บทที่ 7 บทที่ 5 หอกดำ

บทที่ 5

หอกดำ

ถึงจะฟังดูประหลาด แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาแม้จะเพียงไม่กี่วัน วิสกี้บัดนี้มีสหายร่วมเป็นร่วมตาย ซ้ำยังมีถึงสามคนที่สื่อสารภาษาเดียวกันกับเขาได้

ส่วนสามคนที่ว่า ยามนี้ยังคงห้อยหัวถูกทรมานด้วยวิธีจับกดน้ำ อยู่ไม่ห่างจากเขาที่กำลังขูดแก่นไม้เพื่อนำมาทำแป้งสนองความต้องการของพวกคนป่าชั่วร้ายพวกนี้

งานในค่ายหลักๆ มีอยู่สามอย่างได้แก่ตัดไม้ ขูดไม้ และลำเลียงไม้ งานทั้งหมดต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล ชายหนุ่มกำยำเกือบร้อยกึ่งเปลือยผมหยิกตัวดำมะเมื่อม บางคนผิวขาวออกแดง

มีเพียงวิสกี้ที่ขาวผิดปกติ แถมผมยังสีน้ำตาลแดงอร่าม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนชวนฝัน

เห็นได้ชัดว่าผู้คนเหล่านี้มาจากต่างเผ่าพันธุ์

ต้นไม้พวกนี้คือต้นสาคู มันคือวัตถุดิบหลักในการทำแป้งขนม หากแต่ดูเหมือนชนเผ่าป่าเถื่อนพวกนี้จะนิยมรับประทานเป็นอาหารหลัก

ทั้งยังเหมือนจะมีการส่งออกไปที่ไหนสักแห่ง เพราะเพื่อนของวิสกี้คนหนึ่งทำหน้าที่ลำเลียงขนย้าย บอกว่านอกค่ายมีแพขนาดใหญ่จอดรอรับแป้งที่พวกเขาผลิตได้ในทุกๆ วัน

ห่างไปไม่ไกล

คาโรชายหนุ่มที่พกความน่าเกรงขามมาด้วยเสมอ ยืนชมมองว่าที่แม่พันธุ์ของตนทำงานได้อย่างคล่องแคล่วก็พอใจมาก เขากล่าวว่า

“ท่านพ่อปล่อยเจ้าพวกนั้นลงมาเถอะ ถึงพวกมันตายเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรอยู่ดี”

คาโรฟังคำชมเชยที่บิดายกย่องแม่พันธุ์ของตนก็รู้สึกอารมณ์ดียิ่ง จนเผื่อแผ่ไปถึงทาสสิบกว่าคนที่กำลังถูกลงโทษ ปกติไม่บ่อยครั้งที่เขาจะมายังค่าย แต่วันนี้ประจวบเหมาะ พอมาถึงก็พบเข้ากับบิดา ที่กำลังสำเร็จโทษแรงงานหนุ่มทั้งหลายพอดี

ฟังว่าเมื่อคืนมีการหลบหนี ตอนแรกเขายังนึกเป็นห่วงคนของตน คิดว่าเจ้าเด็กนั่นพอมาถึงก็ก่อเรื่อง แต่ผิดคาด เขาพอถามหา บิดากับชมเชยมันว่าขยันและเป็นงาน หัวไวฝึกไม่นานก็ทำงานได้แล้ว

ค่ายแห่งนี้เรียกว่าค่ายยุน

ต้นสาคูจำนวนมากในป่าแถบนี้ถือเป็นสินค้าหลักส่งออกของเผ่า อีกทั้งยังเป็นเสมือนคลังเสบียงอาหาร

ไม่ต้องพูดถึงนักรบที่ดูแลอยู่ในค่าย เพียงแค่หน่วยลาดตระเวนรอบนอก นี่ก็ปาไปเกือบสามร้อยคน

แน่นอนว่าต่อให้ติดปีก ทาสแรงงานด้านในก็ไม่มีทางหนีรอดออกจากกำแพงไม้มาได้

นายใหญ่ตะวันพอฟังบุตรบอกให้ปล่อยคนก็โบกมือคราหนึ่ง นักรบทั้งหลายก็ปล่อยเชือกในมือ

วิสกี้ไม่ทราบว่าพวกเขาพูดคุยอะไร เพราะกิมมิกหลักของนิยายเรื่องนี้คือตัวเอกจะคุยกันไม่รู้เรื่อง และใช่ความยากลำบากนี้วิสกี้ก็เป็นคนวางมันขึ้นมาเองกับมือ!!!

ยามนี้เขาจึงได้ยินแต่คำกล่าว อูก้า อูก้า จากนั้นการลงโทษทั้งหมดที่มีต่อสหายร่วมตายของเขาก็หยุดลง

ไอ้พวกคนป่าหยาบช้าขายาว เป็นคำที่เขานิยามขึ้นมาเรียกหา นั่นเพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน คนป่าดุร้ายนุ่งห่มหนังสัตว์เหล่านั้นก็มีแต่คนที่ตัวสูง โดยเฉพาะเจ้าพระเอกที่ยืนพูดคุยอยู่กับผู้คุมแส้ที่คอยฟาดหวดอยู่เมื่อครู่

เพียงแค่มองดูช่วงขา เขาก็ทราบได้ทันทีว่าหากยืนเทียบกัน เขาต้องสูงกว่าตนหนึ่งช่วงศีรษะแน่นอน

หลายวันผ่านไป

เบื้องหน้าวิสกี้ยังคงเป็นท่อนไม้ผ่าครึ่ง หลังจากสนิทสนมกับเพื่อนในค่าย เขาค่อยรู้ว่า ต้นที่เขากำลังช่วยกันใช้เครื่องมือขูดเอาแก่นยามนี้ถูกเรียกว่าต้นยุน อีกทั้งเขายังมีเรื่องให้ตกใจ นั่นคือนอกจากเพื่อนทั้งสามคนที่คุยภาษาเดียวกับเขา คนที่เหลือก็ไม่มีใครสื่อสารกับเขารู้เรื่องได้เลย

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผู้ชายสามคนนี้ถึงคุยกับเขารู้เรื่อง เรื่องนี้มันอยู่นอกเหนือเส้นเรื่องในนิยายของเขาไปแล้ว

“วิสกี้ พวกข้าไม่ได้หลอกลวงเจ้า หากเราหนีขึ้นเหนือไป บ้านของข้ามั่งมีเงินทอง ถึงตอนนั้นเราที่สาบานเป็นพี่น้องกันแล้ว พี่ใหญ่อย่างข้าจะเลี้ยงดูปูเสื่อเจ้าอย่างดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

กล่าวจบก้มหน้าก้มตาใช้แท่งไม้ขูดเนื้อต้นไม้ต่อไป คนผู้นี้มีชื่อว่า เอไลน์

เอไลน์แต่เดิมเป็นพ่อค้าจากต่างแคว้น เขาเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะพบผู้คนที่สื่อสารภาษาเขาได้ แต่คุยไปคุยมาอีกฝ่ายกลับบอกว่ามาจากเมืองที่ไม่คุ้นชื่อที่เรียกว่ากรุงเทพ

เขางุนงงมากเพราะไม่เคยได้ยินชื่อเผ่าหรือแคว้นนี้มาก่อน

ทางด้านวิสกี้ก็กำลังออกแรงขูดต้นยุน เจ้าสิ่งนี้ต้องนำไปคั้นกับน้ำหนึ่งรอบ จากนั้นกรองด้วยตาข่ายที่สานจากใบหญ้าจนถี่ยิบ แล้วตากแดดจนกว่าจะแห้งเป็นอันใช้ได้แล้ว

เนื่องจากเป็นงานง่าย อีกทั้งวิสกี้ยังเกลี้ยกล่อมเพื่อนทั้งสามไม่ให้ขัดขืน สองวันที่ผ่านมาทั้งหมดจึงทำงานได้โดยไม่ถูกแส้ของเหล่าผู้คุมฟาดหวด ถึงได้มีช่วงเวลาทำไปคุยไปอย่างเช่นตอนนี้

วิสกี้ฟังพี่ใหญ่เอไลน์พูดคุยโอ้อวดก็อยากจะหัวเราะ แต่เขาหัวเราะไม่ออก ผ่านมาหลายคืนเขาเฝ้าครุ่นคิดว่าทำไมชายหนุ่มพวกนี้ถึงโผล่มาในเนื้อเรื่อง

แต่คิดยังไงก็คิดไม่ตก

ผ่านไปราวครึ่งเดือนนับตั้งแต่คาโรพบตัวคนประหลาด วันนี้เขาอยู่ในชุดหนังสัตว์เตรียมพร้อมรบ หว่างเอวของเขาพกมีดสั้นเล่มหนึ่ง ด้ามจับยังแกะสลักลวดลายฝังอัญมณี

เสียงกุลีกุลูดังลั่น เป็นชาวเผ่าหลายคนตะโกนเรียกผู้เป็นหัวหน้า เพราะต้องคุมแพสินค้าเดินทางไปยังชนเผ่าที่อยู่ข้างเคียง

ด้านนอกบ้านต้นไม้ของเขา มีชาวป่าตัวสูงยืนรออยู่ แต่ละคนก็มีดาบหอกที่ทำจากเหล็ก หากแต่ส่วนมากล้วนเป็นงานมือที่ถูกทำขึ้นหยาบๆ

มันเป็นของไร้คุณภาพ

เพียงแต่ภาพเหล่านี้วิสกี้ไม่ได้เห็น นั่นเพราะเขากำลังถูกใช้แรงงานอยู่ในค่ายกักกัน

คาโรเปิดประตูบ้านมาก็สั่งสมุนว่า “พวกเจ้าไปตามคนให้มากกว่านี้ หากพวกมันบิดพลิ้วข้าจะสังหารพวกมันให้สิ้นแล้วแย่งชิงของมา”

ขณะกล่าวก็สะพายคันธนูไม้ขึ้นไหล่ไปด้วย หากแต่ครั้งนี้แตกต่างจากคันธนูที่วิสกี้เคยเห็นวันแรกที่ถูกจับตัว เนื่องจากคันธนูของเขาเป็นไม้สีดำที่ถูกดัดส่วนโค้งไว้เป็นอย่างดี

อาวุธเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ของที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง แต่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนด้วยสินค้าต่างๆ ที่ชนเผ่าข้างเคียงยื่นข้อเสนอมา

คาโรและคนในเผ่าก็ไม่รู้ว่าเครื่องมือสังหารร้ายกาจพวกนี้สร้างมาได้ยังไง เพียงแต่เขาทราบว่าหลายสิบปีมานี้เริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายในหมู่ชนชาวฟรองก์

ชาวฟรองก์ก็คือชาวเผ่าในแถบนี้กว่าร้อยกลุ่ม นี่เป็นคำเรียกหาตัวเองของชาวป่าอย่างพวกเขาสั้นๆ แต่ละเผ่าเองก็ไม่อยากตกอยู่ในการควบคุมของเผ่าอื่น อย่างเช่นเผ่าอาย่าของเขา ที่ต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด

“ท่านชาย แป้งเราสิบกระสอบแลกกับหอกดำห้าเล่ม นี่นับว่าพวกมันได้กำไรไม่น้อย มันต้องไม่บิดพลิ้วอย่างแน่นอน”

นี่เป็นคำกล่าวของน้องชายกระต่าย เขาผอมบางน่ารัก ตอนจับตัววิสกี้ได้ ก็เป็นหนึ่งในคนที่แบกเขากลับเผ่ามา

คาโรตอบกลับเขาไปว่าเจ้าพวกนั้นไว้ใจไม่ได้ ก่อนหน้าเราได้ข่าวมา พวกมันเพิ่งชิงตัวทาสจากชนเผ่าตาตู

ระหว่างที่พูดคุยกัน นักรบที่ถูกเรียกหามาเพิ่มก็วิ่งมาสมทบอีกสิบกว่าคน

แพไม้ไผ่ลำใหญ่สามลำถูกผู้คนช่วยค้ำถ่อ นี่เป็นงานเสี่ยงตายที่ผู้เป็นหัวหน้าเผ่าต้องรับผิดชอบ นั่นคือการไปติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับเผ่าชาวป่าที่อยู่ข้างเคียง

เป้าหมายการไปครั้งนี้ของคาโรคือ หอกดำ หอกที่แข็งแกร่งกว่าหิน ไม่ว่าจะเป็นด้ามจับหรือปลายแหลม อาวุธร้ายนั่นทนทานกว่าหอกไม้ที่นิยมใช้กันในหมู่ชาวเผ่ามาก ว่ากันว่าต้องต่อสู้แย่งชิงมาจากพวกนักล่าแดนเหนือที่มักจะรุกรานมาจับตัวคนจากเผ่าต่างๆ ไป

แม้จะไม่ค่อยอยู่รวมกลุ่ม แต่ศัตรูร้ายกาจของชาวฟรองก์กลับเป็นชนกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเผ่าของคาโรหรือเผ่าข้างเคียง ก็เรียกศัตรูกลุ่มนั้นว่าตัวขี่ม้า

ใช่แล้ว เป็นตัวขี่ม้า พวกชาวป่าแดนใต้ เรียกผู้บุกรุกแดนเหนือว่าตัวขี่ม้านั่นเอง...

ม้าเป็นสัตว์หายากในแถบนี้ เรื่องราวของพวกขี่ม้าก็กลายเป็นเรื่องเล่าน่ากลัวที่ใช้ขู่ขวัญเหล่าเด็กๆ ไม่ยอมหลับยอมนอน

หากแต่เรื่องน่ากลัวนี้กลับเป็นเรื่องจริง คาโรเองวัยเด็กก็ฟังท่านแม่เล่ามาเยอะ ประจวบกับหลักฐานที่เป็นอาวุธหน้าตาประหลาดยืนยัน

เขาโตมาก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าตัวขี่ม้านั้นมีอยู่จริง

ในเรื่องเล่าตัวขี่ม้าดุร้ายมาก มารดาเขากล่าวว่าชนเผ่าของเขาหลายร้อยปีก่อนก็ถูกไล่ล่าจนต้องกลายเป็นชนเผ่าเร่ร่อน เรื่องพวกนี้เล่าขานสืบทอดต่อๆ กันมา

ก่อนขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าเขาเคยสงสัย ว่าเจ้าพวกร้ายกาจนั่นไล่ล่าชาวเผ่าอย่างพวกเขาทำไม

เพียงแต่ตอนที่เข้ารับตำแหน่ง มารดาก็บอกความลับนี้กับเขา

ว่ากันว่าทวดของทวดของทวดเขาผู้หนึ่งเคยถูกจับตัวไปแล้วหนีรอดกลับมา ท่านทวดยามนั้นท้องโย้ ตอนถึงชนเผ่าเขาพกมีดสั้นงดงามกลับมาด้วยหนึ่งเล่ม

ซึ่งก็เป็นเล่มเดียวกับที่คาโรพกอยู่ตอนนี้ มันถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของนายใหญ่ตะวัน เป็นเครื่องเตือนใจว่าให้หัวหน้าเผ่าทุกรุ่นปกป้องชนเผ่าให้ดี

คาโรตอนสืบทอดตำแหน่งฟังมารดาเล่าว่า พวกตัวขี่ม้านิยมทารุณทางเพศอีกด้วย!

บุรุษจะถูกนำไปสร้างกำแพง ส่วนแม่พันธุ์จะถูกนำไปเป็นเครื่องเล่น บรรพบุรุษเขาเล่าว่ากำแพงของพวกตัวขี่ม้าสูงและใหญ่มาก ยาวแบบไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังหนาและแข็งแรงจนพวกมันสามารถนำม้าขึ้นไปขี่บนนั้นได้

ถึงจะน่ากลัวแต่คาโรชื่นชอบฟังเรื่องพวกนี้ เขาพอฟังมารดาเล่าถึงตอนเครื่องไม้เครื่องมือหรืออาวุธแปลกประหลาดก็ตื่นเต้นมาก อย่างเช่นธนูที่ยิงต่อเนื่องโดยไม่ต้องน้าวสายนับสิบดอก เขาคิดตามยังไงก็คิดไม่ออกว่าเจ้าสิ่งนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน

ธนูไม่ใช่ว่าต้องยิงทีละดอกหรือ แต่ละครั้งที่ยิงยังต้องใช้เวลาขึ้นลำน้าวสายให้สุด

ตอนขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่า เขาก็ได้พบลู่ทางแลกเปลี่ยนสินค้ากับชนเผ่าที่อยู่ข้างเคียง

อย่างเช่นหอกหินดำที่พวกเขากำลังเดินทางเอาแป้งจำนวนมากไปแลก นี่ก็เป็นเพราะสายข่าวสหายของเขาติดต่อเข้ามาว่าเผ่าตาต้าที่อยู่ห่างออกไปกำลังขาดแคลนอาหาร จึงร้องขอหาคู่ค้า พร้อมยื่นขอเสนอมอบหอกดำให้กับผู้นำเสบียงที่กินได้ห้าร้อยคนเป็นเวลาครึ่งปี

ในสายตาคาโร หอกดำห้าเล่มยังมีค่ามากกว่าเสบียงครึ่งปี ต่อให้ผู้อื่นมองว่านี่เป็นการค้าที่ขาดทุน แต่ชายหนุ่มไม่คิดเช่นนั้น หอกดำนี้พวกเขาสร้างเองไม่ได้ ต่อให้อีกฝ่ายเรียกร้องเสบียงมามากกว่านี้ เขาก็ยังยินยอมแลกอยู่ดี


บทก่อนหน้า
บทถัดไป