บทที่ 8 บทที่ 6 ความน่าเกรงขามของท่านชาย
บทที่ 6
ความน่าเกรงขามของท่านชาย
เนื่องจากพื้นที่แถบนี้เป็นลำน้ำแยกไหลลงสู่ทะเล การเดินทางระหว่างชนเผ่าต่างๆ จึงเป็นเรื่องง่าย หากเดินเท้าจากเผ่าของคาโรไปเผ่าที่หมายต้องใช้เวลาถึงสามวันครึ่ง แต่เขาพอใช้แพค้ำถ่อด้วยไม้ ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ถึงเขตแดนเผ่าตาต้า
พอขนสินค้าขึ้นฝั่งค่อยพบเข้ากับป่าเขียวหนาทึบ หากคนทั่วไปมาพบเห็น ก็คงดูไม่ออกว่าพื้นที่แถบนี้มีผู้อยู่อาศัยกว่าห้าร้อยคน
เสียงกูลีกูลู อูก้า อูก้า นี่เป็นคำกล่าวสนทนาของคนป่านายหน้า สหายบุรุษผู้หนึ่งของคาโรเอง
กลุ่มของคาโรยังซุ่มตัวอยู่ในพงหญ้า เห็นไกลๆ ชายหนุ่มแก้ผ้าเปลือยเปล่าทาโคลนตมเต็มตัวกำลังชูมือสองข้างตะโกนพูดคุย อีกฟากเองก็เห็นแต่ป่าเถาวัลย์หนา ดูไม่ออกว่าด้านหลังซุกซ่อนอะไรเอาไว้
ไม่นานฝั่งตรงข้ามค่อยมีชายฉกรรจ์สามคนเดินออกมา จากนั้นนายหน้าของคาโรจึงพาพวกเขาเดินมาทางนี้
“ท่านชายจันทรา พวกมันขอดูสินค้าก่อนขอรับ”
คนกล่าวเป็นชายผอมทาโคลน มีฉายาในวงการว่ากระจิบดำ มีอาชีพเป็นนายหน้าคนกลางแลกเป็นสินค้าตามเผ่าต่างๆ ซึ่งคาโรมักจะเรียกใช้บริการเขา ยามต้องการระบายสินค้าของตนเอง
นี่เป็นครั้งแรกที่คาโรแลกเปลี่ยนสิ่งของกับเผ่าตาต้า เขาเองก็ไม่ไว้ใจอีกฝ่าย จึงร้องขอให้ทางนั้นนำหอกดำออกมาให้ดู ทั้งคู่นัดกันว่าวางของไว้กลางป่าหญ้า
จากนั้นก็นำคนของตนถอยห่างออกไปร้อยก้าว หากพึงพอใจก็ให้โบกมือส่งสัญญาณ เขาจะส่งกระจิบดำไปหยิบฉวยหอกแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ข้อตกลงนี้เขาบอกกล่าวกับตัวแทนทั้งสามที่ติดตามกระจิบดำมาเมื่อครู่ พวกเขาเป็นชายหนุ่มสูงใหญ่ทาร่างกายด้วยดินสีแดง ใบหน้ายังเจาะรูเสียบหนามไม้ไผ่ยาวแหลม ดูไปน่าเกรงขามนัก พวกเขาแม้น่ากลัวเพียงใด แต่ยามพูดคุยก็ยังไม่กล้าสบตากับท่านชาย
ใช่แล้ว อีกฝ่ายไม่กล้าสบตา ทั้งยังมือไม้สั่นด้วยความหวาดกลัว
ชื่อเสียงของคาโร แต่ไหนแต่ไรมีแต่ความชั่วร้าย ในกลุ่มชนชาวฟรองก์ ชนเผ่าอาย่าขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยม แต่คาโรยังโหดยิ่งกว่า เขาอายุยังน้อยก็ออกเดินทางไปตามชนเผ่าต่างๆ ท้าสู้กับสุดยอดนักรบยอดฝีมือของเผ่าอื่นไปทั่ว ทั้งยังมีข่าวลือว่าเขาลงไปฆ่าจระเข้ที่อยู่ในน้ำด้วยมือเปล่ามาแล้ว
ควรรู้เอาไว้ว่าชาวป่าเหล่านี้ไม่ได้มีกฎหมายควบคุม พวกเขามีแต่กฎหมู่เท่านั้น หากไม่พอใจอะไรก็ฆ่าทิ้งซะ เผ่าอาย่ายิ่งมีชื่อด้านการฆ่าก่อนถามทีหลัง ตัวแทนทั้งสามที่มาไม่กลัวก็แย่แล้ว
แต่พวกเขาไม่มาไม่ได้ อีกเดือนเดียวจะเข้าสู่ฤดูหนาว หากไม่ได้เสบียงของพวกคาโร เผ่าของพวกเขาต้องจบสิ้นแน่นอน
ข้อเสนอของคาโรเป็นอันได้รับคำตกลง เขาจึงสั่งสมุนให้แบกกระสอบที่สานจากเยื่อไม้อย่างดีไปไว้กลางทุ่งหญ้า จากนั้นถอยห่างออกไปร้อยก้าวรอคนขอเผ่าตาต้ามาตรวจสอบยืนยัน
ไม่นานชายป่าฝั่งตรงข้ามก็ปรากฏร่างของชายกำยำหลายสิบคนค่อยๆ ย่างกรายออกมา แต่ละคนถือหอกไม้สะพายธนูล่าสัตว์ พวกเขานุ่งห่มหนังที่ผ่านการตัดเย็บ บางคนยังสวมผ้าคลุมที่ถักทอจากผ้าฝ้าย
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เผ่าเจริญที่สุดในดินแดนฟรองก์ บางเผ่าถึงขั้นปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สามารถถักทอผ้าเนื้อหยาบไว้ใช้นุ่งห่ม
“อูก้า อูก้า อู อู อูก้า”
หลังจากตรวจสอบแป้งอยู่ครู่หนึ่ง เสียง อูก้า อูก้า พร้อมโบกไม้โบกมือของชายหนุ่มทั้งสามเป็นสัญญาณว่าพวกเขายอมรับ กระจิบดำจึงรับหน้าที่สำคัญอีกครั้ง นั่นคือเดินเข้าไปยังกลุ่มนักรบหลายสิบเผ่าตาต้า เพื่อนำหอกดำที่เป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกลับมา...
“ท่านชาย เราอยากให้พวกมันบิดพลิ้วไม่ส่งของแทบตาย ไฉนพวกมันเรียบๆ ร้อยๆ”
บนแพขณะลอยลำ น้องชายกระต่ายอดไม่ได้ที่จะชูหอกในมือตนเองขึ้น เขารับหน้าที่ซุ่มอยู่หลังแนวเถาวัลย์ไม้ รอคอยจังหวะจะเข้าไปตะลุมบอน
ปกติการแลกเปลี่ยนสิ่งของไม่ง่ายแบบนี้ บ่อยครั้งที่สองฝ่ายพอเห็นสินค้าแล้วจะเกิดความโลภ มักจะเปลี่ยนจากแลกเป็นต่อสู้ห้ำหั่นกัน
“กระต่ายน้อย เจ้าไม่รู้รึ หลายเดือนมานี้เผ่าตาต้าต้องต่อสู้กับเผ่าเร่ร่อนที่บุกเข้าถิ่นมา พวกมันแทบไม่เหลือนักรบชั้นดีแล้ว”
กระจิบดำกล่าวอวดว่าตนเองรู้เรื่องราวเยอะ เขายืนอยู่ข้างๆ คาโร บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงในดินแดนฟรองก์ตลอดช่วงเวลาหลายเดือน
เพราะมีอาชีพเป็นคนกลาง กระจิบดำซึ่งมีชื่อเดิมว่าอามู่จึงเข้าๆ ออกๆ ได้หลายชนเผ่าโดยไม่มีภัย ข่าวสารอะไรหากท่านอยากได้ ขอเพียงจ่ายค่าตอบแทนเหมาะสมเขาสามารถสืบหามาให้อย่างรวดเร็ว
ด้วยนิสัยโลภมาก จังหวะที่เล่าถึงเผ่าเร่ร่อน ชายหนุ่มที่ยามนี้ล้างโคลนตมออกแล้ว จึงแบมือเป็นสัญญาณว่ามอบของออกมา
“ซูซู เจ้านำเปลือกหอยให้มันไป”
น้องชายกระต่ายได้ยินหัวหน้าของตนสั่งก็ปลดเปลือกหอยออกจากเอว นี่เป็นหอยนกแก้วที่หายากยิ่ง ชาวอาย่าอย่างพวกเขามักนำมาทำเป็นเครื่องเป่าส่งเสียงเล่นสนุกสนานกัน
อามู่พลิกซ้ายพลิกขวาดูก็ทราบราคา เจ้าสิ่งนี้หากนำไปแลกกับชนเผ่าที่อยู่ห่างชายทะเล อาจมีค่าเทียบเท่ากับแม่หมูหนึ่งตัวเลยก็ว่าได้
เมื่อได้กำไร ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากเล่าต่อ บอกว่าช่วงนี้เริ่มมีผู้อพยพลงมาจากภาคเหนือ คาดว่าตัวขี่ม้าบุกมา
คำว่าตัวขี่ม้าสะกิดความสนใจของคาโร เขาถามอามู่ว่า “แล้วพวกมันถือธนูที่ยิงต่อเนื่องกันได้มาด้วยหรือไม่ หากเจ้าพบเจอ เราจะยกแป้งยุนสำหรับเลี้ยงพันคนเป็นเวลาสามปีให้กับเจ้า”
อามู่ได้ฟังก็มีสีหน้ายินดี แต่ครู่เดียวก็หม่นลง เพราะอาวุธนั่นเขาก็เพียงแต่เคยได้ยิน ยังไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองเหมือนกัน
นี่เป็นเรื่องปกติ ทุกสองสามปีตัวขี่ม้าจะบุกลงใต้มาจับกุมชาวเผ่าครั้งถึงสองครั้ง พวกที่ไปก็ไม่เคยได้กลับ ซ้ำยังน้อยมากที่จะมีคนเอาชนะพวกนั้นได้ จนสามารถแย่งชิงอาวุธสังหารของพวกเขามา
“ท่านชายจันทรา ธนูนั่นเรายังไม่เคยเจอ แต่ดูเหมือนจะมีของใหม่อยู่บ้าง ท่านสนใจหรือไม่”
กล่าวจบเล่าต่อว่า หลายเดือนก่อนมีผู้หนีตายกลุ่มหนึ่งรอดมายังเผ่าเขา ท่านพ่อของเขารับคนไว้ถึงพบว่านักรบคุ้มกันของพวกนั้นสังหารตัวขี่ม้าได้ถึงสองคน
คาโรพอฟังก็ถามด้วยความสงสัย เป็นอาวุธชนิดใดที่เรายังไม่เคยเห็นหรือ
อามู่รีบตอบว่า "ไม่ใช่" หากแต่เป็นก้อนหินก้อนหนึ่ง ที่ผ่านการแกะสลักลวดลายอย่างงดงาม
กระจิบดำไม่ได้โกหก หากไม่เจ๋งจริงเขาไม่มีทางออกมาโลดโผนอยู่ข้างนอกได้ บิดาเขาเป็นหัวหน้าเผ่าบาก้า เผ่าของเขาใหญ่ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของดินแดนฟรองก์ ใหญ่เสียยิ่งกว่าชนเผ่าอาย่าของคาโร
หลังกลับถึงชนเผ่า ในฐานะหัวหน้าคาโรสั่งสมุนให้จัดเตรียมงานประลอง นี่เป็นธรรมเนียมตั้งแต่บรรพบุรุษ เพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมจะได้ครอบครองอาวุธของพวกตัวขี่ม้า
การขึ้นรูปสุดเกินที่พวกเขาจะสร้างขึ้นมาได้ คาโรทั้งค้นหาหินสีดำเพื่อทำเลียนแบบ แต่ก็ยังไม่ประสบผลอะไร ทำได้เพียงเก็บสะสมจากชนเผ่าต่างๆ บางชิ้นก็สูญหายไปกับการสู้รบทำสงครามระหว่างเผ่า
หากแต่ตอนนี้ถ้าเทียบกับเผ่าอื่น เผ่าของเขาก็นับว่ามีอาวุธของผู้รุกรานเหล่านั้นมากเป็นอันดับต้นๆ อยู่ดี
มนุษย์ที่ดีไม่ควรดูแคลนของรักผู้อื่น แต่หากให้วิสกี้มาพบเห็นความตื่นเต้นยินดี ยามชายชาวป่าโง่เขลาดีใจจนเนื้อเต้นที่จะได้เข้าร่วมงานประลองต่อสู้ เพื่อแย่งชิงอาวุธโง่ๆ เหล่านี้ ก็คงอดดูถูกไม่ได้
หอกเหล็กธรรมดาพอตกอยู่ในมือชาวป่าชาวเขากับกลายเป็นของมีค่า ระหว่างที่ในหมู่บ้านกำลังเตรียมการสังสรรค์จัดงานเลี้ยง ก็เป็นเรื่องทั่วไปที่จำเป็นจะต้องนำพวกทาสออกมาใช้แรงงาน
อยู่ในค่ายหลายวันก็เริ่มเข้าใจสังคมพวกเขา ที่แห่งนี้พวกทาสห้ามปากมีเสียง ชนชั้นปกครองล้วนเป็นบุรุษร่างโตทั้งสิ้น
แต่ละวันพวกวิสกี้ไม่เพียงต้องขูดต้นยุนผลิตแป้ง แต่ยามค่ำคืนยังต้องหุงหาอาหารให้กับผู้คุม และคอยปรนนิบัติพัดวีให้กับพวกเขา
ที่พักอาศัยในค่ายก็ไม่ต่างจากที่เห็นในหมู่บ้านตอนนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นกระท่อมไม้หลังน้อย นี่เป็นชุมชนที่แท้จริงของพวกเขา รอบด้านก่อไว้ด้วยกำแพงสูง มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา
ด้านหลังและซ้ายดูจากกระแสลมที่พัดกลิ่นมาคงเป็นทะเลไปเกือบหมด ด้านขวาเป็นเขาสูงป่าทึบ ทางเข้าเป็นป่าเลียบแม่น้ำไหลสู่หมู่บ้าน
นี่คือสิ่งที่วิสกี้เสกขึ้นมาเองผ่านจินตนาการและการรังสรรค์ บางอย่างที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในโลกของเขา บัดนี้มันได้มากองอยู่ตรงหน้านักเขียนตัวเล็กแล้ว
ขณะกำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียง อูก้า อูก้า ก็ดังมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยแพะหนึ่งตัวถูกโยนมา
“อูก้า อูก้า อู อู อู”
คำกล่าวกูลีกูลูที่ไม่รู้เรื่องแต่วิสกี้พอฟังกลับเข้าใจได้เสียอย่างงั้น
เพราะฝีมือการทำอาหารที่ดี ทาสคนอื่นสู้เขาไม่ได้สักคนเดียว วิสกี้จึงถูกย้ายจากแผนกผลิตแป้งขูดไม้ ให้มีหน้าที่ปรุงแต่งอาหารประจำค่ายที่มีสมาชิกรวมทาสกว่าห้าร้อยคน
แน่นอนว่าอิสระในการเลือกผู้ช่วยก็เป็นของเขาด้วย ดังนั้นวิ้สกี้ไม่ต้องตัดสินใจมาก ก็จิ้มเอาสหายทั้งสามของตนเองมาเป็นลูกมือ
“น้องวิส ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีโอกาสออกจากค่าย แต่พี่คิดได้แผนการหนึ่ง เจ้าจะหนีไปพร้อมพวกเราหรือไม่”
ระหว่างกำลังผ่าท้องแพะ เอไลน์เจ้าเก่านักหลบหนีก็ชวนสหายรุ่นน้องหนีครั้ง
