บทที่ 12 บทที่ 12
นางวางขนมลง แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าของซูเฟยขึ้นมา
"สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ผ้าเช็ดหน้าของซูเฟยมีพิษชนิดเดียวกันปนอยู่ และบนปลายนิ้วซ้ายของซูเฟยก็มีคราบพิษเช่นกัน ทั้งที่นางถนัดมือขวา"
เยี่ยนจิ่งเฉินหันไปมองหมอหลวง
"จริงหรือ"
หมอหลวงรีบคุกเข่าตอบ
"จริงพ่ะย่ะค่ะ คราบพิษที่ปลายนิ้วและผ้าเช็ดหน้าเป็นพิษหญ้าหานเย่ชนิดเดียวกัน และมีปริมาณเข้มข้นกว่าที่พบในขนมบางชิ้น"
สีหน้าของสนมหลายคนเปลี่ยนไปทันที เต๋อเฟยที่วางตัวสงบมาตลอดค่อย ๆ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับมุมปาก
"แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าฮองเฮาไม่เกี่ยวข้องนะเพคะ"
หลินเวยยิ้มเล็กน้อย
"ถูกต้อง ยังพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นข้าจึงพาคนที่ป้ายพิษมาด้วย"
สิ้นเสียงของนาง หลี่กงกงส่งสัญญาณให้ขันทีสองคนพานางกำนัลอวี้หลันเข้ามา อวี้หลันถูกจับแขนไว้ทั้งสองข้าง ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นไม่หยุด ทันทีที่เห็นไทเฮาและสนมทั้งหลาย นางก็ทรุดลงกับพื้น
"ฝ่าบาทไว้ชีวิตด้วย ไทเฮาไว้ชีวิตด้วยเพคะ"
กุ้ยเฟยขมวดคิ้วทันที
"นางกำนัลผู้นี้เป็นใคร"
หลินเวยมองนางด้วยแววตาเย็นชา
"เจ้าถามราวกับไม่รู้จักนาง ทั้งที่นางเป็นคนประจำห้องเครื่องว่างของซูเฟย"
กุ้ยเฟยหน้าแข็ง
"วังหลังมีนางกำนัลตั้งมากมาย หม่อมฉันจะจำได้ทุกคนได้อย่างไร"
"ข้ายังไม่ได้บอกว่าเจ้าควรจำได้"
หลินเวยตอบเรียบ ๆ ทำให้กุ้ยเฟยกัดริมฝีปากอย่างไม่พอใจ
หลินเวยหันไปหาอวี้หลัน
"พูดสิ่งที่เจ้าสารภาพต่อหน้าข้าอีกครั้ง ต่อหน้าฝ่าบาทและไทเฮา"
อวี้หลันตัวสั่นอย่างรุนแรง นางก้มหน้าลงกับพื้น น้ำตาหยดลงบนพื้นหิน
"หม่อมฉันถูกบังคับเพคะ มีคนนำผงพิษมาให้หม่อมฉัน สั่งให้ป้ายบนผ้าเช็ดหน้าของซูเฟย และขนมสามชิ้นในกล่องที่มาจากตำหนักคุนหนิง เพื่อให้ดูเหมือนว่าฮองเฮาเป็นผู้วางยา"
ทั้งห้องเกิดเสียงฮือฮาทันที ไทเฮาตบที่วางแขนเสียงดัง
"บังอาจ! เจ้าเป็นเพียงนางกำนัลต่ำต้อย กล้ากล่าววาจาเลื่อนลอยต่อหน้าข้ากับฝ่าบาทหรือ"
อวี้หลันสะดุ้งจนแทบหมอบติดพื้น
"หม่อมฉันพูดจริงเพคะ หม่อมฉันไม่กล้าโป้ปด"
เยี่ยนจิ่งเฉินถามเสียงเย็น
"ผู้ใดสั่งเจ้า"
อวี้หลันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วรีบก้มลงอีกครั้ง
"หม่อมฉันไม่เห็นหน้าเพคะ คนผู้นั้นปิดหน้า แต่มีป้ายผ่านทางของตำหนักฉือหนิง"
คำว่า ตำหนักฉือหนิง ทำให้บรรยากาศตึงเครียดทันที เพราะนั่นคือตำหนักของไทเฮา
ไทเฮามองอวี้หลันด้วยสายตาแข็งกร้าว
"เจ้าใส่ร้ายข้าหรือ"
อวี้หลันตัวสั่นจนพูดแทบไม่ออก
"หม่อมฉันมิกล้าเพคะ หม่อมฉันเพียงพูดสิ่งที่เห็น"
หลินเวยก้าวออกมาช้า ๆ
"หม่อมฉันขอทูลให้ชัดเพคะ อวี้หลันไม่ได้กล่าวว่าไทเฮาทรงเป็นผู้สั่งการ นางเพียงกล่าวว่าคนผู้นั้นมีป้ายผ่านทางของตำหนักฉือหนิง"
ไทเฮาหันมามองนางทันที
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
หลินเวยยอบกายอย่างนอบน้อม
"หม่อมฉันหมายความว่า อาจมีคนใช้ชื่อของไทเฮาแอบอ้าง เพื่อลากตำหนักฉือหนิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ฝ่าบาทกับไทเฮาเกิดความบาดหมางกัน"
คำพูดนี้ทำให้หลายคนตกตะลึง แม้แต่เยี่ยนจิ่งเฉินก็หันมามองนางด้วยสายตาลึกขึ้น ไทเฮาเองก็ชะงักไปชั่วขณะ เพราะนางคาดว่าฮองเฮาจะฉวยโอกาสโยงเรื่องมาถึงตน แต่หลินเวยกลับถอยหนึ่งก้าวอย่างชาญฉลาด
ถอยเพื่อไม่ให้ตนเองถูกมองว่ากล่าวหาไทเฮาโดยไร้หลักฐาน
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ปล่อยเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยลงกลางใจฮ่องเต้เรียบร้อยแล้ว
หลินเวยหันไปมองอวี้หลันอีกครั้ง
"เจ้ามีหลักฐานอื่นหรือไม่"
อวี้หลันพยักหน้าทั้งน้ำตา
"มีเพคะ คนผู้นั้นให้ถุงเงินหม่อมฉันไว้ครึ่งหนึ่ง บอกว่าหลังเรื่องสำเร็จจะให้อีกครึ่ง หม่อมฉันกลัวจึงซ่อนถุงเงินไว้ใต้แผ่นอิฐหลังห้องเครื่องว่าง"
หลี่กงกงรีบสั่งคนไปค้น ไม่นานขันทีก็กลับมาพร้อมถุงเงินผ้าไหมสีเทา เมื่อเปิดออก ภายในมีตำลึงเงินหลายก้อน และที่ปากถุงปักลายเมฆเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลวดลายที่ใช้เฉพาะในตำหนักฝ่ายในบางแห่ง
เจาอี๋มองถุงเงินแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลินเวยเห็นชัด แต่นางไม่พูด
เยี่ยนจิ่งเฉินรับถุงเงินไปดู สีหน้าของเขาเย็นลง
"หลี่กงกง ตรวจที่มาของผ้าไหมถุงนี้"
หลี่กงกงรีบรับคำ
"พ่ะย่ะค่ะ"
ไทเฮากล่าวเสียงเย็น
"ต่อให้พิสูจน์ได้ว่านางกำนัลผู้นี้ถูกซื้อ ก็ยังไม่รู้ว่าใครซื้อ นางอาจเป็นคนของฮองเฮาที่ถูกส่งมาสารภาพเพื่อแก้ตัวก็ได้"
หลินเวยก้มหน้าเล็กน้อย
"ไทเฮาตรัสถูกเพคะ ทุกอย่างยังต้องสืบต่อ หม่อมฉันจึงไม่กล้าชี้ตัวผู้ใดโดยไม่มีหลักฐาน"
คำพูดของนางสุภาพมาก แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบา ๆ เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนต่างชี้ว่าฮองเฮาเป็นคนร้ายโดยยังไม่มีหลักฐานรัดกุม
เยี่ยนจิ่งเฉินมองนางนิ่ง ก่อนกล่าวกับคนทั้งหมด
"จากหลักฐานที่ตรวจพบ ข้อกล่าวหาว่าฮองเฮาเป็นผู้วางยาซูเฟยยังไม่อาจยืนยันได้ นำอวี้หลันไปคุมตัวสอบสวน ห้ามผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต"
อวี้หลันถูกลากออกไปด้วยน้ำตานองหน้า เสียงร้องขอชีวิตของนางค่อย ๆ ไกลออกไป กุ้ยเฟยไม่พอใจ แต่ทำได้เพียงก้มหน้า
"เช่นนั้นซูเฟยเกือบตายโดยยังจับตัวคนร้ายไม่ได้หรือเพคะ"
หลินเวยหันไปมองนาง "ยังจับไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าจะจับไม่ได้ตลอดไป"
กุ้ยเฟยสบตานางอย่างเย็นชา
"หม่อมฉันหวังว่าฮองเฮาจะทรงจับคนร้ายตัวจริงได้เร็ว ๆ มิฉะนั้นวังหลังคงไม่มีวันสงบ"
หลินเวยยิ้มบาง "ข้าก็หวังเช่นนั้น เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน คนร้ายยิ่งกลัวจนลงมือพลาดง่ายขึ้น"
เหม่ยเหรินก้มหน้าลงอีกครั้ง นิ้วของนางบีบผ้าเช็ดหน้าจนยับ เต๋อเฟยยังคงสีหน้าเมตตา แต่แววตากลับลึกขึ้น ส่วนเจาอี๋เงียบผิดปกติ
หลินเวยเก็บสีหน้าของทุกคนไว้ในใจ
นางรู้ว่าอวี้หลันเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็ก คนที่อยู่เบื้องหลังยังไม่โผล่ออกมา แต่วันนี้นางไม่ได้ตั้งใจจะเปิดโปงทั้งหมด เพราะหากตัดหัวงูเร็วเกินไป งูตัวอื่นจะหนีเข้ารู
สิ่งที่นางต้องการคือทำให้ศัตรูคิดว่านางเพียงโชคดี พบหลักฐานโดยบังเอิญ และยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังจริง ๆ
เมื่อการสอบสวนเบื้องต้นจบลง ไทเฮาลุกขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา
"ในเมื่อฮองเฮายังไม่พ้นข้อสงสัยทั้งหมด ก็อย่าเพิ่งดีใจเกินไป"
