บทที่ 6 ฉางอัน 6

ในขณะที่ฝ่ายบิดาและมารดาเลี้ยงกำลังจัดแจงเรื่องของบุตรชายเจ้าปัญหา ตัวบุตรชายเจ้าปัญหาที่ถูกเปลี่ยนวิญญาณไปแล้วกลับยังนั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่ในศาลบรรพชน

ฉางอันนั่งทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอย่างละเอียด มีบางอย่างที่อาจเลอะเลือนไปบ้าง หากแต่หลายอย่างกลับยังชัดเจน เขาต้องทำความเข้าใจกับโลกใบใหม่ รวมถึงสังคมใหม่ให้ได้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นการใช้ชีวิตจะต้องมีปัญหาตามมาแน่

สิ่งที่เขาสรุปได้เกี่ยวกับที่นี่คือ ในประเทศนี้มีวัฒนธรรมแทบจะไม่ต่างจากโลกปัจจุบันที่เขาก้าวผ่านมา เพียงแค่ไม่พัฒนาเท่า ยังอยู่ในช่วงที่มี

จักรพรรดิ มีการแบ่งชนชั้นขุนนางและสามัญชน เรื่องอาหารการกินยังไม่รู้แต่คิดว่าคงไม่แย่

ยุคสมัยนี้สามารถแต่งงานได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จะคู่ชายหญิง ชายชายก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่หากบุตรชายที่เป็นผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าตระกูลหรือรัชทายาท เลือกแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันจะถือเป็นการหมดสิทธิ์ในตำแหน่งนั้น ๆ ทันที

นอกจากจะเข้าครอบครองร่างกายนี้แล้ว ช่วงระยะเวลาก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกต้องนัก คล้ายกับว่าเขาจะทั้งเข้าร่างคนอื่นและย้อนเวลากลับมาด้วย เพราะช่วงชีวิตนี้เด็กหนุ่มเพิ่งจะอายุราว ๆ 18 ปี แต่ในความทรงจำที่เห็น มีบางฉากบางตอนที่ฉางอันคนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตลำบาก ไม่ได้หรูหราห้อมล้อมด้วยบ่าวรับใช้ ไม่ได้อาศัยอยู่ที่เรือนในเมืองหลวง หากแต่มันเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยชัดเจน เลือนรางและขาดหาย

ที่สำคัญคือดูเหมือนในความทรงจำที่แหว่งหาย ร่างนี้จะแต่งงานแล้ว คู่ครองของเขาเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาไม่ถึงกับหล่อเหลาเหมือนนายแบบในโลกเดิมหรือสวยหวานเหมือนนายคณิกา หากแต่ก็คมคายชวนมองไม่น้อย

เสียดายแต่ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวหลังแต่งงานมี    ไม่มาก คนทั้งคู่แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันเลย เท่าที่เห็นเจ้าของร่างเดิมยังปฏิบัติต่อสามีและแม่สามีอย่างเย็นชา เอาแต่ใจตัวเอง พูดแต่เรื่องไม่น่าฟัง ไม่ปรับปรุงนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง และไม่ถนอมน้ำใจคนในครอบครัว ทำให้เป็นที่รังเกียจของครอบครัวสามีเป็นอย่างมาก

แต่เมื่อฉางอันคนใหม่ได้เข้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว หากอยากมีชีวิตที่สงบสุขราบรื่นก็คงต้องแก้ไขเรื่องพวกนี้ก่อนที่มันจะบานปลายจนเลวร้ายเหมือนในชีวิตก่อนหน้า เวลานี้ยังไม่ได้แต่งงานก็ควรปรับปรุงนิสัยและทัศนคติเหล่านี้ให้ดีขึ้น

ทางที่ดีกว่านี้เขายังคิดไม่ออก หนีออกจากบ้านจะเอาตัวรอดได้หรือเปล่ายังไม่รู้ ถ้าการแต่งงานเป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้ออกจากตระกูลฉางได้ เขาก็จะทำแล้วค่อยไปหย่าเอาทีหลังก็คงได้

ว่าแต่ต้องไปหาเจ้าบ่าวที่ไหน??

แถมก่อนแต่งงานเขาหมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่าจะต้องทำให้แม่เลี้ยงได้เจ็บ ๆ คัน ๆ สักหน่อย เห็นทีต้องวางแผนให้รัดกุม หากถูกจับได้ขึ้นมาจะเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย

ว่าแต่เอาอะไรดี จะให้แกล้งถึงขั้นเลือดตกยากออกก็บาปกรรม ยาถ่ายก็เดี๋ยวลูกหลุด หรือว่า…

:

:

เวลาไม่รอท่า เมื่อว่านฮูหยินกับฉางเจี้ยนหลี่ผู้เป็นสามีปรึกษาหารือกันเรียบร้อย นางตื่นเต้นจนยากจะระงับ จัดการส่งสาวใช้รุ่นใหญ่คนหนึ่งเดินทางไปพบแม่สื่อที่ตรอกลู่จยาวานทันที

ไม่มีใครรู้ว่าแม่สื่อกับสาวใช้คุยอะไรกัน ทั้งสองคนเข้าไปในห้องรับรองเล็กเพียงลำพัง ใช้เวลาไม่นานก็แยกย้ายกลับเรือน ที่แน่ ๆ คือทุกอย่างเป็นความลับที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์

คล้อยหลังสาวใช้ แม่สื่อรีบกลับเข้าไปแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูงดงามสมกับเป็นคนกลางชักนำเส้นชะตาด้านความรักของผู้อื่น ผ่านไปประมาณชั่วเวลาจิบชาสองถ้วย แม่สื่อก็รีบเรียกให้คนนำรถม้าออกเดินทางทันทีอย่างไม่รีรอ...จะรออะไรอยู่ล่ะ นั่นเงินก้อนโตเชียวนะ

เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าเรือนตระกูลเหล่ย นางก็เอ่ยปากบอกคนงานเฝ้าประตูว่าตนมาหาฮูหยินรองของท่านเหล่ย

ตระกูลเหล่ยถือเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่งของเมืองหลวง พวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัวจากการค้าขายเกลือ ต้องบอกก่อนว่าเกลือในยุคสมัยนี้ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็จะตั้งร้านหรือเดินเรือซื้อขายเกลือได้ในจำนวนมาก ต้องมีเส้นสายที่เอาไว้ติดต่อกับขุนนางหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น โชคดีที่ต้นตระกูลของตระกูลเหล่ยมีเส้นสายมากพอและจับทางการค้าถูก ทำให้มั่งมีจนถึงทุกวันนี้

ทว่าถึงแม้จะยังสืบทอดทำการค้าเกลือจากรุ่นสู่รุ่น หากแต่ก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนสมัยของบรรพบุรุษผู้เริ่มตระกูล ยิ่งไปกว่านั้นหัวหน้าตระกูลเหล่ยคนปัจจุบันไม่มีหัวด้านการค้า บริหารกิจการได้ไม่ดีเท่ากับผู้เป็นบิดา อีกทั้งยังเป็นคนหูเบา เชื่อคำหวานรังเกียจคำขม จึงเชื่อและฟังแต่คำพูดของฮูหยินรองผู้ซึ่งเขาผูกสมัครรักใคร่อย่างแท้จริง เงินทองที่มีก็เอาไปปรนเปรอบุตรชายที่เกิดจากฮูหยินรอง ผู้ซึ่งไม่เป็นโล้เป็นพาย ติดการพนันและไม่ทำงาน

ท่านเหล่ยหรือเหล่ยซ่านเหลียงเป็นผู้ชายผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมคายมีโครงหน้าชัดเจน สมัยวัยเยาว์จัดว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง หากแต่ในปัจจุบันเนื่องจากไม่ได้ทำงานหนักและไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายที่เคยผึ่งผายกลายเป็นเจ้าเนื้อ ดูได้จากหลังมืออูมๆ กับเนื้อข้างแก้มและคางอึ่งที่ยื่นออกมามากกว่าคนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดจนเกินไปนัก

เขามีฮูหยินถึงสองคน คนแรกเป็นภรรยาที่มารดาของเขาหาให้ด้วยเห็นว่าเหมาะสมกับตระกูลของตน นางเป็นหญิงสาวจากตระกูลอี้ที่เป็นคู่ค้ากันมาอย่างยาวนานกับตระกูลเหล่ย

ส่วนภรรยาคนที่สองหรือฮูหยินรองเป็นคนที่เหล่ยซ่านเหลียงผูกสัมพันธ์มาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม เป็นเพียงบุตรีของชาวบ้านธรรมดาไม่ได้มีฐานะมั่งมีหรือมีหน้ามีตาทางสังคม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป