บทที่ 6 บทที่ 4 ชีวิตที่สองของนักเขียนมือทอง
บทที่ 4
ชีวิตที่สองของนักเขียนมือทอง
ภายในห้องไม่ได้ว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้ทั่วไปอะไร นี่เป็นห้องโล่งที่นอกจากแคร่ไม้ไผ่ที่ต่ออย่างง่ายๆ วิสกี้ก็เห็นเพียงหนังสัตว์ซ้อนทับกันไม่กี่ผืน ส่วนผนังห้องก็มีคันธนูล่าสัตว์หน้าตาพื้นๆ ดูจากการออกแบบและวัสดุที่ใช้ทำ คาดว่าอย่างมากยิงได้แรงไม่เกินสิบเมตร
วิสกี้เห็นแล้วก็อยากจะหัวเราะ เขานึกเย้ยหยันคนป่าเหล่านี้ ยิ่งพอคิดได้ว่าตนตกเป็นเชลยในมืออีกฝ่ายก็ยิ่งรู้สึกเสียเกียรติ
ก็เขาเป็นใครกัน? เขาเป็นนักเขียนมือทอง เป็นผู้รังสรรค์เรื่องราวต่างๆ จนโด่งดังมานับสิบเรื่อง รวมถึงเรื่องของชาวป่าพวกนี้ด้วย
"เอ่อ ถ้าไม่นับว่าตันจนต้องดองไว้นะ"
"ไม่รู้แหละ อย่างน้อยเราก็เป็นคนวางโครงเรื่องทั้งหมดมาเองกับมือ"
ตอนยังเป็นคนก็มีแต่คนนับหน้าถือตา เขียนนิยายหาเงินเป็นตัวท็อปของวงการ ไม่มีใครไม่รู้จักนามปากกา Whiskywhisky ยามนี้ต่อให้ต้องตาย หรือย้อนเวลา หรือหลุดเข้ามาในนิยาย ก็ยังไม่ถึงรอบให้คนป่าไม่รู้ภาษากลุ่มหนึ่งได้รังแก
วิสกี้ทบทวนถึงบทบาทในนิยาย นายเอกของเขาอายุราวๆ ยี่สิบปีเศษ
แม้จะไม่ชอบใจนัก แต่เถียงไม่ได้เลยว่าในส่วนของใบหน้าและผิวพรรณมันไร้ที่ติสมกับเป็นตัวเอกจริงๆ
วิสกี้ฉลาดเฉลียว แม้ถูกพันธนาการเอาตัวไม่รอด ยังนึกในใจ เมื่อครู่ก่อนถูกตีท้ายทอยสลบเขาได้เห็นใบหน้าร่างนี้แล้ว ถึงจะสลดหดหู่แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเรื่องดี เพราะสมัยก่อน วิสกี้แม้มีชีวิตสุดยิ่งใหญ่ แต่ถ้านับเรื่องหน้าตาและผิวพรรณแล้ว เขาอาจจะจัดอยู่ในประเภทที่คนทั่วไปเรียกว่าขี้เหร่เลยก็ว่าได้
และนี่เป็นปมในใจหนึ่งเดียวของนักเขียนมือทองอย่างเขา
“ก่อนจะมายินดีกับใบหน้าสวยๆ ช่วยกังวลกับไอ้พระเอกเถื่อนคนนั้นก่อนเถอะ วิสกี้”
ขณะกำลังคิดไม่ตก จู่ๆ ก็มีเสียงผลักประตูและฝีเท้าเดินเข้ามา
“อู อู อูก้า อูก้า อู”
พูดถึงพระเอก พระเอกก็มา
วิสกี้คิดอะไรไม่ออกจึงแกล้งสลบ เพราะเดาใจไม่ถูกว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกับตนเอง
“เจ้าตัวนี้หรือที่เจ้าเลือกเป็นแม่พันธุ์? ไฉนหน้าตาอุบาทว์ซ้ำยังผอมแห้ง แบบนี้จะเอาน้ำนมที่ไหนให้ลูกกิน ตาต่ำนัก เจ้าตาต่ำนัก”
นายใหญ่ตะวันเห็นเจ้าตัวผู้ที่บุตรชายเลือกมาก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้า เขาแม้โกรธเคือง แต่ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นลูก
เพราะนี่หมายถึงการเลือกภรรยา ภรรยาของหัวหน้าเผ่า มันแตกต่างจากการกระดิกนิ้วเรียกทาสมารับใช้ปรนเปรอ
“ข้าไม่ยอม! เจ้าเป็นหัวหน้าเผ่าเรา เจ้าตัวอัปลักษณ์และผอมแห้งเช่นนี้ จะให้ขึ้นมาเป็นภรรยาได้ยังไง!”
นายใหญ่ตะวันแค่มองปราดเดียวก็รู้สึกถึงความอ่อนแอปวกเปียกในตัวของคนที่ลูกชายเลือกมาแล้ว เป็นตายก็ไม่ยอมรับ ยืนโต้เถียงกับบุตรชายอยู่เป็นเวลานาน
“อูก้า อูก้า อูก้า อู อู”
“กา กา อู อู อูก้า อูก้า”
มีแต่เสียงอูก้าอูก้า วิสกี้แสร้งสลบไม่เข้าใจสักนิด ว่าเหนือศีรษะตนชาวป่าด้อยพัฒนาสองเขานี้คุยอะไรกัน
เป็นเวลาสักพัก วิสกี้ถูกจับมัดกับคานไม้ไผ่อีกครั้ง เขาถูกแบกเดินไปตามสะพานเถาวัลย์เรื่อยๆ ระหว่างทางแม้จะแสร้งสลบ แต่ยังรับรู้ได้ถึงเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพวกชาวป่าที่แห่มาล้อมมุงดูตนเอง
ราวครึ่งชั่วโมง คนตัวเล็กค่อยพบว่าตนเองออกจากชุมชนเหนือผิวน้ำขึ้นมาบนฝั่ง ครั้งนี้เหล่าคนป่าพาตัวเขาเดินไปตามชายป่า วิสกี้ไม่แสร้งหลับอีก เขาหันซ้ายก็พบว่าคนทั้งหมดกำลังเดินอยู่ริมเนินหินใหญ่ พอเงยหน้าขึ้นไปอีกค่อยทราบว่านี่เป็นตีนเขาสูงที่ถล่มลงมา
เมื่อเขาถูกพาตัวเข้าไปยังกำแพงไม้ ด้านในมีผู้ชายจำนวนมากถูกใช้แรงงานไม่ต่างจากทาสเชลย
“อูก้า อูก้า อู อู อู”
นี่เป็นเสียงชาวป่าสนทนากัน ทันทีที่ถูกปล่อยตัวลงสู่พื้นดิน เชือกเถาวัลย์เส้นหนึ่งก็ถูกผูกโยกใส่ไว้ที่คอวิสกี้ทันที จากนั้นชายหนุ่มผิวดำก็ฟาดแส้ใส่กลางหลังเขาดัง เพี๊ยะ!
“เพี๊ยะ อูก้า อูก้า อู อู”
“บัดซบนัก ไอ้เจ้าพวกนี้มันจับเรามาเป็นทาสใช้แรงงาน!”
ผ่านไปหลายวัน
ที่ว่าฝึกให้เชื่องในความหมายของท่านชายจันทราก็คือนำไปหัดทำงาน วัฒนธรรมชาวเผ่า ภรรยามีหน้าที่ใช้แรงงานและหุงหาอาหารกับบำเรอกามผลิตลูกเท่านั้น
อย่างเช่นตอนนี้ วิสกี้ถูกจับให้ยืนเรียงแถวหน้ากระดานกับสหายอีกหลายคน ในมือเขาถือสิ่งที่คล้ายกับขวานหิน ช่วยกันถากเอาแก่นของต้นไม้ชนิดหนึ่งออกมาจากเปลือกอย่างทุลักทุเล
ห่างไปไม่ไกลมีชายหนุ่มร่างโตสองคนยืนอยู่ วิสกี้ยามนี้อาบเหงื่อต่างน้ำ เขาได้ยินเพียงเสียง อูก้า อูก้า ไม่ทราบพวกเขาคุยอะไรกัน
“นับว่าเจ้าอัปลักษณ์ที่เจ้าเลือกมายังมีข้อดีอยู่บ้าง” นายใหญ่ตะวันเอ่ยปากชม ไม่บ่อยที่เขาจะยกย่องใครง่ายๆ
ค่ายแห่งนี้มีไว้สำหรับฝึกคนที่จับตัวมาจากเผ่าอื่น วิสกี้อยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วันก็ปรับตัวได้
เขาพบว่านอกจากตัดต้นไม้ ชีวิตประจำวันก็มีเพียงแล่เนื้อสัตว์กับถากเอาแป้งเท่านั้น นี่เป็นเรื่องง่ายๆ เขามองพวกชายหนุ่มที่ทำงานอยู่ข้างๆ หนึ่งรอบ ก็เลียนแบบและทำตามได้อย่างรวดเร็ว
นี่เป็นเรื่องสามัญธรรมดา วิสกี้ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องยากอะไร อีกอย่างเขาไม่อยากถูกฟาดโบยจากผู้ที่ยืนถือเถาวัลย์หนามคุมงานอยู่ด้านหลัง ดังนั้นจึงไม่ขัดขืนเพียงเห็นคนข้างๆ ทำอะไรเขาก็แค่ทำตาม
แต่ปฏิกิริยาเช่นนี้กลับเป็นที่แปลกใจของนายใหญ่ตะวัน เขาฝึกทาสมาหลายสิบปี ยังไม่เคยเจอใครหัวอ่อนว่าง่าย ปกติหากไม่ถูกโบยจนผิวหนังปริแตก พวกเขามักจะขัดขืนคำสั่งไม่ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม
ใช่แล้ว ขัดขืน
เหมือนกับตอนนี้ ถัดไปเพียงไม่กี่เมตรมีชายหนุ่มเปลือยกายสิบกว่าคนกำลังถูกลงโทษ พวกเขาผลัดกันถูกจับห้อยหัว สองขาถูกมัดโยงกับเชือก โดยมีผู้คุมช่วยกันดึงขึ้นๆ ลงๆ
“อ็อก! อ็อก! อ็อก!”
เสียงสำลักน้ำดังลั่นบวกกับเสียงโหวกเหวกโวยวาย วิสกี้นึกสมเพชเวทนายิ่งนัก แต่เขายังลอบด่าทออีกฝ่ายว่าพวกโง่
“หากเมื่อคืนพวกคุณเชื่อฟังผมก็ไม่เจ็บตัวแล้วแท้ๆ ”
ผ่านมาหลายคืนวิสกี้ก็นั่งทบทวน
นิยายเรื่องนี้เขียนมาได้ราวๆ ห้าหกตอน ถ้าไม่นับการแนะนำตัวละคร ส่วนใหญ่จะเป็นการพรรณนาเกี่ยวกับผืนป่า ชนเผ่า วิสกี้ตั้งใจจะให้ตัวเอกที่มาจากยุคปัจจุบันนำความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนาชนเผ่า
เรื่องของคนป่า วิสกี้เองก็อ้างอิงมาจากตำราหลายๆ แขนง จำมาจากหนังบ้าง ละครบ้าง เรียงร้อยถ้อยคำสรรค์สร้างออกมาเป็นนิยาย แต่ก็อย่างที่บอก มันเป็นนิยายที่ถูกดองไว้ ซึ่งเขายังคิดฉากต่อไปไม่ออกด้วยซ้ำ
ถ้าจำไม่ผิด ก็เขียนถึงแค่ตัวเอกหล่นมาทับพระเอกจากท้องฟ้า แล้วพระเอกเห็นก็นึกชอบ จากนั้นเขาก็พับเก็บนิยายไป
เหมือนกับสวรรค์ลงโทษ เขาต้องมาใช้ชีวิตในนี้และจัดการดำเนินเรื่องต่อในแบบของเขา
ยังไงซะ วิสกี้ก็ไม่มีทางเลือก ชีวิตที่สองครั้งนี้เขาต้องวางแผนใช้มันอย่างรัดกุม จะให้มานั่งพัฒนาเผ่าแบบในนิยายเห็นทีจะไม่ได้ สำหรับตัวแม่แบบเขา มันต้องเล่นใหญ่ เล่นใหญ่แบบกรรมการยังต้องอึ้ง
