บทที่ 13 ฉางอัน 13

“จากนี้ไปฝากเจ้าดูแลลูกของข้าคนนี้ด้วย” ม่านแดงของเกี้ยวแปดคนหามสำหรับรับตัวเจ้าสาวปิดลง หลายคนเสียดายที่อดยลโฉมของเจ้าสาวว่าจะงดงามเพียงใด

ขบวนเกี้ยวพร้อมสินเดิมของเจ้าสาวหลายสิบหาบเคลื่อนจากหน้าตระกูลฉางอย่างอึกทึกครึกครึ้น มีการจุดประทัดประโคมดนตรีตลอดทาง ใครที่ได้เห็นขบวนรับเจ้าสาวต่างรู้สึกว่าบิดามารดาบ้านนี้ช่างรักบุตรสาวเสียจริง ขบวนสินเดิมยาวเหยียดขนาดนี้เป็นที่น่าอิจฉานัก

หากแต่ถ้ามาเปิดดูคงต้องตกใจตาเหลือก เมื่อสินเดิมบางหาบเป็นแค่ของที่ไม่ได้มีมูลค่ามากมายนัก ไข่มุกไม่กี่โต้ว เครื่องประดับทองคำอันเล็ก ๆ บางอันเป็นของที่คนตระกูลฉางหยิบมาจากห้องเก็บของส่ง ๆ บางหาบเป็นผ้าห่มปูด้านล่างยู้ให้นูนขึ้นมา เอาของมีค่ามีราคาวางไว้ด้านบน ทำให้ดูเหมือนในหีบนั้น ๆ เต็มไปด้วยสิ่งของล้ำค่า

ดีว่าฉางอันทำใจเอาไว้แล้วจึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับสินเดิมที่เหมือนจะมีค่ามากในสายตาชาวบ้านเหล่านี้ เนื่องจากของส่วนที่มารดาแท้ ๆ ทิ้งไว้ให้และรอดจากผีพนันอย่างเจ้าของร่างคนเก่า ฉางอันได้เอาไปขายแลก เป็นตั๋วเงินพกใส่ห่อผ้าใบน้อยที่เสี่ยวลิ่วแอบยัดเข้าไปในหีบเสื้อผ้านานแล้ว

บ้านใหญ่ตระกูลเหล่ยซะอีกที่เตรียมการพรักพร้อม ไม่มีขาดตกบกพร่อง ทุกอย่างถูกจัดอย่างใหญ่โตสมฐานะลูกชายคนโตตระกูลพ่อค้าเกลือ

คนรับใช้ตั้งแต่คนรับหน้าที่กวาดพื้น ยันคนใช้ข้างกายฮูหยินทั้งสองต่างคอยรายงานสถานการณ์แขกเหรื่อที่มาร่วมยินดีเป็นระยะ

วันนี้อี้ฮูหยินแบกท้องใหญ่ใกล้คลอดเดินตรวจห้องครัวด้วยตนเอง ทั้งยังมีการว่าจ้างโต๊ะจัดเลี้ยงจากโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองมาช่วยรับรองแขกอีกด้วย นางยิ้มทั้งปากทั้งตา เฝ้าคอยขบวนเกี้ยวบ่าวสาวอย่างใจจดใจจ่อ

“มาแล้วเจ้าค่ะ เกี้ยวเจ้าสาวมาถึงแล้ว” เสียงบ่าวรับใช้ข้างกายนางร้องบอกอย่างตื่นเต้น ผู้เป็นนายหญิงก็ไม่น้อยหน้า ควักเงินตำลึงก้อนเล็ก ๆ ตกรางวัลให้อย่างใจกว้าง

แสงสว่างส่องเข้ามาใต้ผ้าคลุมหน้าเมื่อผ้าม่านของเกี้ยวเจ้าสาวถูกเปิดขึ้น ฉางอันมองลอดผ้าคลุมลงไปหากแต่เห็นเพียงสีแดงของชายผ้าคลุมผืนใหญ่ ชายหนุ่มรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ฝ่ามือหนาแตะลงบนข้อมือของเขา

“ข้าจะประคองท่านลงมา” เสียงเรียบเย็นกล่าวบอก

ฉางอันส่งมือของตัวเองให้อีกฝ่ายประคอง ความร้อนส่งผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนเขารู้สึกได้ ทั้งกลัวและประหม่า เกรงว่าจะโดนจับได้ว่าเป็นเจ้าสาวปลอม มือของเขาจึงสั่นเล็กน้อย

“ไม่ต้องกลัว” เสียงให้กำลังใจจากเจ้าบ่าวดังขึ้นพร้อมกับแรงบีบน้อย ๆ ที่มือ

“อะ...อือ” ฉางอันตอบรับเสียงเบา

ใครต่อใครที่เห็นบ่าวสาวประคองกันลงเกี้ยวอย่างสนิทสนมต่างหันไปพูดแสดงความยินดีกับบิดามารดาของเจ้าบ่าว

เหล่ยตงเมื่อได้ช่วยประคองและจับมือเจ้าสาวของตนก็รู้สึกแปลกๆ มันไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนมือของคุณหนูในเรือน แต่กลับมีขนาดที่ค่อนข้างจะใหญ่กว่าปกติ

แม้จะสงสัยเพียงใดแต่เขาไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า ยังคงประคองเจ้าสาวของตนที่ดูไม่ค่อยจะมีแรงเดินให้ข้ามกระถางไฟ พาก้าวเดินไปจนถึงโถงกลางของบ้านเพื่อไหว้ฟ้าดินได้อย่างราบรื่น

“เจ้าอดทนอีกนิด เดี๋ยวเสร็จพิธีจะได้ไปพักผ่อน”

“อืม” ฉางอันในเวลานี้แทบจะไม่เหลือแรงแล้วได้แต่ส่งเสียงตอบรับสั้น ๆ

เมื่อถึงหน้าโถงพิธีที่เตรียมไว้แม่สื่อนำผ้าแดงมาให้บ่าวสาวจับกันคนละด้าน “จับเอาไว้คนละด้านนะเจ้าคะ ต่อไปเราจะทำพิธีต่อ”

“อืม” บ่าวสาวตอบรับ นำมือของตนจับผ้าสีแดงไว้คนละด้านยืนเคียงข้างกัน

“คำนับครั้งที่หนึ่ง บ่าวสาวคำนับฟ้าดิน !” เสียงแม่สื่อประกาศดังลั่น ฉางอันที่ไม่ได้รู้พิธีการอะไรมากนักได้แต่ยืนงง ๆ อยู่แบบนั้นทำอะไรไม่ถูก เหล่ยตงเห็นเจ้าสาวไม่ยอมคำนับฟ้าดินก็ใช้มือกระตุกผ้าแดงที่ถืออยู่พลางกระซิบให้ นาง ค้อมตัวไหว้ฟ้าดินพร้อมกันกับตนเอง

“คำนับครั้งที่สอง คำนับบิดามารดา”

“คำนับครั้งที่สาม บ่าวสาวคำนับกันและกัน” เมื่อบ่าวสาวคำนับกันเรียบร้อยก็ประกาศว่า “จบพิธี ส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป