บทที่ 2 ฉางอัน 2

อ่า ปวดหัวจัง

ฉางอันย่นหัวคิ้วเข้าหากัน ยกมือขึ้นกุมศีรษะ ลูบคลำบริเวณหน้าผากที่รู้สึกเจ็บแปล๊บ ๆ

ผ้าพันแผลเหรอ เกิดอะไรขึ้น

ความตื่นตระหนกเกิดขึ้นเมื่อพบว่ามีบางอย่างแปลก ๆ รอบตัว ไหนจะสัมผัสนุ่มนิ่มของฟูกนอนนี่อีก สิ่งปลูกสร้างเก่าโทรมที่เป็นเพียงห้องเช่าทั้งเก่าทั้งเล็กที่พอจะกล้อมแกล้มเรียกว่าบ้านได้ของเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้หรอก

เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ เมื่อคืนจำได้ว่าเขารีบวิ่งกลับบ้านหลังจากเจอกับยายแปลกหน้าที่อยู่ ๆ ก็หายไปตอนจะข้ามถนน จนคิดว่าตัวเองคงโดนผีหลอก พอกลับไปแล้วก็อาบน้ำเข้านอนตามปกตินี่นา แถมกลัวขนาดที่ว่าต้องนอนคลุมโปงเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมมาโผล่ที่นี่ได้

ความไม่เข้าใจมากมายถาโถมเข้ามาหาเด็กหนุ่มไม่หยุด หรือกำลังฝันอยู่ แต่ความรู้สึกเจ็บนี่เหมือนของจริงมากไม่น่าจะเป็นแค่ความฝัน คิดได้แบบนั้นฉางอันก็ยกมือขึ้นมาหยิกไปที่แขนของตัวเองอย่างแรง หวังเพียงว่าถ้าฝันไปจะได้ตื่น

“โอ๊ย เจ็บชะมัด ก็ไม่ได้ฝันอยู่นี่ แล้วที่นี่มันที่ไหน” ฉางอันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในใจเริ่มตระหนกและหวาดกลัวถึงสิ่งที่ไม่รู้มากยิ่งขึ้น

ฉางอันรีบลุกขึ้นนั่ง สายตาสำรวจไปทั่วเรือนร่าง ร่างกายนี้มีผิวพรรณทั้งขาวทั้งเนียนนุ่ม นิ้วมือก็เรียวสวยดั่งลำเทียน แค่มองดูก็รู้ว่าจะต้องผ่านการบำรุงและดูแลมาเป็นอย่างดี ผิวพรรณดีแบบนี้ไม่ใช่ตัวเขาแน่

ร่างกายเขามันต้องเป็นมือหยาบกระด้าง แข็งเป็นไต ข้อนิ้วแตกใหญ่ ไม่ใช่ให้สัมผัสนุ่มนิ่มเป็นลูกคุณหนูแบบนี้ ผมยาวสลวยจนถึงเอวอีก เขาไว้ผมสั้นมาตลอดเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน

นี่มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาทะลุมิติมาแบบที่เคยอ่านในนิยายหรอกนะ

หันมองรอบกายก็เห็นห้องนอนหรูหราสไตล์โบราณสะอาดสะอ้าน ประกอบด้วยเครื่องเรือนพร้อมสรรพ โต๊ะนั่งเล่นจัดวางไว้ข้างหน้าต่าง   บนโต๊ะมีหนังสือหลายเล่มจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไหนจะโต๊ะเครื่องแป้งตัวใหญ่ที่มุมห้อง ด้านบนเต็มไปด้วยเครื่องประดับมีค่ามีราคาที่คนจน ๆ อย่างเขาไม่มีวันซื้อได้

สรุปตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่

ขณะที่ฉางอันสำรวจรอบด้านอย่างสนอกสนใจ จู่ ๆ อาการเวียนศีรษะก็เข้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว ชายหนุ่มหน้ามืดก้าวเซถอยหลังล้มลงไปนั่งบนเตียง ในหัวของเขามีภาพมากมายวิ่งวนเวียนอยู่ ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือความทรงจำพวกนี้ล้วนไม่ใช่ของตนเอง ฉางอันมั่นใจ เพราะภาพเดี๋ยวเบลอเดี๋ยวชัด ทำให้พอเห็นหน้าของคนในเหตุการณ์อยู่บ้าง มีแต่คนแปลกหน้าเต็มไปหมด แถมภาษาที่พูดก็ยังเป็นภาษาโบราณที่เคยเห็นในละครบ่อย ๆ คำถามคือ...คนพวกนั้นเป็นใครกัน

“ฉางอัน เจ้าบ้าไปแล้วหรือ”

“สร้างเรื่องอีกแล้ว”

“ไอ้ลูกเต่าไร้ประโยชน์ เจ้าไม่น่าเกิดมาในตระกูลข้าเลยจริงๆ”

“เจ้านั่นเป็นตัวอัปมงคล ตาย ๆ ไปซะได้ก็ดี”

“ท่านพ่อข้าอยากออกไปเที่ยวบ้าง”

เสียงพูด เสียงตะโกนต่อว่าด่าทอดังเข้ามาในหัวทำเอามึนงงไปหมด แต่ก็ทำให้เขาพอจะจับใจความได้ว่า เจ้าของร่างนุ่มนิ่มคนนี้มีชื่อเดียวกับเขาคือ “ฉางอัน” แต่ดูเหมือนชีวิตจะแย่ยิ่งกว่าเขาซะอีก

ถึงเกิดในครอบครัวซึ่งมีอันจะกินแต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตราบรื่นมีความสุข อาจจะด้วยนิสัยส่วนตัวที่เห็นก็พอจะอนุมานได้ พูดแบบดูดีก็เป็นคนที่ค่อนข้างไว้ตัว เข้าสังคมไม่เก่ง ถ้าพูดตรง ๆ ก็หยิ่งยโสนั่นเอง

สาเหตุก็มาจากการที่เจ้าตัวอยากจะให้ผู้เป็นบิดาหันมาใส่ใจเขาบ้าง เมื่อทำดีแล้วไม่ได้รับความสนใจฉางอันคนนั้นจึงประชดประชัน       ผู้เป็นบิดาด้วยการทำตัวไม่น่ารัก ใช้ทุกวิถีทางในการเรียกร้องความสนใจ แม้จะรู้ว่าวิธีการนั้นมันผิดหรือไม่ดีก็ยังทำ เพื่อว่าวันหนึ่งผู้เป็นบิดาจะหันมารักเขาเหมือนกับลูกคนอื่น ๆ ซึ่งก็เป็นเพียงแค่ความหวังลมแล้ง ๆ ที่เจ้าตัวสร้างขึ้นมาเท่านั้น ทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดมา จวบจนวันที่สิ้นลมหายใจคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาไม่เคยรักฉางอันเลยแม้แต่น้อย

เขานั่งเรียบเรียงและทำความเข้าใจเรื่องราวในความทรงจำอยู่ประมาณชั่วเวลาจิบชา เมื่อได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาของเจ้าของร่างบางส่วนก็ถึงกับต้องยกมือกุมขมับตัวเองเลยทีเดียว อะไรมันจะรันทดได้ขนาดนี้กันนะ เขาที่อยู่กับพ่อแค่สองคนในห้องพักเก่าโทรม      อดมื้อกินมื้อยังจะดูมีความสุขกว่าคนคนนี้เลย

“นายน้อยท่านฟื้นแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะยังเจ็บที่ใดหรือไม่” ขณะที่กำลังทำความเข้าใจกับความทรงจำของเจ้าของร่างเพิ่มเติม เสียงอ่อนหวานของใครบางคนก็ดังขึ้นขัดจังหวะจนต้องรีบเงยหน้าขึ้นไปมอง

“….”

ใครล่ะเนี่ย ในความทรงจำของเด็กคนนี้เหมือนจะไม่รู้จักหญิงสาวนางนี้ แล้วมาจากไหนกัน

“นายน้อยเจ้าคะ ข้าน้อยคือเสี่ยวลิ่ว เด็กรับใช้ที่เรือนใหญ่ส่งมาแทนคนเก่าเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นท่าทางงุนงงสงสัยของผู้เป็นเจ้านาย สาวใช้จึงรีบเอ่ยปากแนะนำตัว

“อ่า…เกิดอะไรขึ้นกับผม ไม่สิ…ข้า เกิดอะไรขึ้นกับข้า” ฉางอันรีบเปลี่ยนคำเรียกขานแทนตัวเมื่อเห็นเด็กรับใช้ที่ชื่อเสี่ยวลิ่วมองเขาด้วย  ความฉงน

“ท่านจำไม่ได้หรือเจ้าคะ ท่านมีปากเสียงกับคุณหนูสาม จากนั้นท่านก็ออกไปข้างนอก แต่ไม่รู้เหตุใดถึงไปมีเรื่องกับเหล่าคณิกาที่หอโคมเขียวประจำเมืองได้ พวกนางบอกว่าท่านจะทำร้ายร่างกายจึงได้ให้บ่าวแถวนั้นหยุดท่านไว้ แต่ท่านร่างกายบอบบาง เอ่อ...เอ่อ... บ่าวหมายถึงร่างกายของท่านไม่ค่อยแข็งแรงเลยโดนทำร้ายจนหมดสติไป”

เสี่ยวลิ่วเล่าไปพลางตาก็แอบเหลือบมองผู้เป็นนายใหม่ไปพลาง กิตติศัพท์ความเอาแต่ใจของคุณชายฉางอันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มีกี่คนแล้วที่พูดหรือทำสิ่งใดไม่ถูกใจก็จะถูกเด็กหนุ่มปาข้าวของใส่จนหัวร้างข้างแตก บ่าวรับใช้ทั้งชายหญิงจึงเข็ดขยาดกันเป็นแถว

ฉางอันที่ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งงันไป กำลังทบทวนจากความจำว่าที่จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ฝ่ายสาวใช้ที่เห็นคุณชายผู้มีกิตติศัพท์อันเป็นที่เรื่องลือนิ่งเงียบไปไม่กล่าวคำ ก็รีบก้มหน้าหลบตาพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด กลัวว่าอีกฝ่ายจะพาลโมโหแล้วมาลงที่ตนเอง

“ข้าจำได้แล้ว”

สาวใช้ที่ได้ยินเสียงฉางอันพึมพำออกมาสะดุ้งเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ “เจ้าคะ คุณชายยังรู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่” ฉางอันตอบสั้น ๆ พยายามใช้น้ำเสียงให้เหมือนเจ้าของร่างเดิมมากที่สุด

“ละ...แล้ว เอ่อ”

“มีอะไรก็รีบพูดมา” ฉางอันที่เห็นสาวใช้พูดจาอ้ำอึ้งถามออกมาเสียงดัง ถ้าเป็นเจ้าของร่างตัวจริงสาวใช้คนนี้คงโดนของที่อยู่ใกล้มือขว้างใส่ไปแล้ว ฐานยึกยักน่ารำคาญ

“จะ...เจ้าค่ะ พูดแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวลิ่วละล่ำละลักพูดตอบ ในใจแทบจะหลั่งน้ำตาร่ำไห้ “คือนายท่านบอกว่าถ้าคุณชายตื่นแล้วให้ไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ”

นายท่านก็คือบิดาของเจ้าของร่างนี้สินะ นิ่งคิดสักพักก็ตอบรับว่าขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วจะไป ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าที่ฉางอันจะแต่งตัวเสร็จ ก็เขาไม่ชินกับพวกเสื้อผ้าหลายชั้นแถมยังใส่ยากใส่เย็นพวกนี้นี่นาจะให้ทำยังไงล่ะ ดีที่มีสาวใช้ชื่อเสี่ยวลิ่วกับความทรงจำเก่า ๆ ถึงใส่ได้ถูกต้อง

ฉางอันเดินตามสาวใช้มาที่เรือนใหญ่ พอเดินเข้ามาในห้องโถงต้อนรับของเรือนก็เห็นคนนั่งอยู่ในนั้น 3-4 คน ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นคนในครอบครัวของเจ้าของร่าง

เท่าที่สังเกตดูทุกสายตาที่มองมามีแต่ความเย็นชา ไม่มีความเป็นห่วงเป็นใยเลยสักนิดเดียว นี่เหรอที่เจ้าฉางอันคนนี้เรียกว่าคนในครอบครัว แบบนี้เรียกว่าศัตรูยังจะดูเข้าท่าซะกว่า

เด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามาพยายามนึกถึงท่าทางกิริยาของเจ้าของร่างเดิมเวลาเผชิญหน้ากับคนในครอบครัวเพื่อเลียนแบบ เขาเชิดหน้าขึ้นสูง หลังตรงไม่โค้งตัวประสานมือทำความเคารพคนที่อยู่ในห้องโถง ยืนนิ่งเงียบอยู่กลางห้อง ยิ่งทำให้ดูโดดเดี่ยวและหยิ่งผยองยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว ภายนอกดูเหมือนไม่สะทกสะท้าน แต่ในใจอยากบอกว่าสั่นไปหมด กลัวโดนจับได้ว่าไม่ใช่ “ฉางอัน” ตัวจริง

“นี่มันท่าทีอะไรของเจ้ากัน!” เสียงตวาดแฝงไปด้วยความไม่พอใจเต็มสิบส่วนดังขึ้น เจ้าของเสียงคนนี้คือฉางเจี้ยนหลี่ บิดาบังเกิดเกล้าของเจ้าของร่างเดิม หน้าตาของฉางอันมีส่วนคล้ายคลึงกับบิดาไม่มากนัก เขาได้ดวงตาสุกใสและโครงหน้าอ่อนหวานมาจากผู้เป็นมารดา รูปร่างก็ค่อนไปทางแบบบางไร้กล้ามเนื้อ จึงแทบจะดูไม่เหมือนคนเป็นบิดาเลยแม้แต่น้อย

“….” ฉางอันเลือกที่จะเงียบ ไม่พูด ไม่ตอบโต้อะไรทั้งนั้น นี่คือท่าทางของฉางอันตัวจริงยามเผชิญหน้ากับโทสะของบิดา

เห็นท่าทีหยิ่งยโสของผู้เป็นบุตรชาย คนเป็นบิดาถึงกับกำหมัดแน่นเตรียมพุ่งเข้าไปลงมือสั่งสอน “แก…”

“ว้าย! ท่านพี่ใจเย็น ๆ เจ้าค่ะ อย่าลงไม้ลงมือกับลูก” เสียงเล็กแหลมที่พยายามดัดให้อ่อนหวานเอ่ยห้าม มือเรียวเล็กสมกับเป็นกุลสตรีในห้องหอคว้าแขนผู้เป็นสามีไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าไปตี           ไอ้ตัวไร้ประโยชน์ตรงกลางโถง

จากนั้นว่านมี่อิงผู้เป็นฮูหยินคนปัจจุบันก็หันหน้ามากล่าวกับทางฉางอันด้วยท่าทางที่อ่อนโยนรักใคร่ว่า “เสี่ยวอัน เจ้าขออภัยท่านพ่อเร็วเข้า ท่านพ่อจะได้หายโกรธที่เจ้าไปมีเรื่องกับนางคณิกา”

ได้ยินแบบนั้นฉางอันก็ส่งเสียง “เฮอะ” ออกมาหนึ่งคำ

คำพูดที่กล่าวออกมาฟังเผิน ๆ เหมือนพยายามที่จะหว่านล้อมให้ลูกเลี้ยงขอโทษผู้เป็นบิดา แต่หากฟังดี ๆ จะเห็นว่าคำพูดแต่ละคำที่ออกมาจากปากนั่นยุให้เจ้าบ้านมีโทสะขึ้นไปอีก เพราะฝ่ายมารดาเลี้ยงเอาแต่ย้ำว่าตัวฉางอันไปทะเลาะวิวาทกับคนข้างนอก แถมคนพวกนั้นยังเป็นเหล่าคณิกาที่ถือเป็นบุคคลชั้นต่ำอีกด้วย

ฟังเหมือนจะช่วยนะยายป้า แต่ที่ไหนได้ คำพูดเสี้ยมให้คนตีกันชัดๆ

“เจ้าดูมันสิ! ดูท่าทีของมัน ถ้ารู้ว่าโตมาจะเนรคุณแบบนี้ข้าเอาขี้เถ้ายัดปากให้ตายไปตั้งแต่เกิดมาวันแรกแล้ว”

ความน้อยใจแล่นวูบขึ้นในอกเมื่อได้ยินบิดาพูดแบบนี้ เป็นความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ของเจ้าของร่างเดิมซึ่งส่งผ่านมาถึงฉางอันในตอนนี้ ความหลังฝังใจไม่ใช่เล่น ๆ เลย

“ท่านพ่อจะดุด่าอะไรก็รีบ ๆ กล่าวมาเลยเถอะ ข้ายังปวดหัวอยู่ อยากกลับไปพักผ่อน” ฉางอันสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่ยอมอ่อนไหวไปกับอารมณ์ที่ยังคงตกค้างของอีกคน

จุกในอกจนอยากจะอาเจียนออกมาให้รู้แล้วรู้รอด เป็นพ่อภาษาอะไรกัน บุตรชายบาดเจ็บถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ แทนที่จะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกลับเรียกมาด่าซ้ำ

“เสี่ยวอัน ลูกเพิ่งฟื้นขึ้นมาหลังจากสลบไปสามวัน ตอนโดนหามกลับมาที่จวน รู้ไหมท่านพ่อของเจ้าเป็นห่วงเจ้าจนร่างกายซูบผอมไปหมด เจ้ากล่าวคำพูดให้น่าฟังสักหน่อยเถอะ” ว่านมี่อิงวางท่าราวกับมารดาสั่งสอนบุตร

“เจ้าไม่ใช่มารดาข้า มีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า” ฉางอันสะบัดเสียงตอบกลับไป ดวงตาแดงก่ำมีน้ำตาคลออยู่ภายใน จ้องมองว่านมี่อิงเขม็ง   นี่เป็นความรู้สึกที่ระเบิดออกมาจากภายในใจ เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจและความเก็บกดจากฉางอันคนเดิมที่ได้รับมาตลอดระยะเวลาที่อยู่ในจวนสกุลฉางแห่งนี้

“ฮึก ๆ ข้าแค่….ฮึกฮือ” ฝ่ายว่านมี่อิงก็ไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะปล่อยให้ลูกเลี้ยงรังแก หล่อนน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย ปิดหน้าสะอึกสะอื้นน้อยๆ อย่างมีจริต เรียกความสงสารจากทุกคนในห้องโถงไปได้ไม่น้อย ทั้งยังทำให้คนเกิดอคติกับฉางอันได้ไม่น้อยด้วยเช่นกัน

“ฮูหยินอย่าเสียใจไป คนอย่างมันจะรู้จักสำนึกบุญคุณใครบ้าง” ฉางเจี้ยนหลี่เข้าประคองบ่าโอบกอดภรรยาผู้บอบบางและจิตใจดีของตัวเอง ปลอบประโลมทั้งคำพูดและการกระทำ

“เจ้าค่ะ ฮึก ๆ ข้าเข้าใจว่าข้าไม่อาจแทนที่เว่ยฮูหยินได้ ข้าไม่ถือโทษโกรธเสี่ยวอันแม้แต่น้อย ท่านก็อย่าดุด่าเขาอีกเลย ฮือ ๆ” ยิ่งเห็นภรรยาคนงามทั้งที่กำลังเสียใจ แต่ยังมีแก่ใจมาแก้ต่างให้ลูกเลี้ยง ในใจของ   ฉางเจี้ยนหลี่ยิ่งโกรธบุตรชายทบเท่าพันทวี

ฉางอันมองฉากประคบประหงมตรงหน้าด้วยสายตาชืดชา พอเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมทนไม่ไหว

เวลานี้ภายในใจของเขาก็อัดอั้นไปด้วยอารมณ์ ทั้งน้อยใจ เสียใจ ขุ่นเคืองโกรธแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้ เด็กหนุ่มกดอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ไว้อย่างยากเย็น สีหน้าประเดี๋ยวบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ประเดี๋ยว   ขมขื่นในชะตาชีวิต เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาน่าปวดหัว

ทว่าไหน ๆ ก็มาอาศัยร่างคนอื่นแล้วจึงตัดสินใจจะทวงความยุติธรรมคืนมาให้กับเจ้าของร่างเดิม ใครที่ทำอะไรไว้ในอดีตจะต้องชดใช้ให้เขา อย่างน้อยคนที่เคยทำให้ฉางอันคนเก่าต้องอับอาย มันต้องได้อายมากกว่าเป็นร้อยพันเท่า ใครที่เคยทำให้ฉางอันเจ็บปวดเขาจะทำให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นย้อนกลับไปหาพวกมันแบบทบต้นทบดอกเลยทีเดียว

คิ้วเรียวสวยของคนที่ยืนมองละครฉากใหญ่ตรงหน้าขมวดเข้าหากัน ใบหน้ายับย่น สองมือกำแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ท่องคำว่า...

ทน! ทน! ทน!

อึดอัดอยากด่าคนโว้ย ซึ่งประโยคนี้เขาได้แต่ตะโกนในใจเท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป