บทที่ 10 บทที่ 10
หลินเวยปรายตามองหลี่กงกง “จดไว้ ขนมและชา ไม่ใช่ขนมเพียงอย่างเดียว”
หลี่กงกงพยักหน้าให้คนของกรมวังจดบันทึกทันที นางกำนัลอีกคนรีบพูดแทรก
“แต่ซูเฟยดื่มชานั้นทุกวัน ไม่เคยเป็นอะไร มีเพียงขนมจากตำหนักคุนหนิงที่เพิ่งได้รับเมื่อคืนเพคะ”
หลินเวยมองนางนิ่ง “เจ้าร้อนใจแทนนายหญิงมากทีเดียว ข้ายังไม่ได้กล่าวว่าชามีพิษ เจ้าก็รีบแก้ต่างแล้ว”
นางกำนัลหน้าซีด รีบก้มหน้าลงจนหน้าผากแตะพื้น “หม่อมฉันเพียงพูดความจริงเพคะ”
หลินเวยไม่ได้ซักต่อทันที นางขอให้หมอหลวงนำขนมดอกกุ้ยที่เหลือมาตรวจ ขนมถูกเก็บในกล่องไม้เคลือบอย่างดี มีร่องรอยถูกกินไปสองชิ้น หมอหลวงใช้เข็มเงินตรวจต่อหน้าทุกคน เข็มเปลี่ยนสีคล้ำอย่างชัดเจน เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที นางกำนัลหลายคนหันมามองหลินเวยราวกับความผิดของนางถูกยืนยันแล้ว หลี่กงกงเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
“ฮองเฮา เข็มเงินเปลี่ยนสีจริงพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเวยพยักหน้าอย่างไม่ตกใจ “เห็นแล้ว”
ชิงหลัวหน้าซีด “ฮองเฮาเพคะ”
หลินเวยยกมือห้าม แล้วถามหมอหลวง “ตรวจชาด้วย”
นางกำนัลของซูเฟยรีบเงยหน้า “ชานั้นไม่มีพิษเพคะ เมื่อคืนทุกคนเห็นซูเฟยดื่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
หลินเวยหันไปมองนาง “ข้าไม่ได้ถามความเห็นเจ้า”
เสียงของนางไม่ดัง แต่เย็นพอให้คนทั้งห้องเงียบ หมอหลวงรับถ้วยชาที่เหลืออยู่มาตรวจ เข็มเงินไม่เปลี่ยนสี หลี่กงกงจึงกล่าว
“ชาดูเหมือนไม่มีพิษพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเวยไม่ตอบ นางหยิบถ้วยชาขึ้นมาใกล้จมูก สูดกลิ่นเบา ๆ กลิ่นกล้วยไม้หวานแรงปะทะขึ้นมา แต่ใต้กลิ่นนั้นมีความขมเย็นจางมากจนแทบแยกไม่ออก หากไม่ใช่เพราะนางเคยทำงานกับข้อมูลสารเคมีและคุ้นกับการแยกกลิ่นผิดปกติจากตัวอย่างในงานตรวจความเสี่ยง นางอาจมองข้ามมันไปเช่นกัน
“เข็มเงินตรวจพิษทุกชนิดไม่ได้” หลินเวยกล่าวช้า ๆ “โดยเฉพาะหากพิษถูกต้มจนเจือจาง หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรบางชนิดเพื่อลดปฏิกิริยา”
หมอหลวงเบิกตาเล็กน้อย “ฮองเฮาทรงทราบเรื่องพิษด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเวยวางถ้วยชาลง “พอรู้ว่าคนฉลาดไม่ควรเชื่อเข็มเงินเพียงอย่างเดียว”
นางหันไปสั่งชิงหลัว “นำถ้วยน้ำสะอาดมา แล้วขอผงแป้งขาวจากห้องเครื่องเล็กน้อย”
ทุกคนมองหน้ากันอย่างงุนงง แต่ไม่มีใครกล้าขัด เมื่อนำของมาตามสั่ง หลินเวยใช้ปลอกนิ้วทองแตะผงแป้งเล็กน้อย แล้วป้ายลงบนขอบถ้วยชา บริเวณที่ซูเฟยน่าจะจับ ด้านข้างถ้วยปรากฏรอยนิ้วจาง ๆ หลายรอย นางมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“ซูเฟยจับถ้วยด้วยมือขวาเป็นหลัก แต่นิ้วที่มีคราบเหลืองคือหัวแม่มือกับนิ้วชี้ซ้าย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”
หมอหลวงเข้าไปดูมือซูเฟยอีกครั้ง ก่อนขมวดคิ้ว “จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ คราบติดอยู่ที่มือซ้ายมากกว่า”
หลินเวยถามนางกำนัล “ซูเฟยถนัดมือใด”
นางกำนัลคนหนึ่งตอบเสียงเบา “มือขวาเพคะ”
หลินเวยพยักหน้า “ถนัดมือขวา ดื่มชาด้วยมือขวา กินขนมด้วยมือขวา แต่คราบพิษกลับอยู่ที่มือซ้าย เห็นได้ชัดว่านางใช้มือซ้ายหยิบบางอย่างก่อนหรือหลังดื่มชา”
นางหยิบผ้าเช็ดหน้าข้างหมอนขึ้นมาดู พบคราบสีเหลืองจางที่มุมผ้า กลิ่นขมเย็นติดอยู่บางเบา
“ซูเฟยใช้ผ้านี้เช็ดปากหรือไม่”
นางกำนัลที่ร้องไห้หนักที่สุดรีบตอบ “ใช่เพคะ หลังดื่มชาและกินขนม ซูเฟยใช้ผ้านี้เช็ดปาก ก่อนจะบอกว่าแน่นหน้าอก”
หลินเวยยกผ้าเช็ดหน้าให้หมอหลวง “ตรวจนี่”
หมอหลวงใช้เข็มเงินตรวจ แต่ยังไม่เปลี่ยนสีชัดเจน หลินเวยจึงให้เขานำผ้าแตะน้ำสะอาดแล้วหยดลงบนแป้งขาว ไม่นานแป้งบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีหม่นอมเขียวจาง ๆ หมอหลวงหน้าเปลี่ยนสี
“นี่เป็นปฏิกิริยาของหญ้าหานเย่เมื่อเจอกับแป้งรากบัวพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องมีพิษอยู่จริงจึงจะเปลี่ยนสี”
หลินเวยมองทุกคนด้วยแววตาคมกริบ
“ดังนั้นพิษไม่ได้อยู่ในขนมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่บนผ้าเช็ดหน้าที่ซูเฟยใช้แตะริมฝีปาก และอาจอยู่บนปลายนิ้วของนางด้วย”
หลี่กงกงขมวดคิ้ว “แต่พิษในขนมก็มีจริง หากไม่ใช่ตำหนักคุนหนิงวางยา จะอธิบายอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเวยเดินไปยังกล่องขนม มองชิ้นขนมที่เหลืออย่างละเอียด
“ขนมถูกส่งจากตำหนักคุนหนิงทั้งหมดกี่ชิ้น”
คนของกรมวังตอบ “สิบสองชิ้นพ่ะย่ะค่ะ กินไปสอง เหลือสิบ”
หลินเวยหยิบเข็มเงินอีกอันมาตรวจแต่ละชิ้นด้วยตนเอง พบว่ามีเพียงสามชิ้นที่ทำให้เข็มเปลี่ยนสีชัด ส่วนชิ้นอื่นไม่มีปฏิกิริยา นางยิ้มเย็น
“หากตำหนักคุนหนิงวางยาตั้งแต่ต้น พิษควรกระจายอยู่ในขนมทุกชิ้น หรืออย่างน้อยควรอยู่ในชุดเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ แต่ตอนนี้มีเพียงบางชิ้นที่มีพิษ แปลว่ามีคนป้ายพิษหลังจากขนมถูกจัดลงกล่องแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบ นางกำนัลบางคนเริ่มตัวสั่น หลินเวยเดินไปหยุดตรงหน้าพวกนาง
“ตั้งแต่ขนมมาถึงตำหนักอี๋หลัน ผู้ใดเป็นคนเปิดกล่อง ผู้ใดจัดใส่จาน และผู้ใดส่งถึงมือซูเฟย”
นางกำนัลสามคนคุกเข่าตัวสั่น คนหนึ่งชื่ออวี้หลัน เป็นนางกำนัลประจำเครื่องว่างของซูเฟย นางก้มหน้าพูดเสียงสั่น
“หม่อมฉันเป็นคนจัดใส่จานเพคะ แต่หม่อมฉันไม่ได้วางยา”
หลินเวยมองมือของนาง “ยื่นมือออกมา”
อวี้หลันสะดุ้ง ก่อนยื่นมืออย่างจำใจ มือของนางสะอาดเกินไป เล็บถูกตัดสั้นและเหมือนเพิ่งล้างอย่างรุนแรงจนผิวแดง แต่บริเวณซอกเล็บนิ้วก้อยยังมีคราบเหลืองจางซ่อนอยู่ หลินเวยยื่นมือไปจับข้อมือนาง อวี้หลันสะดุ้งแรงจนคนทั้งห้องเห็นได้ชัด
“กลัวอะไร” หลินเวยถามเสียงเรียบ อวี้หลันร้องไห้ออกมา
“หม่อมฉันไม่ได้ทำเพคะ ฮองเฮาโปรดเมตตา”
หลินเวยปล่อยมือ “ข้ายังไม่ได้กล่าวว่าเจ้าทำ แต่เจ้าร้องขอเมตตาแล้ว”
หลี่กงกงรีบสั่งคนจับอวี้หลันไว้ หมอหลวงตรวจซอกเล็บของนางด้วยวิธีเดียวกัน คราบเหลืองเปลี่ยนสีเมื่อแตะแป้งรากบัวชัดเจน ทุกคนหน้าซีด อวี้หลันทรุดลงกับพื้น
“หม่อมฉันถูกบังคับเพคะ หม่อมฉันไม่รู้ว่าเป็นพิษร้าย มีคนให้หม่อมฉันป้ายผงนั้นบนผ้าเช็ดหน้าและขนมเพียงสามชิ้น บอกว่าแค่ทำให้ซูเฟยประชวรเล็กน้อย เพื่อโยนความผิดให้ตำหนักคุนหนิง”
หลินเวยนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้เตียง ถามอย่างใจเย็น
“ใครสั่งเจ้า”
อวี้หลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
