บทที่ 3 บทที่ 3
หลินรั่วชะงัก ก่อนถามเสียงต่ำ “หรือหล่อนรู้เรื่องประกันแล้ว”
ภาคินส่ายหน้า “ไม่น่าจะรู้ ถ้ารู้คงโวยวายไปแล้ว”
หลินรั่วหัวเราะเย็น
“คนอย่างหลินเวยต่อให้รู้ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ทั้งชีวิตหล่อนมีแต่ภาพลักษณ์คนเก่ง คนดี คนมีเหตุผล หล่อนจะกล้าเชื่อเหรอว่าคนรักกับน้องสาวแท้ ๆ จะอยากให้หล่อนตาย”
คำว่า “ตาย” ทำให้หลินเวยที่นั่งอยู่หน้าแล็ปท็อปนิ่งไปชั่วขณะ แม้จะเดาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากคนทั้งคู่ ความรู้สึกเจ็บก็ยังแล่นลึกเหมือนคมมีด หลินรั่วเดินไปนั่งบนโซฟาของเธออย่างถือสิทธิ์ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงอิจฉาที่ปิดไม่มิด
“ตั้งแต่เด็ก ทุกคนเอาแต่ชมหล่อน ฉลาดกว่า เรียนดีกว่า ทำงานดีกว่า พ่อก็เอาแต่บอกให้ฉันดูพี่เป็นตัวอย่าง ฉันเกลียดคำนี้ที่สุด หล่อนเป็นแค่ลูกติดของแม่ที่ตายไปแล้ว ทำไมถึงได้ทุกอย่างดีกว่าฉัน”
ภาคินเดินไปนั่งข้างเธอแล้วโอบไหล่ปลอบ
“อีกไม่นานทุกอย่างก็เป็นของเรา เงินประกัน เงินเก็บของเวยเวย แล้วก็ห้องนี้”
หลินรั่วยิ้มอย่างพอใจ “ต้องทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ ห้ามมีพิรุธเด็ดขาด ฉันไม่อยากรอนานแล้ว”
ภาคินเงียบไปครู่หนึ่ง “คืนนี้ฉันจะนัดเธอมาคุย ถ้าเธอเริ่มสงสัยจริง เราต้องลงมือก่อนที่เธอจะมีหลักฐาน”
หลินเวยบีบมือแน่นจนปลายนิ้วซีด เธอกดบันทึกวิดีโอสำรองอีกชุดทันที ทุกประโยค ทุกสีหน้า ทุกคำสารภาพ เธอเก็บไว้ทั้งหมด แต่ยังไม่ทันคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ โทรศัพท์ของเธอก็สั่นขึ้น เป็นข้อความจากภาคิน
“เวยเวย พรุ่งนี้กลับกี่โมง ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย”
หญิงสาวจ้องข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับไปอย่างใจเย็น
“พรุ่งนี้เย็นค่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
ไม่นานเขาก็ตอบ “เรื่องงานแต่งกับเรื่องอนาคตของเรา ผมอยากคุยกันดี ๆ แค่สองคน”
หลินเวยมองหน้าจอแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่มีความสุข คุยเรื่องอนาคตหรือคุยเรื่องความตายของเธอกันแน่
เธอใช้เวลาทั้งคืนจัดเรียงหลักฐานทั้งหมดลงแฟ้มดิจิทัล ตั้งเวลาส่งอัตโนมัติไปยังอีเมลของทนายที่เธอเคยใช้บริการ หากเธอไม่ยกเลิกภายในสี่สิบแปดชั่วโมง
ไฟล์ทั้งหมดจะถูกส่งออกไปทันที เธอเขียนบันทึกสั้น ๆ แนบไว้ว่า หากฉันเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ โปรดตรวจสอบภาคินและหลินรั่วเป็นอันดับแรก หลังจากกดบันทึก
หลินเวยพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า แต่ในความเหนื่อยนั้นกลับมีความเด็ดขาดก่อตัวขึ้น เธอไม่ใช่เหยื่อที่ไม่รู้เรื่องอีกต่อไป หากพวกเขาคิดล่าเธอ เธอก็จะทำให้พวกเขารู้ว่าการล่าเหยื่อที่ฉลาดกว่าตนเองเป็นเรื่องอันตรายเพียงใด
เย็นวันถัดมา ฝนตกหนักตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด ภาคินส่งสถานที่นัดหมายมาให้ เป็นร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ริมถนนสายเปลี่ยวที่อยู่นอกเมือง เขาอ้างว่าต้องการคุยกันเงียบ ๆ ไม่มีคนรู้จักรบกวน หลินเวยมองพิกัดนั้นแล้วรู้ทันทีว่ามันไม่ใช่สถานที่เหมาะสำหรับปรับความเข้าใจ
แต่เหมาะสำหรับทำให้บางอย่างเกิดขึ้นโดยไม่มีพยาน เธอสวมเสื้อโค้ตสีเข้ม ใส่เครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กไว้ในกระเป๋า และส่งพิกัดให้ทนายกับเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจที่สุด โดยพิมพ์เพียงว่า หากฉันไม่ติดต่อกลับภายในเที่ยงคืน ช่วยแจ้งตำรวจ
เมื่อเธอไปถึง ร้านแทบไม่มีลูกค้า ภาคินนั่งรออยู่มุมในสุด ใบหน้าหล่อเหลายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม เขาลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้เธอ
“ฝนตกหนัก ขับรถลำบากไหม”
หลินเวยนั่งลงและยิ้มบาง ๆ “ไม่เท่าไรค่ะ คุณมีเรื่องอะไรจะคุย”
ภาคินมองเธอนานกว่าปกติ ก่อนถอนหายใจ
“ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าเราห่างกัน เวยเวย คุณยังเชื่อใจผมอยู่ไหม”
หลินเวยสบตาเขา “แล้วคุณมีอะไรให้ฉันไม่เชื่อใจหรือเปล่า”
สีหน้าของภาคินแข็งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเขาจะเอื้อมมือมาจับมือเธอ
“ผมรักคุณนะ”
หลินเวยมองมือคู่นั้นอย่างเงียบงัน “รักจนเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ประกันเป็นหลินรั่วเลยเหรอ”
ความเงียบหล่นลงกลางโต๊ะทันที เสียงฝนด้านนอกดังชัดขึ้นราวกับโลกทั้งใบหยุดฟัง ภาคินค่อย ๆ ปล่อยมือเธอ ดวงตาอ่อนโยนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเย็นชา
“คุณรู้แล้วจริง ๆ”
หลินเวยยิ้มจาง “รู้มากกว่าที่คุณคิด”
เขามองเธอด้วยแววตาที่ไม่คิดซ่อนอีกต่อไป “ถ้ารู้แล้ว ทำไมยังมาคนเดียว”
หลินเวยตอบเสียงเรียบ “เพราะอยากฟังจากปากคุณ”
ประตูร้านเปิดออกในจังหวะนั้น หลินรั่วเดินเข้ามาพร้อมร่มสีแดง ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเหยียดหยาม
“พี่สาวยังชอบทำตัวเหนือกว่าเหมือนเดิมเลยนะ ทั้งที่ตอนนี้พี่ไม่มีอะไรเหนือกว่าใครแล้ว”
หลินเวยหันไปมองน้องสาวต่างพ่ออย่างสงบนิ่ง หลินรั่วเดินมาหยุดข้างภาคิน ก่อนวางมือลงบนไหล่ชายหนุ่มอย่างจงใจ
“ตกใจไหมที่ผู้ชายของพี่เป็นของฉันมาตั้งนานแล้ว”
หลินเวยถามเสียงเรียบ “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ แย่งเขาไปก็พอแล้ว ทำไมต้องอยากให้ฉันตาย”
หลินรั่วหัวเราะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคับแค้นที่สะสมมาหลายปี
“เพราะแค่แย่งมันไม่พอไง ฉันอยากให้พี่หายไปจากโลกนี้ อยากให้ทุกคนเลิกพูดว่าฉันสู้พี่ไม่ได้ อยากให้พ่อเสียใจที่เคยมองข้ามฉัน และเงินของพี่ก็เป็นค่าชดเชยที่ฉันควรได้มาตั้งนานแล้ว”
ภาคินมองหลินเวยด้วยสายตาไร้ความรู้สึก
“เวยเวย อย่าโทษพวกเราเลย โทษตัวเองเถอะที่ฉลาดเกินไปแต่ไม่เคยรู้ว่าคนใกล้ตัวต้องการอะไร”
หลินเวยค่อย ๆ ลุกขึ้น มือหนึ่งแตะกระเป๋าที่มีเครื่องบันทึกเสียงซ่อนอยู่
“ขอบคุณที่พูดความจริง”
หลินรั่วหรี่ตา “พี่คิดว่าจะเอาคำพูดพวกนี้ไปทำอะไรได้เหรอ”
ภาคินก็ลุกขึ้นตาม “เอาเครื่องบันทึกออกมา”
หลินเวยถอยหลังหนึ่งก้าว “คุณรู้?”
ชายหนุ่มยิ้มเย็น “ผมอยู่กับคุณมาตั้งหลายปี ผมรู้ว่าคุณไม่เคยทำอะไรโดยไม่เตรียมแผน แต่คุณก็ลืมไปอย่างหนึ่ง เวยเวย คนฉลาดก็พลาดได้ ถ้ารักผิดคน”
หลินเวยสบตาเขา ในอกเจ็บจนชา แต่ใบหน้ากลับยังนิ่ง
“ใช่ ฉันพลาดที่รักคุณ แต่พวกคุณก็พลาดเหมือนกันที่คิดว่าฉันจะยอมตายเงียบ ๆ”
ด้านนอกสายฝนเทกระหน่ำแรงขึ้น หลินเวยหมุนตัวเดินออกจากร้านโดยไม่รอให้ใครอนุญาต ภาคินกับหลินรั่วรีบตามมา ท่ามกลางแสงไฟสลัวริมถนน
หลินเวยรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแผนที่พวกเขาเตรียมไว้ เธอกำกุญแจรถแน่น ขณะเสียงฝีเท้าของคนทรยศทั้งสองดังไล่หลังมา ใบหน้าของเธอเย็นชาราวน้ำแข็ง แม้หัวใจจะถูกแทงจนพรุนไปหมดแล้วก็ตาม
