บทที่ 1 ฉางอัน 1
ช่วงเที่ยงช่วงเวลาที่ร้อนที่สุด ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงกล้า นอกจากชายหนุ่มตัวผอมเดินดุ่ม ๆ อยู่ท่ามกลางถนนแล้ว ก็มีคนอีกเพียงหยิบมือที่ยอมออกมาข้างนอกในเวลานี้ หากเลือกได้เขาก็อยากจะนั่งเย็น ๆ ทำงานอยู่ในห้องแอร์เหมือนกัน ไม่ต้องมาวิ่งส่งอาหารให้ถึงมือลูกค้าที่สั่งแบบเดลิเวอรี่
ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หยดใส่ตา หรี่ตาแหงนหน้ามองป้ายเลขที่บ้านซึ่งเป็นเป้าหมายในการส่งของที่ถืออยู่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ผิดหลังก็ลงมือกดกิ่งหน้าประตูรั้ว ขณะรอลูกค้าออกมารับอาหาร เขาหันมองซ้ายมองขวาอย่างไม่มีจุดหมาย ขอแค่ใจไม่ไปโฟกัสในเรื่องความร้อนยามเที่ยงก็พอแล้ว
“มาแล้ว ๆ ขอโทษที่ให้รอนะจ๊ะ” เสียงหญิงวัยกลางคนที่รีบเดินออกมาจากในบ้านดึงสติของเด็กหนุ่มให้กลับมามองเข้าไปที่ตัวบ้านอีกครั้ง
เขาส่งยิ้มน้อย ๆ ให้ลูกค้าพร้อมพูด “ไม่เป็นไรครับไม่ได้รอนาน”
“ทั้งหมด 67หยวน ที่เหลือก็ถือเป็นค่าเสียเวลารอคนแก่นะ พ่อหนุ่ม” เธอยังไม่วายรู้สึกผิดที่ให้ชายหนุ่มตัวเล็กผิวซีดคนนี้ยืนรอท่ามกลางแดดร้อนจัด
“ขอบคุณมากครับคุณป้า” เมื่อส่งของเสร็จตามออร์เดอร์ ชายหนุ่มที่สูงเพียง 168 เซนติเมตรก็หันหลังเดินกลับทางเดิม ที่ต้องเดินมาส่งเพราะลูกค้ารายนี้อยู่ละแวกเดียวกับร้านค้าพอดี ไม่ต้องใช้เวลานาน ที่สำคัญคือใกล้กับที่ที่เขาจะไปรับงานพิเศษพอดีด้วย
ตอนนี้เป็นไรเดอร์ส่งอาหาร งานต่อไปที่ต้องไปทำคือร้านขายอาหารที่เปิดช่วงบ่ายไปจนถึงหัวค่ำ เขาสับเท้าเดินเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้ไปถึงร้านอาหารให้เร็วขึ้น ไม่งั้นวันนี้ไม่พ้นเป็นลมแดดแน่ อะไรจะร้อนได้ร้อยดีขนาดนี้
“อาอันมาแล้วเหรอ เข้าไปพักก่อน ยังไม่ถึงเวลาทำงาน” เถ้าแก่ร้านอาหารตะโกนข้ามเคาน์เตอร์ครัวที่ตนเองกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหารในวันนี้ ร้านอาหารร้านนี้เป็นร้านที่เขารู้จักมานาน ตัวเขาเริ่มทำงานที่นี่ตั้งแต่หลายปีก่อน ในตอนแรกที่เข้ามาเถ้าแก่ให้เป็นเด็กเก็บกวาดล้างจานจนตอนนี้ได้เป็นคนช่วยปรุงอาหารแล้ว แถมยังได้รับคำชมจากเถ้าแก่บ่อย ๆ ด้วยว่าทำอาหารได้อร่อย
“ครับ” อาอันหรือฉางอัน ชายหนุ่มตัวค่อนข้างเล็กผิวซีด เส้นผมก็เป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่ใช่ย้อมผมนะ ความจริงคือเขาขาดสารอาหาร เนื่องจากสถานะทางบ้านไม่ดี ทำให้ต้องอดมื้อกินมื้อมาโดยตลอด เมื่อก่อนอาศัยอยู่กับพ่อสองคน ช่วยกันทำงานหาเงิน ไม่ว่างานอะไรที่ทำได้เขารับทำหมด ทั้งรับจ้างทำความสะอาด ซักเสื้อผ้า ทำกับข้าว หรือแม้แต่งานสีเทาอย่างการส่งของผิดกฎหมายเขาก็ทำมาแล้ว ขอแค่เงินค่าจ้างคุ้มกับความเสี่ยงของงาน ฉางอันรับทำหมด
โชคร้ายครึ่งปีก่อนพ่อของเขาล้มป่วยจากการทำงานตรากตรำมานานได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ มันคือช่วงเวลาที่ฉางอันเคว้งคว้างที่สุดเมื่อที่พึ่งและที่พักพิงใจคนเดียวและคนสุดท้ายไม่อาจหวนกลับมาอีก
ในทุกวันตั้งแต่รู้ความ ถึงจะท้อแต่ขอแค่ได้กลับบ้านมาเห็นหน้าพ่อเขาก็หายเหนื่อย เงินเก็บส่วนใหญ่หมดไปกับการจัดงานศพเล็ก ๆ จ่ายค่าเช่าพื้นที่สุสาน ซื้อกระดาษเงินกระดาษทองและอื่น ๆ อีกมากมาย ทำอย่างดีที่สุดเพื่อส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้าย จนตอนนี้เขาต้องมาวิ่งหางานทำให้มากขึ้น ไม่หวังให้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ขออดอยากอีกต่อไป เขาพยายามทำงานเก็บเงินเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้มีร้านอาหารเป็นของตัวเองแบบเถ้าแก่บ้าง เขาชอบทำอาหาร ชอบที่เห็นคนกินมีรอยยิ้มไปกับรสชาติอาหารที่ตนเองปรุง แต่ก็นั่นแหละความฝันก็คือความฝัน แถมตอนนี้ฝันนั้นก็ดูเหมือนจะไกลออกไปเรื่อย ๆ
“อาอันมาช่วยลุงทำอาหารในครัวหน่อย ให้อาจินเสิร์ฟไปก่อน”
“ได้ครับ” ช่วงบ่ายใกล้เวลาเลิกงานไปจนถึงปิดร้านเป็นช่วงเวลาที่ร้านอาหารของเถ้าแก่คนเยอะที่สุด ทำให้ฉางอันต้องเข้าไปช่วยทำอาหารบ่อย ๆ เถ้าแก่เองก็เอ็นดูเขาเหมือนลูกหลาน ถ้าวันไหนกับข้าวมีพอก็จะให้เอากลับไปกินแบบฟรี ๆ แถมเรื่องงานครัว สูตรอาหารนานาชนิดก็สอนให้อย่างไม่มีกั๊ก อะไรที่บอกได้เถ้าแก่จะบอกทั้งหมด ส่วนตัวฉางอันก็ไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่นด้วย ไม่รู้ว่าเป็นพรสวรรค์ของเขารึเปล่า แต่เขาเป็นคนที่ทำอาหารอร่อยมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าอาหารจานนั้นจะเพิ่งเคยหัดทำหรือยากมากแค่ไหน เขาก็ทำได้หมด
ฉางอันช่วยงานที่ร้านอาหารจนถึงประมาณสองทุ่ม ก็เก็บข้าวของที่มีเพียงเสื้อคลุมกลางเก่ากลางใหม่ที่ได้รับบริจาคมากับกระเป๋าเป้ลูกเล็กเตรียมกลับบ้าน
“กลับแล้วเหรออาอัน” เถ้าแก่ร้านที่เห็นเขาถอดผ้าคลุมออกเอ่ยปากถาม
“ครับเถ้าแก่ เจอกันพรุ่งนี้ครับ”
“วันนี้รบกวนแล้ว เดินกลับดี ๆนะ เอานี่กล่องอาหารของเธอ เอากลับไปกิน” มืออวบอ้วนของเถ้าแก่ร้านยื่นกล่องกระดาษที่ใช้สำหรับใส่อาหารมาให้ฉางอัน ซึ่งในนั้นเต็มไปด้วยข้าวและกับข้าวพอให้เขากินได้สองมื้อเลยทีเดียว
“ขอบคุณครับเถ้าแก่” ฉางอันเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง มือรับกล่องข้าวที่เจ้าของร้านห่อให้สำหรับมื้อเย็นวันนี้เผื่อไปถึงมื้อเช้าวันพรุ่งนี้อย่าง ทะนุถนอม
ชายหนุ่มเดินทอดน่องกลับที่พักอย่างไม่รีบร้อน ห้องพักของเขาเป็นห้องขนาดเล็กพอให้ใช้เป็นที่ซุกหัวนอนได้ อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ความจริงจะว่าไม่ไกลก็ไม่ได้เพราะมันต้องเดินไปอีกประมาณสองช่วงถนน แต่เพื่อประหยัดเงินเขาจึงเดินมาและเดินกลับทุกวัน เมื่อถึงจุดที่ต้องข้ามถนน ฉางอันมองซ้ายมองขวาดูรถให้เรียบร้อย เมื่อเห็นว่าไม่มีรถวิ่งมา ก็เตรียมก้าวขาเดินออกไป
หมับ
เฮือก! ขวับ
มือเย็นเฉียบเอื้อมมาจับข้อมือของฉางอันอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาหันขวับไปมอง กลัวว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย คงได้สู้กันสักยก เห็นแบบนี้ตนไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครรังแกได้ง่าย ๆ
“พ่อหนุ่ม” เสียงแหบเหี่ยวของหญิงชราดังขึ้นแผ่วเบา
“...ครับยาย ขอโทษด้วยผมนึกว่าเป็นโจร” ฉางอันพรูลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าคนที่มาจับมือเขาเป็นเพียงคุณยายอายุเยอะแล้วคนหนึ่ง
“เหนื่อยไหม” คุณยายแปลกหน้าไม่ได้พูดว่าอะไร เพียงจ้องหน้าฉางอันแล้วเอ่ยออกมาประโยคเดียว เป็นประโยคที่ไม่มีที่ไปที่มา แถมเขายังไม่รู้จักกับคุณยายคนนี้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเลย
“ครับ?” ฉางอันขานรับงง ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณยายแปลกหน้าถึงได้ถามคำถามแบบนี้จึงออกอาการไปไม่เป็นอยู่บ้าง
สองมือเหี่ยวย่นลูบที่แขนสองข้างของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเย็นประหลาดวูบวาบแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย
“งั้นหรือ เดี๋ยวก็ไม่เหนื่อยแล้ว ความสุขกำลังมา” หญิงชราที่จับแขนของฉางอันอยู่ยิ้มจนตาหยี พูดประโยคชวนงงออกมาอีกครั้ง ฉางอันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาไม่ดึงแขนของตัวเองออกมาจากมือที่เหี่ยวย่นนั่น
“ฮ่า ๆ ผมจะรวยแล้วเหรอครับ ขอให้เป็นจริงนะครับ” ถึงจะงงแต่ชายหนุ่มเลือกที่จะหัวเราะแล้วหยอกล้อกลับไป
“ต่อไปก็ยิ้มเยอะ ๆ นะ” ประโยคสนทนาคนละทิศละทางชวนสับสนดำเนินไปเพียงสั้น ๆ เมื่อฉางอันเผลอละสายตาหันไปมองถนนจะได้พาคุณยายข้ามทางม้าลายไปด้วย
“คุณยา...” เมื่อหันกลับมาก็เหลือเขาแค่คนเดียว
“อะไรวะเนี่ย” ฉางอันมองจนแน่ใจว่ายายที่ทักเขาไม่ได้อยู่แถวนี้จริงๆ ก็รีบวิ่งข้ามถนนทันที ไม่อยู่แล้วตรงนี้ ในใจคิดแค่ว่าสงสัยตนเองคงจะเจอดีเข้าแล้วแน่ๆ
