บทที่ 8 ฉางอัน 8
เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านเห็นดีเห็นชอบ ขั้นตอนต่าง ๆ ก็ง่ายดาย เพียงผลักเรือไปตามน้ำ สองบ้านไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนม บรรยากาศกลมเกลียวชื่นมื่นเป็นอย่างยิ่ง เรื่องการหาเจ้าสาวฮูหยินรองเป็นคนจัดการแทน ทว่าการแลกรายการสินสอดครั้งนี้เป็นเรื่องที่มารดาของเหล่ยตงอยากเป็นผู้จัดการเอง
เห็นหล่อนอ่อนแอแบบนี้ แต่หล่อนไม่ได้โง่ หากให้ฮูหยินรองจัดการ สินสอดสำหรับสู่ขอลูกสะใภ้คงเป็นที่ขายหน้าคนทั้งเมือง งานมงคลสำคัญของบุตรชายคนเดียวนางมีหรือจะยอมให้ใครมาขัดขวาง
หากแต่ติดที่ท้องแก่ใกล้คลอด จึงไม่สะดวกออกนอกบ้าน ได้แต่กำชับคนสนิทให้รายงานนายท่านแทนว่าบุตรชายคนโตแต่งงานจะต้อง มีหน้ามีตาสมฐานะตระกูล ไม่อาจปล่อยให้มีการสิ่งใดตกหล่นบกพร่องเป็นอันขาด อีกทั้งหล่อนยังเขียนรายการสินสอดทองหมั้นส่งไปให้ทางนั้นพิจารณาพร้อมกันเลย
“ท่านพี่ไม่ต้องกังวล ข้ารู้ว่าจะจัดการอย่างไรให้เหมาะสมเจ้าค่ะ” แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่หลี่หนิงเจียวที่ได้รับรายการสินสอดทองหมั้นจากสามีลอบกำมือแน่น มันจะมากเกินไปหรือไม่ แบบนี้ไม่ใช่ว่าสมบัติของนางที่จะเอาไว้ให้ลูก ๆ ต้องลดน้อยลงไปมากในคราวเดียวหรอกหรือ
“อืม เจ้าไปจัดการเองข้าก็วางใจ” เหล่ยซ่านเหลียงเห็นพ้องกับทุกอย่างที่หลี่หนิงเจียวเป็นคนเอ่ยปาก
“อย่ากังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ ทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี” ใช่ ...ต้องผ่านไปได้ดีมาก ๆ จนนางฮูหยินใหญ่กับลูกไม่มีที่ยืนในจวนเลย
“คราวนี้ลำบากเจ้าแล้วนะน้องหญิง” ทุกครั้งที่อยู่กันสองต่อสองเหล่ยซ่านเหลียงจะเรียกหลี่หนิงเจียวด้วยความเสน่หาและใกล้ชิดแบบนี้เสมอ นางเป็นภรรยาที่เขารักที่สุดไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีแล้วก็ตาม
หลี่หนิงเจียวที่ได้ยินแบบนั้นเอื้อมมือของตนเองไปลูบเบาที่อกของสามี ปากยิ้มแย้มอ่อนหวาน “อะไรที่ทำให้ท่านพี่สบายใจและมีความสุขข้าพร้อมที่จะทำเสมอเจ้าค่ะ ขอแค่ได้แบ่งเบาภาระของท่านได้ก็พอ”
ไม่มีใครรู้ว่ารายการสินสอดเขียนสิ่งใดไว้บ้าง มีเพียงคนงานหาบสินสอดไม่ต่ำกว่า 10 หาบ แต่ละหาบล้วนเต็มจนล้นออกมาเพื่อนำไปบ้านตระกูลฉาง แม้กระนั้นบ้านของฝ่ายหญิงที่ต้องแต่งเข้ามาก็ไม่สนใจที่จะดูอะไรมากมายนัก เพียงตรวจนับพอเป็นพิธี ก่อนแลกดวงแปดอักษร ผูกดวงดูฤกษ์ดูยาม แลกสินสอดทองหมั้น ก็ถือว่าทุกอย่างเป็นอันตกลง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็แค่อยากส่งตัวหายนะออกจากเรือนของตัวเองโดยเร็วเท่านั้น
การแต่งงานถูกกำหนดเป็นในอีกสิบห้าวันให้หลัง เมื่อนำฤกษ์ยามมาให้ทางฝ่ายเหล่ยซ่านเหลียงดูก็ถึงกับตกใจ “เหตุใดถึงได้รวดเร็วปานนี้”
“จะไม่ให้เร็วได้ยังไงกันล่ะเจ้าคะท่านพี่ เหล่ยตงถูกปฏิเสธการแต่งงานมากี่ครั้งแล้ว ครั้งนี้ถ้าไม่รีบก็เกรงว่าจะมีเหตุการณ์เดิม ๆ เกิดขึ้นอีก” ฮูหยินรองวางถ้วยน้ำชาลงก่อนอธิบาย
ยังไงซะสำหรับนางแล้วเหล่ยตงจะแต่งช้ากว่านี้เล็กน้อยหรือแต่งเร็วกว่านี้ก็ล้วนได้ผลประโยชน์ ทุกอย่างถูกวางไว้หมดแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์พลิกผัน
“ท่านวางใจเถอะนะเจ้าคะ ครั้งนี้หากแต่งออกไปได้อย่างราบรื่น ลูกชายคนโตของเราก็ไม่ต้องกลัวคำครหาที่ว่าเป็นดวงข่มคนอื่นอีกแล้ว” แม้แต่อี้หลันฮวา มารดาแท้ ๆ ยังพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย เนื่องจากอยากเห็นลูกชายเป็นฝั่งเป็นฝา อายุขนาดนี้แล้ว นางไม่อยากให้ลูกชายต้องมานั่งผิดหวังในยามที่แม่สื่อเดินมาบอกว่าถูกปฏิเสธจากบ้านฝ่ายหญิง
อี้หลันฮวาตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะต่อให้ฝ่ายเจ้าสาวแต่งเข้ามาแล้วมีนิสัยอย่างไรก็จะทำดีกับนางให้ถึงที่สุด ด้วยรู้ว่าดวงแบบบุตรชายของนาง การจะมีคนยินยอมแต่งให้ถือเป็นเรื่องยาก ที่ฝ่ายหญิงมีการตอบตกลงในครั้งนี้ ถ้าไม่ถูกบังคับก็ต้องเป็นด้วยมีเหตุจำเป็นแถมนางยังต้องไปแก้บนบริจาคค่าตะเกียงน้ำมัน รวมถึงค่าธูปเทียนที่วัดเป็นเงินอีกกว่าร้อยตำลึง
ณ เรือนตระกูลฉาง
เรือนของฉางอันอยู่ด้านตะวันออกซึ่งตั้งไกลที่สุดจากทุกเรือน ตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมาการตกแต่งภายในเรือนก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ดูเรียบง่ายขึ้น หากแต่ของที่เลือกมาให้ล้วนเป็นของมีค่ามีราคา ของทุกชิ้นถูกทำอย่างประณีตงดงาม ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากที่มารดาเลี้ยงจะทำดีกับตนถึงขั้นนี้
“เสี่ยวลิ่วทำไมคนในเรือนถึงทำตัวแปลก ๆ” ฉางอันถามเอากับเด็กรับใช้ที่ดูเซ่อซ่าแถมยังซื่อบื้อ ที่มารดาเลี้ยงส่งคนแบบนี้มาให้ก็คงหวังว่าตนจะไม่มีเขี้ยวเล็บหรือคนคอยช่วยเหลือในวันข้างหน้าสินะ
“อีกไม่กี่สิบวันจะถึงวันแต่งงานของคุณหนูรองเจ้าค่ะ” นางตอบพร้อมชงน้ำชาให้คุณชายที่พักนี้ไม่ขี้โวยวายเหมือนเดิม ตั้งแต่ถูกย้ายให้มาที่นี่นางกลัวมาตลอดว่าจะจบชีวิตน้อย ๆ ลงอย่างอนาถ แต่พอได้มารับใช้ใกล้ชิดทุกอย่างกลับไม่เหมือนข่าวที่ได้ยิน
ถึงบางครั้งคุณชายใหญ่จะชอบพูดจาแปลก ๆ แต่ก็ใจดีและชอบปรึกษานาง ไม่เห็นว่านางไร้ประโยชน์
“งานแต่งของฉางหรูหลาน!”
“เจ้าค่ะ คุณชายท่านจะเสียงดังไปไย เดี๋ยวคนอื่นก็หาว่าท่านก่อเรื่องอีกหรอกนะเจ้าคะ” เสี่ยวลิ่วเอ่ยเตือนเจ้านายที่จู่ ๆ ก็ตะโกนเสียงดังผุดลุกขึ้นยืนไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เจ้าเด็กโง่ไม่เข้าใจหรอก ไป...ไปข้างนอกกับข้า” ไปข้างนอกยังพอเข้าใจแต่ที่นางไม่เข้าใจคือคุณชายของนางเดินลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนโจรย่องเบา พานางลัดไปเลาะมาไม่ให้คนอื่นเห็น
“ท่านจะย่องเบาบ้านตัวเองหรือเจ้าคะ”
โอ๊ย จะเป็นลม ใครก็ได้เอาเด็กโง่นี่ไปเก็บให้ข้าที ฉางอันกลอกตามองบน “เงียบแล้วตามมาเถอะน่า”
ฉางอันพาเสี่ยวลิ่วมาถึงข้างห้องหนังสือของผู้เป็นบิดา เขาแอบอยู่ตรงบานหน้าต่าง ใช้นิ้วจิ้มจนกระดาษปุหน้าต่างขาดออกเป็นรูเล็ก ๆ แนบดวงตาส่องเข้าไปเพื่อดูความเคลื่อนไหวของคนในห้อง
“ที่ให้จัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่” ฉางเจี้ยนหลี่ถามฮูหยินรองที่นำสำหรับอาหารว่างมาให้ ขนมดอกกุ้ยฮวาสีสวยหวานกินกับน้ำชายามบ่าย
“เรียบร้อยเจ้าค่ะ เจ้าบ่าวเป็นถึงคุณชายใหญ่บ้านตระกูลเหล่ยไม่น้อยหน้าใครแน่นอน”
“อือ สินเจ้าสาวจัดให้เหมาะสม ถือเสียว่าชดเชยให้แก่เขา” ที่ต้องชดเชยเพราะรู้สึกผิดอยู่บ้างที่บุตรชายต้องไปแต่งให้กับผู้ชายอีกคน ซึ่งเป็นที่รู้ไปทั่วเรื่องดวงกินภรรยา กดข่มคู่ชีวิต
“แน่นอนเจ้าค่ะ ๆ ท่านวางใจได้เลย”
ฉางอันคิดว่างานแต่งครั้งนี้ไม่น่าจะตกเป็นของฉางหรูหลาน แต่คงเป็นของเขาเองซะมากกว่า ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้รีบมาตกแต่งที่พำนักของเขา
“แล้วเจ้ามีวิธีอะไรที่จะทำให้ไอ้ลูกไม่รักดีมันยอมขึ้นเกี้ยวแต่งงาน” จะอะไรก็ช่าง นี่สิปัญหาใหญ่ของพวกเขา การทำให้ฉางอันจอมพยศเดินขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวด้วยความเต็มใจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากไม่กลัวเสียหน้า เขาคงจับบุตรชายมัดแล้วโยนขึ้นเกี้ยวไปเลย
“ข้าเตรียมยาทำให้อ่อนแรงไว้แล้วเจ้าค่ะ ไม่ถึงกับเดินไม่ไหว แต่ก็ต้องมีคนคอยพยุง” นั่นอย่างไร! ผิดอย่างที่คิดซะเมื่อไหร่ ดวงมงคลครั้งนี้ไม่ใช่ของฉางหรูหลานจริงเสียด้วย
“บ้าแล้ว อื้อ ๆ” เสี่ยวลิ่วอุทานอย่างลืมตัว
“ชู่ ๆ” ฉางอันรีบตะปบปิดปากสาวใช้ที่ตกใจจนร้องออกมา ด้วยกลัวจะโดนพบเห็น เขาจึงรีบลากอีกฝ่ายให้ออกจากตรงนั้น จ้ำเท้ากลับเรือนนอนทันที
“ในที่สุดก็จะได้ออกไปจากที่นี่แล้ว” เด็กหนุ่มพึมพำ ดีใจจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ อยากให้งานแต่งมาถึงวันนี้พรุ่งนี้เลย
“คุณชายทำอย่างไรดีเจ้าค่ะ พวกเขาทำแบบนี้กับท่านได้อย่างไร” ฝ่ายเด็กรับใช้ตัวน้อยซะอีกที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทน เข้าทำนองฮ่องเต้ไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน[1]
“ไม่ต้องทำอันใดทั้งนั้น ทำเหมือนเราไม่รับรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น” แผนการคลุมถุงชนครั้งนี้ฉางอันคนนี้จะร่วมมือด้วยเป็นอย่างดีแน่นอน จะไม่ยอมให้งานแต่งล่มเด็ดขาด!
“ท่านจะออกไปไหนอีกหรือเจ้าค่ะ ช่วงนี้ท่านทำตัวลึกลับเก่งยิ่งนัก” เสี่ยวลิ่วทักเจ้านายที่เปลี่ยนชุดเหมือนเตรียมออกไปข้างนอก ยามนี้แล้วคุณชายสมควรผลัดเป็นชุดนอน ไม่ใช่ชุดสีดำสนิทเช่นนี้
“ไม่ต้องรู้หรอกน่า หากใครมาให้บอกว่าข้าพักผ่อนแล้ว จำไว้ว่าห้ามใครรบกวนเด็ดขาด”
“ข้าน้อยทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านอย่าให้คนอื่นจับได้นะเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นคงหนีไม่พ้นหวายลงหลังบ่าว” ดึกดื่นค่อนคืนหากใครรู้ว่านางปล่อยให้คุณชายใหญ่ของบ้านออกไปเตร่อยู่ข้างนอก คงได้โดนลงโทษพร้อมย้ายให้ไปทำงานห้องซักล้างเหมือนสาวใช้ระดับล่างคนอื่น
“รู้ ๆ พูดมากจริง” ฉางอันเอามือปิดหูสองข้าง รีบพาตัวเองออกจากห้องโดยเร็ว ก่อนที่จะโดนเสี่ยวลิ่วคร่ำครวญใส่ เขามีธุระสำคัญต้องไปจัดการจะชักช้าเสียเวลาไม่ได้
:
:
“ท่านมาแล้ว” เสียงแหบแห้งดังขึ้นเมื่อแขกยามวิกาลมาเยือน อีกฝ่ายเหมือนรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็จะมีคนมาหา
“ใช่ มีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย” เสียงติดสนุกบอกออกมา
“เลื่อนเข้าหรือเลื่อนออก” คู่สนทนาขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าจะต้องยกเลิกหรอกนะ
“เลื่อนออกไปอีก 20 วัน”
“แล้วเรื่องค่าจ้าง”
“ยังคงเดิม ขอแค่ทำการครั้งนี้สำเร็จ ไม่มีใครจับได้ว่าใครเป็นต้นตอ พวกเจ้าก็รอรับค่าจ้างได้เลย”
“ได้ ข้าจะกำชับพวกเด็ก ๆ เอง ท่านวางใจเถอะ”
“อืม ของกินนี้ให้พวกเจ้าไว้กินก่อน เดี๋ยวข้าจะเอามาให้อีก” พูดเพียงเท่านั้นก็หมุนตัวเดินกลับไป
ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปีไม่สาย นี่แค่ต้องรอไปอีกไม่กี่สิบวันทำไมจะรอไม่ได้ ใครที่ทำอะไรไว้รับรองว่าแค้นนี้ต้องชำระ ถึงจะทำอะไรไม่ได้มากแต่เขารับรองว่าจะทำให้คนพวกนั้นเต้นเป็นเจ้าเข้า ชีวิตอยู่ไม่เป็นสุข กระวนกระวายราวกับนั่งอยู่บนตะปูเข็ม
[1] 皇帝不急太监急 หมายถึง คนต้นเรื่องยังไม่ทุกข์ร้อน แต่คนใกล้ชิดเป็นเดือดเป็นร้อนแทน
