บทที่ 12 ฉางอัน 12
ด้วยฤทธิ์ยาที่ว่านฮูหยินใส่ให้ฉางอันกิน ส่งผลให้เขาสะลึมสะลืออยากนอนเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเพลียและอ่อนแรงเป็นอย่างมาก
ช่วงยามโฉ่ว (01.00-03) มีคำสั่งให้สาวใช้เข้ามาในเรือนนอนของฉางอันซึ่งกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น จับใส่ชุดแต่งงานผ้าไหมสีแดงเข้มปักลายผีเสื้อสีทองงดงาม พร้อมสวมคลุมผ้าปิดหน้าเจ้าสาวสีแดงปักลูกไม้ ทุกอย่างถูกสั่งตัดเย็บตามขนาดตัวของฉางอัน ยิ่งขับเน้นช่วงเอวและลำตัวให้เพรียวบาง ช่วงขาแลดูสูงโปร่ง
“เจ้าดูแลคุณชายให้ดี ข้านำสัญญาขายตัวของเจ้าใส่ลงไปในสินเดิมแล้ว หากเกิดเรื่องผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ข้าจะขายเจ้าไปที่หอนางโลม” คนสนิทของว่านฮูหยินตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหันมากำชับเสี่ยวลิ่วเสียงดุ จุดอ่อนของคนเป็นบ่าวไพร่ก็อยู่ที่สัญญาขายตัวนี่แหละ หากทำให้เจ้านายไม่พอใจจนถูกขายออกไปนั่นหมายถึงชีวิตจบสิ้นแล้ว
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวตัวน้อยก้มหน้าลงแสร้งทำเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่นระริก แต่แท้จริงกลับซ่อนสีหน้ายินดีไว้อย่างมิดชิด
นางค่อย ๆ ประคองคุณชายของตัวเองให้นอนลงบนตั่งตัวยาวส่วนนางเข้าครัวไปแอบต้มน้ำขิงอุ่น ๆ มาป้อนเพื่อสลายฤทธิ์ยาที่ตกค้างภายในร่างกายให้เหลือน้อยที่สุด
“ดื่มน้ำขิงสักนิดนะเจ้าคะ อาการจะได้ดีขึ้นโดยเร็ว”
“ขอบใจมาก” ฉางอันตอบรับเสียงเบาหวิว ตอนนี้เขาไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น อยากแต่จะทิ้งตัวลงนอนอย่างเดียว
ช่วยสายของวันเสียงตีฆ้องร้องป่าวของขบวนเกี้ยวรับตัวเจ้าสาวเคลื่อนมาถึงหน้าเรือนตระกูลฉาง ว่านฮูหยินสั่งคนจุดประทัดสร้างความครื้นเครงแบบพอเป็นพิธี นางยืนคู่กับสามีส่งยิ้มกว้างให้เจ้าบ่าวที่ลงจากม้ามาคารวะ ทำตามประเพณีเสร็จถึงเรียกให้คนไปนำตัวฉางอันออกมา
เมื่อแรกเห็นว่าที่ภรรยาของตน เหล่ยตงสังเกตว่าเจ้าสาวของเขารูปร่างสูงโปร่งเพรียวระหง หากแต่ดูค่อนข้างอ่อนแรงจนถึงขั้นต้องให้สาวใช้ถึงสองคนช่วยประคองซ้ายขวา
“ให้ข้าช่วยนางขึ้นเกี้ยวเถอะ” ชายหนุ่มพูดขึ้น
“ไม่เป็นไร ข้าผู้เป็นบิดาขอส่งตัวลูกสาวขึ้นเกี้ยวด้วยตนเอง” ฉางเจี้ยนหลี่ก้าวออกมา ยกมือห้ามเหล่ยตงกันเขาไว้ อาสาแบกเจ้าสาวส่งขึ้นเกี้ยวด้วยตนเอง
“เดี๋ยวก่อน…” เสียงแผ่วเบาของฉางอันดังลอดออกมาจากผ้าคลุมหน้า เขายกมือกวักหาเสี่ยวลิ่วที่รู้ใจรีบเข้ามาประชิดตัว กล่าวเรียกคุณชายเสียงเบา
“ก่อนออกเรือนข้าอยากทำความเคารพมารดาเป็นครั้งสุดท้าย” ฉางอันพูดเสียงเบาจนคนรอบตัวแทบจะไม่ได้ยิน ด้วยความเพลียเสียงจึงคล้ายหญิงสาวที่เพิ่งตื่นนอนมาก
“ไม่ต้องหรอกอันเออร์ แม่เข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี”
ว่านฮูหยินรีบเดินเข้ามาข้างลูกเลี้ยง ยกผ้าซับน้ำตากล่าวเสียงดัง หากแต่ฉางอันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เพียงมองไปทางที่คิดว่าเป็นเสี่ยวลิ่ว “ไปที่โถงบรรพชน พาท่านแม่มา”
“เจ้า…เจ้าจะทำอะไร” ฉางเจี้ยนหลี่หยิกเอวลูกชายตัวดีกระซิบเสียงเข้ม
“หากไม่มีป้ายวิญญาณของท่านแม่ แล้วข้าจะกราบลามารดาก่อนออกเรือนได้อย่างไรเล่า ท่านว่าจริงหรือไม่ท่านพ่อ” ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด ริมฝีปากที่ถูกตกแต่งด้วยชาดสีแดงหยักยิ้มมุมปาก เขาแต่งออกไปให้ก็ได้ แต่ต้องแลกกับการเอาแต่ใจครั้งสุดท้ายซะหน่อย
คิดว่าแค่ป้อนยาอ่อนแรงเขาแล้วคนอย่างฉางอันจะหมดปัญญาสร้างปัญหาอะไรหรือ คิดง่ายเกินไปแล้ว !
“ข้าอยู่นี่แล้วอย่างไรเล่า ลูกข้าเจ้าอยากทำความเคารพก็อย่าได้ช้าอีกเลย เดี๋ยวจะเลยฤกษ์งามยามดี” ว่านฮูหยินสะอึกกายเข้ามารีบกล่าวเสียงดังเพื่อแก้ไขสถานการณ์
“ขออภัยข้าหมายถึงท่านแม่ ไม่สิข้าอยากกราบลาแม่ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย” ฉางอันขยับเอียงหน้าเข้าหาว่านฮูหยิน กระซิบข้างหูนาง ก่อนพูดขึ้นอีกหนึ่งประโยค “ไม่อย่างนั้นการแต่งงานครั้งนี้คงต้องยกเลิกแล้ว หึ”
“เจ้า!” คนฟังถึงกับกัดฟันกรอด กระซิบลอดไรฟัน มือบิดผ้าเช็ดหน้าแทบขาดคามือ
เพียงไม่นานเสี่ยวลิ่ววิ่งกลับเข้ามาพร้อมป้ายวิญญาณของฮูหยินใหญ่ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว ป้ายวิญญาณสีดำสลักอักษรสีทองถูกปัดกวาดทำความสะอาดพร้อมผูกโบสีแดงไว้ด้านบน เป็นดั่งคำอวยพรให้ลูกชายของนางมีความสุขในการแต่งงาน
เสี่ยวลิ่วประคองฉางอันคุกเข่าลง มือบางเอื้อมไปแตะตัวป้ายวิญญาณแผ่วเบา
ตัวข้าเข้ามาอยู่แทนที่ลูกชายท่าน ข้าสัญญาจะใช้ร่างกายนี้ให้ดีที่สุด จะอยู่อย่างมีความสุข จะใช้ชีวิตแทนเขาให้เต็มที่ ขอท่านอวยพร หากวิญญาณท่านได้เจอฉางอันตัวจริงในภพหน้าแล้วขอให้พวกท่านอยู่กันอย่างมีความสุขตามประสาแม่ลูก ไม่ต้องทนทุกข์ในโลกนี้อีกแล้ว ชายหนุ่มคิดในใจก่อนก้มกราบเต็มพิธีการสามครั้ง
ฝ่ายมารดาเลี้ยงได้แต่ยืนกำมือแน่นฉีกยิ้มไปไม่ถึงดวงตา จะไปอยู่แล้วยังไม่วายแผลงฤทธิ์ให้ข้าต้องเสียหน้า
“เจ้าช่างกตัญญูต่อแม่ใหญ่เสียจริง”
“เอาละได้เวลาไปแล้ว” ฉางเจี้ยนหลี่รีบฉุดแขน‘เจ้าสาว’ขึ้นมา สั่งให้คนนำป้ายวิญญาณไปเก็บ ก่อนนั่งยองลงกับพื้นเพื่อให้เจ้าสาวขึ้นหลัง
ผู้เป็นบิดาน้ำตาคลอเบ้า เมื่อก้มหลังให้ลูกขี่จึงออกมาเป็นภาพที่แสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อบุตรสาว หวังว่าละครครั้งนี้จะเพียงพอที่จะกลบเกลื่อนว่าเหตุใดบุตรสาวคนโตจึงทำความเคารพแม่ใหญ่ที่เป็นเพียงป้ายวิญญาณ
ฉางอันขี่หลังผู้เป็นบิดาโดยมีสาวใช้ช่วยประคองไว้ตลอดเวลา แม้กระทั่งฉางเย่วอิ๋งน้องสาวต่างมารดาของฉางอันยังร่วมแสดงบทโศกเศร้าที่ต้องส่ง ‘พี่สาว’ คนโตออกเรือน
