บทที่ 9 ฉางอัน 9
ชายหนุ่มรูปร่างสะโอดสะองแฝงไปด้วยนิสัยของคุณชายเจ้าสำอาง เดินลงจากรถม้าเมื่อมาถึงตรอกหลิ่วหยางซึ่งตลอดทั้งปีไม่เคยหลับใหล เขาสวมเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน มีลายก้อนเมฆถูกปักเย็บอย่างประณีตไว้บริเวณชายแขนเสื้อ เสริมให้ชายหนุ่มเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ
เขาเลือกนั่งโต๊ะตรงมุมห้องซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด มีนางโลมบรรเลงเพลงกำลังยิ้มแย้มบริการแขกผู้มาเยือน บางคนนุ่งน้อยห่มน้อยอิงแอบแนบชิดอยู่กับแขกคนสนิท
ริมฝีปากบางยกยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อย หยิบจอกเหล้าขึ้นดื่ม ก่อนเสียงพูดคุยกับเหล่าสหายจะเริ่มต้นขึ้น
“เหล่ยเทียนเจ้านี่วาสนาดีจริง” ชายหนุ่มรูปงามผู้เดินมานั่งที่เก้าอี้อีกด้านเอ่ยขึ้น
“เจ้าเองก็เช่นกันไม่ใช่หรือ ได้ข่าวว่าอีกไม่นานท่านพ่อของเจ้าก็จะแต่งตั้งเจ้าเป็นซื่อจื่อเช่นกัน” ใช่แล้ว ชายที่ลงจากรถม้าแล้วเดินเข้ามาในหอนางโลมแห่งนี้คือเหล่ยเทียน เขาเอ่ยสัพยอกสหายกลับไป เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ ให้ดังขึ้นรอบโต๊ะ
เมื่อเหล้าเข้าปากเหล่ยเทียนที่ในอกคับแน่นไปด้วยความตื่นเต้นยินดีเริ่มพูดคุยกับสหายถึงแผนการในการขึ้นเป็นซื่อจื่อของตนเอง เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจในการบอกเล่าว่าหากได้ขึ้นเป็นซื่อจื่อ ตระกูลเหล่ยแล้วจะทำอย่างไรต่อไป
ขณะที่เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะยังคงดังก้องอยู่ในห้องโถงใหญ่ แผนการมากมายเพื่อขึ้นไปสู่เป้าหมายกำลังถูกวางและเตรียมการโดยคนถูกกระทำไม่ทันได้ตั้งตัว
:
:
วันแต่งงานมาถึงอย่างรวดเร็ว ทางฝั่งบ้านเจ้าบ่าวประดับประดาไปด้วยกระดาษและผ้าไหมสีแดงสว่างไสวสมกับเป็นวันมงคลของบุตรชายคนโต แขกเหรื่อเต็มบ้านมาร่วมแสดงความยินดีกับตระกูลเหล่ย
จากการประเมินแบ่งออกได้สามประเภท พวกแรกเป็นคู่ค้าที่เหล่ยตงติดต่อด้วย สองตระกูลที่ต้องการสานสัมพันธ์หรือสร้างช่องทางการติดต่อใหม่ ๆ ทางใดทางหนึ่ง อีกส่วนคือมาเพื่อดูความสนุกว่าบุตรชายคนโตของตระกูลเหล่ยที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวอัปมงคลถูกปฏิเสธการแต่งงานมานับครั้งไม่ถ้วนจะได้แต่งงานในครั้งนี้จริง ๆ หรือไม่
“อาตง" ฮูหยินใหญ่เอ่ยเรียกบุตรชายที่แต่งตัวด้วยชุดเจ้าบ่าวสีแดงสด ใบหน้าของผู้เป็นมารดายิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุขมากที่ได้เห็นวันที่บุตรชายของนางเป็นฝั่งเป็นฝา
“ขอรับท่านแม่” เหล่ยตงหันหน้ามาหาผู้เป็นมารดา พร้อมเดินเข้าไปประคองร่างกายซึ่งท้องแก่ใกล้คลอดให้ค่อย ๆ เดินเข้ามาในห้องของตน
“ท่านแม่มีอะไรกับลูกหรือขอรับ” เหล่ยตงเอ่ยถามหลังจากพามารดานั่งเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว
อี้หรันฮวาจับมือบุตรชายมากุมไว้พลางตบหลังมือเบา ๆ “แม่รู้ว่าเจ้าไม่พอใจทั้งยังกังวลกับการแต่งงานนี้ แต่เชื่อแม่อีกสักครั้งเถอะนะ ทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี”
“ท่านแม่คิดจริง ๆ หรือขอรับว่าจะมีหญิงสาวบ้านใดยินดีแต่งให้กับคนที่ได้ชื่อว่ามีดวงหายนะอย่างลูก"
“อย่าพูดแบบนี้สิ ลูกชายแม่ไม่ได้มีดวงชะตาแบบนั้นแน่นอน เชื่อแม่นะ” นางปลอบใจบุตรชาย
“แต่...”
“ไม่มีแต่ ครั้งนี้ไม่ว่าเจ้าสาวจะมีนิสัยอย่างไร เมื่อแต่งงานกันแล้วก็ถือว่าเป็นภรรยาของลูก แม่ไม่ขอให้ลูกรักภรรยาของตัวเอง แต่แม่อยากให้เจ้าดีกับนางให้มาก อย่าทำอะไรที่เป็นการทรยศต่อความไว้ใจของคู่ชีวิต เป็นผู้หญิงแต่งเข้าบ้านคนอื่นมีแค่สามีเป็นที่พึ่งก็น่าสงสารพอแล้ว หากยังได้รับความไม่เป็นธรรมจากสามีอีกชีวิตของผู้หญิงนางนั้นก็เหมือนกับตายทั้งเป็น”
พูดถึงตรงนี้อี้หรันฮวาก็หยุดชะงักไป นั่งเหม่อลอยนึกถึงครึ่งชีวิตของตนเองที่ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินเอกแต่ก็ไม่เคยจะได้รับความรักจากสามีเลยสักครั้ง ถึงจะมีลูกชายให้กับตระกูลแต่ก็ไม่เคยได้ครอบครองหัวใจของเหล่ยซ่านเหลียง ทั้งยังต้องคอยมองสีหน้าและยอมยกอำนาจปกครองบ้านให้กับผู้เป็นฮูหยินรองอีก
“ท่านแม่” เหล่ยตงเห็นท่าทีของมารดาก็รู้ได้ทันทีว่านางกำลังนึกถึงชีวิตของตนเองที่ผ่านมา มือของชายหนุ่มกำแน่น ดวงตาแดงก่ำ เขาแค้นใจนักที่ไม่สามารถพามารดาออกไปจากที่นี่ได้ แค้นที่ตนเองไม่มีความสามารถพอที่จะพามารดาออกไปจากบ้านที่เป็นดั่งหนองกัดกินใจของมารดา เป็นคุณชายใหญ่แล้วอย่างไรกัน ถ้าไม่สามารถทำให้มารดาคนเดียวของตนมีความสุขได้ก็ไร้ประโยชน์
“แม่ไม่เป็นอะไร แม่นี่ก็จริง ๆ เลย วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้าแท้ ๆ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ อาตงจำไว้นะว่าลูกไม่ได้ทำอะไรผิดต่อแม่ ไม่ว่าชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรให้นึกถึงตัวเองและครอบครัวเป็นหลัก ผ่อนหนักเป็นเบา เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถึงแม้ต่อไปเจ้าจะไม่นึกรักเมียเจ้าจริง ๆ แต่แม่ขอให้เจ้าให้เกียรตินางเท่านั้น” นางว่าแล้วก็ตบเบา ๆ ลงบนหลังมือของบุตรชายคนเดียวอีกรอบ บีบมือใหญ่แน่นเป็นการเตือนสติ
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ไม่ว่าหญิงนางนั้นจะเป็นยังไง ข้าจะให้เกียรตินางในฐานะภรรยา” เหล่ยตงรับปากผู้เป็นมารดา
เอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ท่านแม่อย่าคิดมากเรื่องของข้าเลยขอรับ ท่านต้องบำรุงครรภ์และดูแลน้องของข้าในท้องให้ดี อย่าได้ทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป”
“แม่เข้าใจแล้วล่ะ อีกไม่นานจะถึงกำหนดคลอดแล้ว ต่อไปคงต้องรบกวนเจ้าช่วยดูแลน้องด้วย” พูดถึงเด็กในท้องที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย นางไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นแต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าลูกชายของนางจะไม่มีทางทิ้งน้องของเขาแน่นอน
ก๊อก ๆ
“ฮูหยินใหญ่ คุณชายใหญ่เจ้าคะ ถึงเวลาต้องไปรับเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ” เสียงสาวใช้ที่หน้าประตูเอ่ยบอก
“เจ้าเข้ามาประคองท่านแม่ไปพักผ่อนก่อน”
“เจ้าค่ะ”
“งั้นแม่ไปก่อนนะ เจอกันในงาน”
เหล่ยตงสาวเท้าเดินออกไปด้านนอกทันที ทว่าก่อนที่จะก้าวเท้าขึ้นม้ากลับมีคนมาขวางทางเอาไว้ก่อน
“พี่ใหญ่ยินดีด้วยที่ท่านจะได้แต่งงานแล้ว ไม่คิดว่าคนอย่างท่านจะยังมีวาสนาได้แต่งกับหญิงตระกูลดี” เหล่ยเทียนเดินเข้ามาเพื่อแสดงเจตนาว่ายินดีกับเจ้าบ่าวพูดเสียงดัง จนสหายและคนที่รายล้อมอยู่แถวนั้นบ้างก็หัวเราะ บ้างก็แอบยิ้ม
ปกติแล้วเหล่ยตงมักจะถูกคำพูดให้อับอายเรื่องดวงชะตาของตัวเองที่มีพระอาจารย์และซินแสหลายท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันเสมอ เขาจึงได้แต่นิ่งเฉยราวกับประโยคเหล่านั้นไม่ได้หมายถึงตน ตั้งแต่โตมาจนถึงตอนนี้ก็ได้ยินคำพูดประชดส่อเสียดจากคนรอบข้างนับไม่ถ้วน หากต้องโต้ตอบเสียทุกครั้งก็คงไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว
“เป็นพี่ชายคนโตแล้วอย่างไร ไม่แน่ว่าจะได้สืบทอดตระกูล” เหล่ยเทียนแสร้งพูดขึ้นมาอีกประโยค เหมือนจงใจให้อีกฝ่ายต่อปากต่อคำกับตน
“เจ้าหมายถึงอะไร” คุณชายกู้ สหายสนิทของเหล่ยเทียนถามขึ้นอย่างจงใจยุแหย่ เหลือบตามองเจ้าบ่าวในชุดสีแดง
เหล่ยตงยังคงเงียบ ใบหน้าปราศจากอารมณ์ เพียงแค่รู้สึกสะกิดใจบางอย่าง หากแต่เสียงตะโกนให้เคลื่อนขบวนไปรับเจ้าสาวขัดขึ้นมาก่อน เขาจึงได้แต่ขบคิดไม่ตกกับคำของน้องชายต่างมารดา
“เหล่ยตงขึ้นม้าเถอะ ต้องไปรับตัวเจ้าสาวแล้ว” ศิษพี่ของเขา ซึ่งวันนี้มาในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าวใส่เสื้อคลุมสีแดงขี่ม้ามาเคียงข้างเพื่อไปรับเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวที่บ้านด้วยกัน
“ขอรับ”
“ออกเดินทางได้” เหล่ยตงเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้า รูปร่างองอาจสูงใหญ่ในชุดสีแดงสดที่สวมอยู่ ยิ่งเสริมให้ชายหนุ่มที่ปกติดูแข็งกร้าวดุดัน แฝงไปด้วยเสน่ห์ของบุรุษมากขึ้นเป็นเท่าตัว
ในวันนี้สาวน้อยสาวใหญ่หลายคนที่ยังไม่ได้แต่งงานถึงกับกัดผ้าเช็ดหน้าด้วยความเสียดาย ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องดวงชะตาของเหล่ยตงเป็นที่เลื่องลือขนาดนี้ละก็ จะต้องมีคนยอมแต่งให้เขาไม่น้อยเลย
เสียงตีฆ้องเป่าปี่บรรเลงอย่างครึกครื้นเป็นสัญญาณการเคลื่อนเกี้ยวไปรับตัวเจ้าสาวที่บ้านซึ่งอยู่อีกฝั่งของเมือง ต้องใช้เวลากว่าสามเค่อในการเคลื่อนขบวน ชายหนุ่มจึงได้แต่ปัดความสงสัยในเรื่องที่น้องชายต่างมารดาพูดออกไปจากใจก่อน ยืดหลังตรง สายตามองไปด้านหน้า
เวลานี้หน้าที่ของเขาคือไปรับตัวเจ้าสาวที่ตระกูลฉาง หวังเพียงว่าการแต่งงานจะผ่านไปด้วยดี ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาหรือถ้าใครคิดจะทำอะไรเขากับมารดา มันจะได้รู้ซึ้งถึงคำว่าอยู่ไม่สู้ตาย
