บทที่ 4 ฉางอัน 4
เรือนกลางอันเป็นที่อาศัยของผู้นำตระกูลและฮูหยินตกแต่งอย่างหรูหรา เป็นสถานที่ที่ถูกดูแลรักษาให้คงความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและรสนิยมของเจ้าบ้าน
เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนนอนหลัก จะพบกับการออกแบบที่ละเอียดอ่อนและประณีต ภายในเรือนนอนมีเตียงใหญ่เรียกว่าคั่ง ซึ่งเป็นเตียงที่มีโครงสร้างไม้แข็งแรง ยกสูงขึ้นจากพื้น ผ้าม่านสีแดงเข้มประดับรอบเตียงช่วยสร้างบรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว
ผนังของเรือนนอนประดับด้วยภาพเขียนและภาพโคลงกลอนโบราณตามความชอบของเจ้าบ้านอย่างฉางเจี้ยนหลี่ นอกจากนี้ยังมีตู้ไม้โบราณที่ใช้เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว ตู้เหล่านี้ล้วนมีการแกะสลักลวดลายอย่างละเอียด ทาสีเคลือบเงาเพื่อเพิ่มความงามและความทนทาน
ยามนี้ในเรือนนอนเต็มไปด้วยบรรยากาศแสนกดดัน สองสามีภรรยากลับจากโถงกลางก็เข้าห้องนอนอย่างเคร่งเครียด สายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดและกังวลใจ พวกเขาคิดไม่ตกกับการวางแผนจัดการกับอนาคตของบุตรคนโต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหนักใจและซับซ้อน
ฉางเจี้ยนหลี่ตั้งแต่กลับมาจากโถงใหญ่ก็ไม่ปริปากพูดอะไรเลย เขาเอามือไพล่หลังเดินกลับไปกลับมาอย่างคิดไม่ตกว่าจะจัดการกับฉางอันอย่างไรจึงจะเหมาะสม เสื้อคลุมยาวสีเข้มที่สวมใส่เหมือนจะยิ่งเพิ่มความเคร่งเครียดให้กับบรรยากาศภายในห้อง แสงแดดที่ส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างบานใหญ่ทำให้เห็นเงาคนที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน
อย่างไรซะเขาก็เป็นคนรักหน้ารักตาและชื่อเสียงของตัวเองเป็นที่สุด หากจัดการด้วยวิธีการที่ทำให้คนอื่นเห็นว่าเป็นการลำเอียงรักลูกของฮูหยินคนใหม่มากกว่าคนเก่าที่จากไปแล้วนั้น คำครหาแบบนี้เขารับไม่ไหว
ว่านฮูหยินเห็นสามีเดินเป็นหนูติดจั่นจึงเดินเข้าไปจับแขนประคองให้นั่งที่โต๊ะ รินน้ำชายื่นให้อย่างเอาใจ มือนุ่มนิ่มขาวเนียนลูบปลอบประโลมเบา ๆ ที่ต้นแขน ถ้าใครได้เห็นภาพนี้จะต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก
“ท่านพี่อย่าเครียดไปเลยนะเจ้าคะ ค่อย ๆ คิดก็ได้เจ้าค่ะ ระวังจะเสียสุขภาพ”
“เฮ้อ ข้าจนปัญญากับไอ้ลูกคนนั้นแล้วจริง ๆ” ยิ่งพูดยิ่งหงุดหงิด
ได้ยินแบบนั้นว่านฮูหยินจึงยกยิ้มมุมปาก ตาวาววับรีบกล่าวว่า “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ เราหาคนมาแต่งกับอันเอ๋อร์ดีหรือไม่ เขาเองก็ถึงวัยสมควรต้องแต่งงานแล้วด้วย”
“แต่งงานหรือ ทำไมข้าจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้กัน แต่ในเมืองนี้มีใครบ้างไม่รู้ถึงกิตติศัพท์ของคุณชายฉางอัน บ้านไหนจะยอมยกบุตรสาวในห้องหอให้เจ้านั่น หาคนมาแต่งด้วยได้ก็แปลกแล้ว” ฉางเจี้ยนหลี่ลูบคางคิดตาม แต่พอคำนึงถึงนิสัยของบุตรชายก็ส่ายศีรษะ ใครจะไปทนนิสัยแบบนั้นได้ ขนาดตนเองที่เป็นบิดายังอยากตัดชื่อมันออกจากวงศ์ตระกูล
เฮ้อ แค่ไม่กี่วันที่เกิดเรื่อง ฉางเจี้ยนหลี่รู้สึกว่าตัวเองแก่ลงไปหลายปี บนหัวมีผมขาวงอกขึ้นมาจนแทบจะทั้งศีรษะแล้ว
ว่านฮูหยินทำท่าทางอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ระงับไว้ มือทั้งสองข้างบีบกันไปมาเบา ๆ ดูลำบากใจที่จะเอ่ยปากเป็นอย่างยิ่ง
“ฮูหยินเจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ อย่ามัวแต่อ้ำอึ้ง”
“ข้าไม่รู้ว่าควรจะพูดออกไปดีหรือไม่เจ้าค่ะ”
ยิ่งได้ยินฮูหยินของตัวเองเปรยออกมาเช่นนี้ ฉางเจี้ยนหลี่ก็ยิ่งให้ความสนใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าลองว่ามาก่อนเถอะ”
“คือ…คือว่า หากไม่มีบ้านใดยอมยกบุตรสาวให้แต่งกับอันเอ๋อร์ แล้วถ้ากลับกันล่ะเจ้าคะ” ว่านฮูหยินยื่นหน้าเข้าไปกระซิบเสียงเบาท่าทางมีลับลมคมใน
“หืม หมายความว่าอย่างไร” หัวหน้าตระกูลฉางมุ่นหัวคิ้ว เข้าหากัน กดร่องลึกบนใบหน้าให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
“หมายถึงถ้าให้อันเอ๋อร์เป็นฝ่ายแต่งออกไปอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“จะได้อย่างไรกัน ถ้าฉางอันแต่งออกไปแล้วต่อไปใครจะเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉาง เรามีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือเรื่องนี้ ลูกที่กำเนิดกับว่านฮูหยินมีเพียงบุตรสาวสองคนเท่านั้น ไม่มีบุตรชาย
“เรื่องนี้เจ้าเลิกคิดเถอะ ตระกูลฉางไม่อาจขาดบุตรคนนี้ ฉางอันต้องเป็นผู้นำตระกูลต่อจากข้า อย่าได้เอ่ยขึ้นมาอีก” ว่าจบก็โบกมือเบา ๆ เป็นการจบบทสนทนา ไม่จำเป็นต้องเอ่ยขึ้นมาอีก
ว่านฮูหยินได้ยินเรื่องที่สามีเป็นกังวล กลับไม่ได้เครียดตามหรือไม่พอใจที่ความคิดของนางไม่ได้รับการสนับสนุน หากก้มต่ำลงสักนิดจะรู้ว่าแม้นางวางท่าทีไม่ทุกข์ร้อน แต่ความจริงกำหมัดด้วยความเจ็บแค้นอยู่นานแล้ว
หวังจะให้ลูกชายที่เกิดจากหญิงแพศยานั่นได้เป็นผู้นำตระกูลหรือ ฝันไปเถอะ ! นางไม่ยอมเด็ดขาด
เหตุที่ต้องการให้ฉางอันแต่งออกไปก็ไม่ใช่เพราะเจตนาดี ไม่ได้หวังให้บุตรชายที่เกิดจากหญิงซึ่งเปรียบเสมือนหนามยอกอกของนางมีความสุขในชีวิตครอบครัวหลังออกเรือน หากแต่ต้องการใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการขับไล่เขาออกจากตระกูล ด้วยหวังว่าจะสามารถควบคุมทรัพย์สินและอำนาจในจวนตระกูลฉางได้มากขึ้น ทั้งยังได้กำจัดเสี้ยนหนามที่ตำตาตำใจนางมาตลอดชีวิตออกไปด้วย
ตรงกันข้ามกับความคิดที่เต็มไปด้วยความริษยาและชิงชังของตนเอง ว่านฮูหยินเยื้องกรายเข้าใกล้ชายผู้เป็นสามี ริมฝีปากจิ้มลิ้มขยับเป็นรอยยิ้มบาง
ใบหน้านี้ที่เคยทำให้ฉางเจี้ยนหลี่หลงใหลยังคงอ่อนเยาว์งดงามเหมือนก่อน ยังสามารถดึงดูดความรักและความลุ่มหลงของสามีได้อยู่เสมอ แม้ไม่ได้งามล่มเมือง แต่ในสายตาของฉางเจี้ยนหลี่ ว่านมี่อิงของเขางดงามจับตา เข้าสำนวนในสายตาคนรักมีไซซี[1] มองได้ไม่มีวันเบื่อ
“ท่านพี่” นางหยุดเท้าที่เบื้องหน้าสามีเอ่ยเรียกเสียงหวาน เอื้อมมือคว้าจับที่หลังมือของเขา แล้วชักนำมือข้างนั้นให้วางแนบลงบนหน้าท้องของตน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
