บทที่ 2 บทที่ 2
เธอรีบใช้โทรศัพท์ของตัวเองถ่ายภาพหน้าจอเอาไว้ทุกหน้า ก่อนลบการแจ้งเตือนอย่างรวดเร็ว เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกพอดี หลินเวยวางโทรศัพท์กลับที่เดิม แล้วนั่งลงบนโซฟาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภาคินเดินออกมาเช็ดผม
"ทำไมยังไม่นอน"
หญิงสาวยิ้มอ่อนโยนเหมือนเดิม "รอคุณกลับ"
ชายหนุ่มเดินเข้ามาลูบศีรษะเธอ "ขอโทษนะ ช่วงนี้งานหนัก"
หลินเวยมองดวงตาของเขา เมื่อก่อนเธอเคยเห็นแต่ความรัก แต่คืนนี้...เธอเห็นเพียงคำโกหกและความโลภที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มแสนอบอุ่น เธอยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนไม่ต่างกัน
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเชื่อใจคุณเสมอ"
ภาคินยิ้มอย่างโล่งอกโดยไม่รู้เลยว่าผู้หญิงที่เขาคิดว่าหลอกได้ง่ายได้เริ่มมองเห็นแผนการทั้งหมดแล้วหลินเวยหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนยังคงโปรยปรายไม่หยุด ในดวงตาของหญิงสาวไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความเย็นชาและคำสาบานเงียบ ๆ หากพวกเขาคิดเล่นเกมกับเธอ เธอจะเล่นกลับ และจะขุดความจริงทุกอย่างออกมาให้ได้ แม้ว่าความจริงนั้น...อาจแลกมาด้วยชีวิตของเธอก็ตาม
คนรักที่แทงข้างหลัง
คืนนั้นหลินเวยนอนอยู่บนเตียงเดียวกับภาคินโดยที่หัวใจของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ชายหนุ่มหลับสนิทอยู่ข้างกาย ลมหายใจสม่ำเสมอราวกับคนที่ไม่มีความลับใด ๆ ซ่อนอยู่ แต่สำหรับเธอ ทุกสิ่งที่เคยเรียกว่าอบอุ่นกลับกลายเป็นความเย็นเยียบจนน่าขยะแขยง มือที่เคยกุมมือเธอในวันที่เธออ่อนแอ มือที่เคยลูบผมและบอกว่าจะรักเธอไปตลอดชีวิต
มือคู่นั้นอาจเป็นมือเดียวกับที่กำลังวางแผนผลักเธอไปสู่ความตายเพื่อเงินประกัน หลินเวยลืมตาในความมืด เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ถาม ไม่ได้เขย่าตัวเขาให้ลุกขึ้นมาสารภาพ เพราะเธอรู้ดีว่าคนโกหกจะไม่ยอมรับความจริงง่าย ๆ หากไม่มีหลักฐานมากพอจะกดเขาให้จมลงไปด้วยตัวเอง
เช้าวันต่อมา หลินเวยยังคงทำตัวเหมือนเดิม เธอตื่นก่อนภาคิน ทำกาแฟให้เขา ปิ้งขนมปัง วางเสื้อเชิ้ตที่รีดเรียบไว้บนโซฟา ทุกอย่างเหมือนคู่รักที่กำลังเตรียมแต่งงานในอีกไม่กี่เดือน ภาคินเดินออกมาจากห้องนอนด้วยสีหน้าง่วงงุน เขากอดเอวเธอจากด้านหลังแล้วก้มลงจูบข้างแก้มอย่างเคย
“วันนี้ทำไมตื่นเช้าจัง”
หลินเวยยิ้มบาง ๆ ขณะเทกาแฟใส่แก้ว
“มีงานต้องรีบไปจัดการค่ะ คุณล่ะ วันนี้มีนัดลูกค้าอีกหรือเปล่า”
ภาคินชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“มีตอนเย็นนิดหน่อย ช่วงนี้ลูกค้าเยอะจริง ๆ”
เธอพยักหน้าเหมือนไม่สงสัย ทั้งที่ในใจจดจำจังหวะการหลบสายตาของเขาไว้อย่างแม่นยำ
“เหนื่อยก็พักบ้างนะ ฉันเป็นห่วง”
คำพูดอ่อนโยนนั้นทำให้ภาคินยิ้มอย่างพอใจ เขาคงคิดว่าเธอยังเป็นหลินเวยคนเดิม ผู้หญิงฉลาดเรื่องงานแต่โง่เรื่องความรัก
หลังภาคินออกจากห้อง หลินเวยเก็บแก้วกาแฟของเขาใส่ถุงพลาสติกเล็ก ๆ แล้วซ่อนไว้ในลิ้นชัก เธอไม่ได้ต้องการตรวจพิสูจน์อะไรในตอนนี้ เพียงแต่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาอาจกลายเป็นหลักฐานได้ในภายหลัง จากนั้นเธอถ่ายเอกสารกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้งหมด
เก็บไฟล์ภาพไว้ในคลาวด์ส่วนตัวที่ตั้งรหัสหลายชั้น และส่งสำเนาอีกชุดไปยังอีเมลลับที่ไม่มีใครรู้ เธอทำงานด้านความเสี่ยงมานานจนเข้าใจดีว่าหลักฐานที่อยู่กับตัวเพียงชุดเดียวอาจหายไปได้ง่ายที่สุด คนที่คิดฆ่าเธอเพื่อเงิน ย่อมไม่ปล่อยให้เอกสารสำคัญหลุดมือ หากเธอพลาดแม้เพียงก้าวเดียว เธออาจไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก
ตลอดทั้งวันหลินเวยทำงานตามปกติ แต่สายตาของเธอไม่ได้จดจ่ออยู่แค่รายงานตรงหน้า เธอเปิดข้อมูลธุรกรรมเก่าของตนเอง ตรวจสอบรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับภาคินอย่างละเอียด บ้านที่จองร่วมกัน เงินดาวน์ที่เธอออกมากกว่าเขา
รถยนต์ที่ซื้อโดยใช้ชื่อเขาแต่ผ่อนจากบัญชีเธอ เครื่องประดับหมั้นหมายที่เขาบอกว่ายืมเงินเพื่อนมาซื้อ ทั้งหมดค่อย ๆ เผยความจริงอันน่าขมขื่น ภาคินไม่ได้เริ่มหลอกเธอเมื่อไม่นานมานี้ แต่เขาอาจหลอกเธอมาตั้งแต่แรก ใช้ความรักเป็นเสื้อคลุมความโลภ ใช้คำสัญญาเป็นเชือกมัดเธอไว้ แล้วค่อย ๆ ดูดทุกอย่างจากชีวิตเธออย่างแนบเนียน
เย็นนั้นภาคินส่งข้อความมาว่าเขาต้องไปพบลูกค้า อาจกลับดึก หลินเวยตอบกลับอย่างอ่อนหวานว่าให้เขาดูแลตัวเอง ก่อนจะเปิดแอปติดตามตำแหน่งรถอีกครั้ง จุดสีฟ้าไม่ได้มุ่งหน้าไปย่านธุรกิจ แต่เลี้ยวเข้าสู่คอนโดหรูแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้างดัง
เธอขับรถตามไปอย่างเงียบ ๆ จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารและรอด้วยความอดทน ไม่นานนัก หลินรั่วก็เดินออกมาจากล็อบบี้ในชุดเดรสราคาแพง ภาคินลงจากรถไปเปิดประตูให้เธอ ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
หลินรั่วหัวเราะแล้วตีแขนเขาเบา ๆ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าจูบแก้มเขาต่อหน้าผู้คน หลินเวยยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพอีกครั้ง มือของเธอนิ่งมาก นิ่งจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ
จากนั้นเธอไม่ได้ตามต่อ แต่กลับไปยังคอนโดและจัดการติดตั้งกล้องขนาดเล็กไว้ในห้องนั่งเล่น เธอไม่ได้หวังแอบดูชีวิตของภาคิน เธอเพียงต้องการรู้ว่าเมื่อเธอไม่อยู่
เขาจะทำอะไรกับพื้นที่ที่เคยเป็นบ้านของทั้งคู่ คืนเดียวกันนั้นเอง เธอแกล้งบอกภาคินว่าพรุ่งนี้ต้องไปต่างจังหวัดสองวันเพื่อประชุมกับสาขา ภาคินทำสีหน้าเสียดายอย่างแนบเนียน
“ไปกะทันหันแบบนี้ผมคิดถึงแย่”
หลินเวยยิ้มและช่วยจัดเนกไทให้เขา “แค่สองวันเองค่ะ เดี๋ยวก็กลับ”
เขาก้มลงจูบหน้าผากเธอ “เดินทางปลอดภัยนะ”
หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงอบอุ่นกับคำพูดนี้ แต่ตอนนี้มันกลับเหมือนคำอำลาที่แฝงความหมายชวนขนลุก
วันรุ่งขึ้นหลินเวยไม่ได้ไปต่างจังหวัดจริง เธอเช็กอินโรงแรมใกล้บริษัทเพื่อสร้างหลักฐานว่าออกจากบ้าน จากนั้นนั่งดูภาพจากกล้องที่ส่งเข้ามือถืออย่างเงียบ ๆ เวลาประมาณสองทุ่ม
ภาคินพาหลินรั่วเข้ามาในคอนโดของเธอ หลินรั่วเดินสำรวจห้องราวกับเจ้าของคนใหม่ เธอหยิบแก้วน้ำของหลินเวยขึ้นมามองแล้ววางลงอย่างรังเกียจ
“พี่สาวฉันนี่น่าสงสารจริง ๆ เก่งแทบตาย แต่โง่เรื่องผู้ชายจนดูไม่ออกว่าคนข้างตัวไม่เคยรัก”
ภาคินหัวเราะเบา ๆ “อย่าพูดเสียงดัง เดี๋ยวกล้องในโถงทางเดินบันทึกเสียงได้”
หลินรั่วกอดอก “นายกลัวอะไร หล่อนคิดว่านายไปพบลูกค้าอยู่ดี”
ภาคินถอนหายใจ “ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าเวยเวยเริ่มแปลก ๆ เธอมองฉันเหมือนจับผิด”
