บทที่ 11 บทที่ 11
“หม่อมฉันไม่รู้เพคะ คนผู้นั้นปิดหน้า แต่เขามีป้ายผ่านทางของตำหนักฉือหนิง”
ตำหนักฉือหนิงคือตำหนักของไทเฮา คำตอบนี้ทำให้หลี่กงกงหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เจ้าอย่าพูดพล่อย ๆ!”
อวี้หลันร้องไห้หนักกว่าเดิม
“หม่อมฉันพูดจริงเพคะ เขายังบอกว่าหากไม่ทำ น้องชายของหม่อมฉันที่ทำงานในโรงครัวจะถูกส่งไปคุกหลวง”
หลินเวยไม่แสดงสีหน้าตกใจ นางคาดไว้อยู่แล้วว่าคดีนี้ไม่ได้จบที่สนมคนใดคนหนึ่ง แต่โยงไปถึงมือที่ใหญ่กว่า นางหันไปหาหลี่กงกง
“หลี่กงกง ท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่”
หลี่กงกงเหงื่อซึมหน้าผาก “เรื่องนี้เกี่ยวพันใหญ่หลวง ต้องทูลฝ่าบาทตัดสินพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเวยยิ้มบาง “แน่นอน ต้องทูลฝ่าบาท และต้องทูลตามที่ตรวจพบทุกคำ ไม่ใช่ตามที่ผู้ใดอยากให้เป็น”
นางลุกขึ้น เดินไปมองซูเฟยที่ยังหมดสติอยู่บนเตียง
“คนวางยาฉลาดพอจะใส่พิษในขนมบางชิ้นเพื่อโยงมาถึงข้า แต่โง่พอจะลืมว่าคนกินไม่ได้สัมผัสพิษทางปากจากขนมอย่างเดียว รอยบนปลายนิ้ว ผ้าเช็ดหน้า และกลิ่นชาหอมที่ใช้กลบพิษต่างหากคือสิ่งที่ฟ้องความจริง”
นางหยิบผ้าเช็ดหน้าปนพิษใส่กล่องหลักฐานด้วยตนเอง แล้วหันกลับมามองนางกำนัลของซูเฟยทุกคน
“จากนี้ไป ผู้ใดคิดทำลายหลักฐาน หรือทำให้ซูเฟยตายก่อนฟื้น ข้าจะถือว่าคนนั้นเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมด”
เมื่อหลินเวยก้าวออกจากตำหนักอี๋หลัน แสงแดดยามบ่ายส่องลงบนพื้นหินเย็น ขบวนข้ารับใช้ที่เดินตามหลังนางเงียบกว่าขามาหลายเท่า ชิงหลัวมองเจ้านายด้วยแววตาเลื่อมใสจนปิดไม่มิด
“ฮองเฮา พระองค์ทำได้จริง ๆ เพคะ พิษไม่ได้มาจากตำหนักเรา”
หลินเวยกลับไม่ยิ้ม “ยังเร็วเกินไปจะดีใจ คนที่อยู่เบื้องหลังยอมเสียซูเฟยครึ่งชีวิตเพื่อใส่ร้ายข้า ย่อมไม่ปล่อยให้พยานรอดง่าย ๆ”
ชิงหลัวหน้าซีด “เช่นนั้นเราต้องทำอย่างไรเพคะ”
หลินเวยมองไปทางตำหนักฉือหนิงของไทเฮา ดวงตาเย็นลง
“ส่งข่าวให้ฝ่าบาท และให้คนเฝ้าอวี้หลันตลอดเวลา หากนางตายก่อนให้การต่อหน้าฮ่องเต้ คนที่กลัวความจริงที่สุดจะเผยตัวเอง”
ริมฝีปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นงดงามแต่เย็นเยียบ
“เกมนี้เพิ่งเริ่ม แต่ข้าได้รอยนิ้วแรกของคนร้ายแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาทำให้มือที่ซ่อนอยู่หลังม่านสั่นเสียที!”
พลิกคดีต่อหน้าวังหลัง
ข่าวว่าฮองเฮาพบร่องรอยพิษที่ไม่ได้มาจากตำหนักคุนหนิงแพร่ไปทั่ววังหลังอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ตำหนักอี๋หลันของซูเฟยก็เต็มไปด้วยคนของกรมวัง หมอหลวง ขันที และนางกำนัลจากตำหนักต่าง ๆ ที่ถูกเรียกมาเป็นพยาน ทุกสายตาจับจ้องมาที่เซี่ยอวี้หลันด้วยความตื่นตระหนกปนหวาดระแวง เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนเชื่อว่าฮองเฮาคงดิ้นไม่หลุดจากข้อกล่าวหา ทว่ายามนี้ สตรีที่ควรถูกตัดสินกลับยืนอยู่กลางห้องด้วยสีหน้าเย็นสงบ ราวกับนางไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย แต่เป็นผู้ตัดสินคดีนี้ด้วยตนเอง
หลินเวยยืนอยู่ข้างโต๊ะยาวที่วางหลักฐานทั้งหมด ทั้งกล่องขนมดอกกุ้ย ถ้วยชาของซูเฟย ผ้าเช็ดหน้าปนพิษ และบันทึกคำให้การของนางกำนัลอวี้หลัน ข้างกายนางคือชิงหลัวที่ถือกล่องหลักฐานอย่างระมัดระวัง ส่วนหลี่กงกงยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
เสียงขันทีหน้าตำหนักดังขึ้น
"ฝ่าบาทเสด็จ ไทเฮาเสด็จ กุ้ยเฟย เจาอี๋ เต๋อเฟย และเหม่ยเหรินเสด็จ"
ทุกคนในห้องรีบคุกเข่าลงพร้อมกัน หลินเวยยอบกายคำนับตามธรรมเนียม เยี่ยนจิ่งเฉินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเย็น ข้างหลังเขาคือไทเฮาในชุดหรูหราสีม่วงเข้ม ใบหน้าสูงวัยยังคงงดงามและเปี่ยมบารมี ดวงตาของนางกวาดมองหลินเวยเพียงแวบเดียว แต่แวบนั้นกลับคมราวกับมีดที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ
ไทเฮานั่งลงบนที่ประธานก่อนเอ่ยเสียงเย็น
"ฮองเฮา เจ้าเพิ่งรอดจากข้อกล่าวหาได้ไม่ถึงครึ่งวัน ก็ทำให้วังหลังวุ่นวายอีกแล้วหรือ"
หลินเวยยอบกายอย่างนอบน้อม แต่แววตาไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย
"หม่อมฉันมิกล้าทำให้วังหลังวุ่นวายเพคะ หม่อมฉันเพียงต้องการพิสูจน์ว่าคนที่ทำให้วังหลังวุ่นวายแท้จริงคือผู้ใด"
กุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ
"ฮองเฮาตรัสราวกับพบคนร้ายแล้ว ทั้งที่หลักฐานทุกอย่างยังชี้ว่าขนมมีพิษมาจากตำหนักคุนหนิง"
หลินเวยหันไปมองกุ้ยเฟยด้วยรอยยิ้มบาง
"หากหลักฐานชี้มาที่ตำหนักคุนหนิงจริง เจ้าคงไม่รีบร้อนย้ำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
ใบหน้าของกุ้ยเฟยแข็งไปเล็กน้อย แต่ยังรักษาท่าทีสง่างามไว้ได้ เจาอี๋รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ทุกคนเพียงเป็นห่วงซูเฟยเพคะ ขอฮองเฮาอย่าทรงเข้าใจผิด"
หลินเวยปรายตามองนาง
"เป็นห่วงนาง หรือเป็นห่วงว่าคนที่ถูกซื้อจะพูดมากเกินไปกันแน่"
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงทันที เหม่ยเหรินที่ยืนอยู่ด้านหลังเต๋อเฟยก้มหน้าลงเล็กน้อย มือที่ซ่อนใต้แขนเสื้อกำแน่นเพียงชั่วแวบ แต่หลินเวยเห็น นางจำรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ได้ทั้งหมด
เยี่ยนจิ่งเฉินนั่งลงข้างไทเฮา แล้วเอ่ยเสียงต่ำ
"ฮองเฮา เจ้ามีหลักฐานใดก็กล่าวออกมา"
หลินเวยยอบกายรับคำ ก่อนหันไปสั่งชิงหลัว
"นำกล่องขนมมา"
ชิงหลัววางกล่องขนมดอกกุ้ยลงบนโต๊ะ หลินเวยเปิดฝากล่องให้ทุกคนเห็น ขนมสิบชิ้นถูกจัดแยกไว้เป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีสามชิ้น อีกฝั่งหนึ่งมีเจ็ดชิ้น
"ขนมชุดนี้ถูกส่งจากตำหนักคุนหนิงไปยังตำหนักอี๋หลันเมื่อคืน รวมทั้งหมดสิบสองชิ้น ซูเฟยกินไปสองชิ้น เหลือสิบชิ้น เมื่อตรวจด้วยเข็มเงิน พบว่ามีเพียงสามชิ้นเท่านั้นที่ปนพิษ ส่วนอีกเจ็ดชิ้นไม่มีพิษ"
หมอหลวงก้าวออกมายืนยัน
"ทูลฝ่าบาท ทูลไทเฮา เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตรวจต่อหน้าหลี่กงกงและคนของกรมวังแล้ว"
ไทเฮาหรี่ตาลงเล็กน้อย
"แล้วอย่างไร ขนมมีพิษก็ยังเป็นขนมจากตำหนักคุนหนิง"
หลินเวยไม่รีบโต้แย้ง นางหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากฝั่งที่ไม่มีพิษขึ้นมา แล้วกล่าวอย่างสงบ
"หากพิษถูกผสมตั้งแต่ในครัวของตำหนักคุนหนิง พิษควรกระจายอยู่ในเนื้อขนมอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยขนมทั้งชุดควรมีร่องรอยพิษใกล้เคียงกัน แต่พิษกลับพบเพียงบางชิ้น และเป็นพิษที่ป้ายอยู่บนผิวขนม ไม่ได้ซึมเข้าเนื้อด้านใน"
