหลือเกิน
“แบบนี้ค่อยชื่นใจหน่อย”
ข้าวหอมหัวเราะคิกคักด้วยความดีใจ “แล้วคุณพ่อยังไม่นอนอีกเหรอคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องไปเที่ยวแล้วนะคะ ระวังขับรถไม่ไหวนะคะ”
“พ่อนอนไม่ค่อยหลับน่ะ” ตอบพลางเหลือบมองภรรยาแสนชังที่กำลังจับเสื้อผ้าของลูกยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่
“คุณพ่อตื่นเต้นเหรอคะ” เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย เหมือนกับเธอในตอนนี้ที่นอนไม่หลับ เพราะใจจดจ่อที่จะได้ไปเล่นน้ำทะเลพร้อมกับพ่อและแม่
“ไม่ใช่หรอกลูก พ่อแค่รู้สึกเมื่อย ๆ นอนไม่ค่อยสบายตัวค่ะ” เป็นอีกครั้งที่ฐากูรเหลือบมองญาณิน ราวกับมีความหมายแฝงอะไรบางอย่าง
เพียงแค่มองหน้า ญาณินก็รู้แล้วว่าฐากูรคิดอะไร อีกฝ่ายเป็นคนเซ็กส์จัดมากแค่ไหนเขาทราบดี แต่หลังออกจากโรงพยาบาลก็ไม่ได้มีอะไรกันอีกเลย จนเขาคิดว่าอีกฝ่ายไปซื้อกินแล้วเสียอีก หรือไม่ก็คงไปขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดรำลึกความหลังกับยัยโรสนั่นไปแล้ว
“ถ้าเมื่อยมากก็ไปบอกป้าเพ็ญให้นวดนะครับ หรือไม่ก็แม่บ้านคนอื่น” ตอบออกไปโดยไม่มองหน้า สองมือยังคงพับผ้าของลูกใส่กระเป๋าต่อไปราวกับคร้านจะสนทนาด้วย
“แล้วทำไมเมื่อก่อนเธอนวดให้ฉันได้” พลั้งปากถาม ใบหน้าคมคร้ามขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์
“ก็เพราะเมื่อก่อนอยากนวด ตอนนี้ไม่อยากนวดไงครับ” ใช่แล้ว! ก็แค่ไม่อยากนวดจะคาดคั้นอะไรนักหนา เมื่อยมากก็ไปหายัยโรสคนรักเก่าโน่น เชิญเลย ตามสบาย!
“เธอไม่ได้ทำงาน ก็ช่วยดูแลฉันหน่อยไม่ได้หรือไง” ฐากูรจะรู้ตัวหรือเปล่านะว่าที่ทำอยู่ตอนนี้เหมือนเด็กโค่งที่กำลังงอแงไม่มีผิด
“งั้นเมื่อยตรงไหนล่ะครับ”
“ตรงหลัง” นิ้วแกร่งยกขึ้นชี้ไปที่หลัง ชายหนุ่มวัยสามสิบร่างกายแข็งแรงเพราะออกกำลังกายตลอดเวลา ต้องมาแกล้งปวดหลังอย่างนั้นน่ะเหรอ
นี่เขาเป็นอะไร ฐากูรได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองในใจ
“งั้นเดี๋ยวณินช่วยนวดให้ก็ได้”
ร่างกำยำไหวไหล่ทำท่าจะเดินนำออกไปที่ห้องนอนตัวเอง ทว่าภรรยากลับเบรกเอาไว้เสียก่อน ชายหนุ่มทำสีหน้าผิดหวัง เพราะสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ คือเรื่องอย่างว่าที่ห่างหายมานานต่างหาก
“น้องข้าวหอม ช่วยกันเหยียบให้พ่อหน่อยเร็ว” ญาณินหันไปพูดกับลูกสาว
“มันจะดีเหรอคะคุณแม่ขา คุณพ่อจะไม่หนักเหรอคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า เราแค่ช่วยทำให้คุณพ่อหายเมื่อยไงครับ คุณพ่อทำงานมาเหนื่อย ๆ นะ”
“ก็ได้ค่ะ หนูจะช่วยเหยียบหลังให้คุณพ่อเอง”
สองแม่ลูกพากันขึ้นมาเหยียบหลังของฐากูร สองเท้าแม่ลูกช่วยกันย่ำไปมา ทว่าแค่นี้มันไม่สาแก่ใจหรอก ได้โอกาสทั้งทีญาณินต้องเอาให้คุ้ม
“ต้องกระโดดด้วยนะครับ คุณพ่อจะได้หาย” ญาณินเอ่ย
เพียงเท่านั้นข้าวห้อมก็กระโดดตุ้บ ๆ บนแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ร่างหนาที่นอนคว่ำราบไปบนที่นอนกัดฟันกรอด ความหนักอึ้งที่หลังมันไม่ได้ทำให้เขาเจ็บ ทว่าแรงกระโดดของเมียกับลูกต่างหากที่ทำเอาจุกจนต้องเบ้หน้า
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เป็นอิสระ ญาณินและข้าวหอมพากันไปเก็บเสื้อผ้าต่อ เสียงหัวเราะต่อกระซิกของสองแม่ลูกคล้ายกับเป็นยานอนหลับอย่างดี ในที่สุดฐากูรก็ผล็อยหลับไป บนเตียงนอนภายในห้องของลูกสาว
ญาณินเห็นสามีกับลูกสาวหลับไปแล้วก็ไม่คิดจะปลุก สายตาเหลือบไปมองเวลาที่ผนังห้องก็พบว่าห้าทุ่มแล้ว สองเท้าเดินออกจากห้องอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาเดินเข้ามาในห้องนอนด้านข้าง ป้าเพ็ญยังเลือกเสื้อผ้าให้ฐากูรไม่เสร็จเลย
“ไปเที่ยวทะเลนะครับป้าเพ็ญ ไม่ได้ไปทำงาน ป้าเพ็ญไม่ต้องจัดสูทไปให้คุณฐาหรอก” เขาเดินมาหยิบชุดสูทสีดำสนิทออกจากกระเป๋า ก่อนเดินไปเลือกชุดภายในตู้เสื้อผ้าออกมาเจ็ดแปดชุด ส่งให้หญิงวัยกลางคนพับใส่กระเป๋า
“...”
“คุณฐาไม่ชอบชุดสีฉูดฉาด แล้วก็เสื้อกับกางเกงต้องโทนเดียวกันน่ะครับ” เพราะญาณินใส่ใจดูแลฐากูรมาโดยตลอด จึงรู้ว่าอีกฝ่ายชอบและไม่ชอบอะไร รวมทั้งเครื่องแต่งกายก็ด้วย
“แล้วทำไมคุณณินถึงให้ป้าจัดล่ะคะ ทุกครั้งก็เห็นคุณณินทำเอง” ญาณินน่าจะเสนอตัวเองมากกว่าให้เธอมาคอยจัดเสื้อผ้า หญิงแก่ ๆ ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการแต่งตัวสักเท่าไร ระยะหลังมานี้ที่ไม่โดนบ่นก็เพราะญาณินเป็นคนแอบมาจัดการอยู่ตลอด แล้วอ้างว่าเป็นฝีมือของป้าเพ็ญ
“ก็เผื่อวันหนึ่งณินไม่อยู่บ้านหลังนี้ไงครับ คุณฐาก็ยังมีป้าเพ็ญคอยดูแล” ลึก ๆ แล้วก็ยังคงห่วงฐากูรอยู่นั่นแหละ หัวใจของเขายกให้อีกฝ่ายไปหมดแล้ว ถึงจะไม่ได้ตามติดเหมือนเมื่อก่อน ก็ใช่ว่าจะไม่รัก
หญิงวัยกลางคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาพับผ้าชะงัก เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของผมสีทองสวยที่เดินไปเลือกถุงเท้าเพื่อให้เข้ากับการแต่งตัวในแต่ละวัน
“พูดอย่างกับว่าจะหย่า ทั้งที่เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นแหละ” เธอได้ยินกับหูอยู่ทุกวันว่าญาณินไม่มีทางหย่ากับฐากูร แต่พอประสบอุบัติเหตุอีกฝ่ายก็ดูเปลี่ยนไป
เกิดอะไรขึ้นกับญาณินอย่างนั้นเหรอ?
“ก็อาจจะเป็นไปได้นี่ครับ ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอนสักหน่อย... อีกอย่าง ทุกครั้งที่ณินทำอะไรพวกนี้ให้คุณฐามักไม่ชอบ ถ้าบอกว่าป้าเพ็ญเป็นคนทำ คุณฐาอาจจะชอบมากกว่า”
“ป้าว่าคุณฐาไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกค่ะ” ถึงแม้ว่าป้าเพ็ญจะไม่ค่อยชอบญาณิน แต่นั่นก็แค่เมื่อก่อนเท่านั้น ญาณินในตอนนี้ใส่ใจครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องลูก
อาหารการกินญาณินก็เป็นคนจัดการทุกอย่าง โดยที่ฐากูรเองก็ไม่รู้ว่ารสมือที่ได้กินแล้วชมว่าอร่อยและทำให้เจริญอาหารมากกว่าทุกวันนั้น ไม่ใช่ฝีมือป้าเพ็ญ แต่เป็นญาณินที่ไปร่ำเรียนการทำอาหารจนช่ำชองภายในเวลาไม่กี่วันต่างหาก
กลายเป็นว่าตอนนี้ฐากูร ติดรสมือของญาณินไปโดยไม่รู้ตัว
“แต่คุณฐาเกลียดณินอย่างกับอะไรดีไม่ใช่เหรอครับ”
เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ ฐากูรเกลียดญาณินมาก เรื่องนี้คนในบ้านต่างรู้ดี ไม่มีทางที่ทั้งสองคนจะลงเอยกันได้อย่างแน่นอน
“เอ่อ...”
“ไม่ต้องปลอบใจณินหรอกครับ ณินโอเค ณินไม่ใช่คนที่คุณฐารัก เพราะคุณฐารักเพื่อนที่ชื่อโรสนั่นมาโดยตลอด” แม้จะพูดด้วยรอยยิ้ม ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววหม่นเศร้า จนป้าเพ็ญยังอดสงสารไม่ได้
