บทที่ 10 ฉางอัน 10

คืนก่อนวันส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว จวนตระกูลฉางเองก็ถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าไหมสีแดงสดใส หากแต่ถ้าเทียบกับตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นแล้วนั้น การจัดการของที่นี่พูดให้ดูดีหน่อยก็เพียงเป็นการตกแต่งที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่ถ้าพูดกันตามตรงต้องบอกว่าทำแบบขอไปที จนบ่าวไพร่ที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังพากันนินทาสนุกปาก

“บุตรสาวคนโตแต่งงานแท้ ๆ ฮูหยินยังจะงกจนไม่ยอมจัดงานให้สมฐานะ” หนึ่งในคนเก่าแก่พูดขึ้น

“จริง ว่านฮูหยินตระหนี่เกินไปแล้ว ตอนคนในหมู่บ้านข้าแต่งงานยังครึกครื้นกว่านี้เลย” คนเฝ้าประตูพูดขึ้นบ้าง นี่อะไรขนาดงานเลี้ยงก่อนแต่งงานหรือสินเดิมเจ้าสาวที่ต้องเอาออกมาจัดขบวนไว้กลางโถงของบ้านก็ไม่มีอะไรสักอย่างที่บ่งบอกว่าบ้านกำลังจะมีงานมงคล นอกจากกระดาษแดงและผ้าไหมแดงที่จัดไว้ตรงประตูใหญ่ ภายในมีเพียงของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่มีราคาค่างวดอันใด

“ผู้หญิงแต่งงานก็เหมือนน้ำที่สาดออกจากเรือน จะเอาอะไรนักหนา” ส่วนคนเห็นต่างอดจะแย้งขึ้นมาไม่ได้ ทำเป็นเรื่องใหญ่โต หากเป็นบุตรชายแต่งสะใภ้เข้าบ้านสิ จึงจะสมควรจัดอย่างยิ่งใหญ่ไม่ให้น้อยหน้าใคร

“ข้าว่าเรื่องนี้…”

“พวกเจ้าว่างนักก็ช่วยกันดูแลความเรียบร้อย ไม่ใช่เกาะกลุ่มอู้งาน” เสียงตวาดแหวขึ้นมากลางวงสนทนาของพ่อบ้านฉางจู่จือทำเอาทุกคนสะดุ้งตกใจรีบแยกย้ายไปทำหน้าที่กันจ้าละหวั่น

“อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครพูดพล่อย ๆ ออกมาอีก!”พ่อบ้านอย่างเขาได้รับหน้าที่ให้เอาน้ำแกงบำรุงร่างกายที่ผสมยาสงบใจ มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและง่วงนอนไปให้คุณชายใหญ่ดื่ม แต่ผ่านมาได้ยินพวกปากเปราะนินทานายท่านกับฮูหยินซะก่อนจึงได้ปรามเอาไว้ หากเป็นงานแต่งของคุณหนูฉางหรูหลานจริง ๆ ละก็ อย่าว่าแต่ความหรูหราและบรรยากาศครึกครื้นเลย ทางนายท่านกับฮูหยินคงจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองไปทั้งตรอก

“เฮอะ ไอ้พวกไม่รู้เรื่อง” ว่าจบก็เดินไปยังเรือนของฉางอันอย่างไม่รอช้า ในใจคิดดูถูกคนที่กำลังถูกหลอกให้เป็นเจ้าสาวแทนคุณหนูของตัวเอง

ในช่วงเตรียมงานแต่ง ฉางอันคอยช่วยจัดตรงนั้นจับตรงนี้ด้วยความเต็มใจเหมือนไม่ได้รับรู้แผนการอะไรทั้งสิ้น ยังคงทำตัวเป็นคุณชายใหญ่เจ้าสำราญตามปกติ ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน ออกจะมีความสุขมากกว่าเดิมด้วยซ้ำที่อีกไม่นานก็จะได้หลุดพ้นออกไปจากที่แห่งนี้แล้ว

:

:

ก๊อก ๆ

“คุณชาย คุณชายขอรับ”

“ใคร” ฉางอันเดินออกมาจากประตูกลาง กำลังเตรียมเข้านอนก็ได้ยินเสียงเรียกเสียก่อน

“ข้าน้อยฉางจู่จือนำน้ำแกงโสมมาให้คุณชายดื่มขอรับ” พ่อบ้านกล่าวอย่างนอบน้อม แต่ท่าทางการยืนไม่มีความเคารพสักนิด

ปัง! ฉางอันทำท่าหงุดหงิดกระชากประตูเปิดเสียงดังจนเสี่ยวลิ่วที่อยู่ห้องเล็กด้านข้างวิ่งออกมาดู

“คุณชายเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ดึกขนาดนี้ท่านทำเสียงดังปานนี้เดี๋ยวได้โดนนายท่านเอ็ดหรอกเจ้าค่ะ” ด้วยว่าชินแล้วกับการอยู่ร่วมกับฉางอันคนใหม่ จึงไม่ทันระวังคำพูดเท่าแต่ก่อน

“สามหาว ใครให้เจ้าตำหนิคุณชายแบบนี้!” พ่อบ้านฉางตำหนิเสียงดัง กำลังคิดจะเรียกคนมาเพื่อลงโทษบ่าวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แต่ฉางอันขัดขึ้นเสียก่อน

“บ่าวของข้า ข้าสั่งสอนได้คนเดียว…เสี่ยวลิ่วปิดประตู”

ปัง !

พ่อบ้านฉางได้แต่ยืนอึ้งอย่างทำอะไรไม่ถูก

ปึง ๆ ๆ

“คุณชาย ๆ เปิดประตูให้บ่าวด้วยขอรับ รบกวนคุณชายเปิดประตู” เสียงพ่อบ้านยังเรียกอยู่ด้านนอก จะพังประตูเข้าไปก็คงไม่ได้

“เราจะทำอย่างไรกันต่อเจ้าคะ” เสี่ยวลิ่วกระซิบถามคนเป็นนาย

“ลุงฉางต้องไปตามตาแก่มาแน่ เจ้าจำไว้ให้แม่น ตอนแรกขัดขืนจะช่วยข้า พอเขาใช้กำลังจะทำรุนแรง แกล้งทำท่าหวาดกลัว”

“เจ้าค่ะ บ่าวจำไว้แล้ว”

“เสี่ยวลิ่วมาคุยกันก่อน เจ้าบอกข้าตามตรง อยากอยู่เป็นบ่าวในเรือนนี้ต่อ หรือจะเป็นสาวใช้ติดตามข้าออกเรือน” ฉางอันถามอย่างเป็นการเป็นงาน ยังไงเสี่ยวลิ่วก็ยังเด็กในสายตาเขา เขาอยากให้นางมีชีวิตที่ดี

“บ่าวอยากเป็นสาวใช้ติดตามคุณชายออกเรือนเจ้าค่ะ คุณชายไปที่ใด บ่าวก็ขอตามไปด้วย” เสี่ยวลิ่วตอบอย่างไม่ลังเล นางสัมผัสได้ว่าคุณชายฉางอันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนอื่นพูดกัน แถมยังดีกับนางมาก ๆ ไม่ได้เห็นนางเป็นเพียงบ่าวไพร่ไร้ค่า แต่ปฏิบัติกับนางเหมือนน้องสาวคนหนึ่งทำเอาบ่าวอย่างนางซาบซึ้งใจยิ่งนัก

“ดี งั้นเจ้าตามข้าไป ข้ามีข้าวกินหนึ่งมื้อ เจ้าก็จะมีข้าวกินหนึ่งมื้อ” ฉางอันรับปาก ความจริงเขาคิดเผื่อสาวใช้คนนี้เอาไว้แล้ว หากนางยอมติดตามรับใช้ ตนเองจะขอสัญญาซื้อขายตัวของนางติดไป จากนั้นจะคุยกับนางเรื่องให้เงินไปสร้างตัวสักก้อน คืนสัญญาขายตัวเป็นบ่าวให้ เพราะแม้แต่อนาคตของตัวเขาเองก็ยังไม่แน่นอน ถ้าเสี่ยวลิ่วอยู่กับเขาอาจไม่มีชีวิตที่ดีนัก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป