บทที่ 4 บทที่ 4
ความตายในคืนฝนพรำ
สายฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุด เม็ดฝนกระแทกพื้นถนนจนเกิดละอองน้ำฟุ้งกระจาย แสงไฟริมทางสะท้อนกับพื้นยางมะตอยที่เปียกชื้นเป็นประกายสลัว หลินเวยก้าวออกจากร้านอาหารโดยไม่หันกลับไปมองคนทั้งสองอีก เธอรู้แล้วว่าคำว่า "เจรจา" เป็นเพียงข้ออ้าง ภาคินไม่ได้เรียกเธอมาเพื่ออธิบาย แต่เรียกมาเพื่อดูว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน และจะกำจัดเธออย่างไร
เสียงฝีเท้าดังตามหลังมาอย่างรวดเร็ว
"เวยเวย หยุดก่อน"
ภาคินตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเดิม หากใครผ่านมาเห็นคงคิดว่าเป็นชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรัก แต่หลินเวยไม่หยุดเดิน เธอกดโทรศัพท์ในกระเป๋าเปิดโหมดบันทึกเสียงต่อเนื่องโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
หลินรั่วเดินมาขวางหน้าเธอ รอยยิ้มหวานเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนหายไป เหลือเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความริษยา
"พี่จะรีบไปไหน"
หลินเวยสบตาน้องสาวต่างพ่ออย่างเยือกเย็น "หลีกทาง"
หลินรั่วหัวเราะในลำคอ "ทำไมล่ะ กลัวเหรอ"
"ฉันไม่อยากเสียเวลากับคนอย่างเธอ"
ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของหลินรั่วบิดเบี้ยวทันที
"นี่แหละ...นี่แหละที่ฉันเกลียดพี่"
หลินเวยไม่ตอบ
หลินรั่วก้าวเข้ามาใกล้จนแทบชิดใบหน้า ดวงตาแดงก่ำด้วยความอาฆาตที่สะสมมาหลายปี
"ตั้งแต่เด็ก ทุกคนเอาแต่ชมว่าพี่เก่ง พี่ฉลาด พี่สวย แม้แต่พ่อก็เอาแต่เปรียบเทียบฉันกับพี่"
"ฉันไม่เคยเปรียบเทียบเธอ"
"แต่พี่มีตัวตนอยู่ก็เท่ากับเปรียบเทียบแล้ว"
หลินรั่วกัดฟันแน่น
"ต่อให้ฉันสอบได้ที่หนึ่ง คนก็ถามว่าทำไมไม่เก่งเหมือนพี่ ต่อให้ฉันแต่งตัวสวย คนก็ถามว่าทำไมไม่ดูสง่าเหมือนพี่ ต่อให้ฉันมีแฟน ทุกคนก็ยังบอกว่าพี่โชคดีกว่า"
น้ำเสียงของหลินรั่วเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"ฉันเลยแย่งทุกอย่างของพี่ ทั้งผู้ชาย...ทั้งชีวิต...และอีกไม่นาน..." หลินรั่วแสยะยิ้ม "เงินของพี่ก็จะเป็นของฉัน"
ภาคินเดินเข้ามาดึงแขนหลินรั่วเบา ๆ "พอแล้ว"
หลินรั่วสะบัดมือเขาออก "ทำไมจะพูดไม่ได้ ในเมื่ออีกไม่นานหล่อนก็ไม่มีโอกาสเล่าให้ใครฟัง"
หลินเวยจ้องคนทั้งคู่สลับกัน แม้หัวใจจะเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก แต่สมองของเธอยังคงทำงานอย่างเป็นระบบ ทุกคำพูด...ทุกสีหน้า...ทุกการกระทำกำลังกลายเป็นหลักฐาน เธอถอยหลังหนึ่งก้าว
"ฉันจะไปแจ้งตำรวจ"
ภาคินหัวเราะเบา ๆ "มีหลักฐานหรือ"
"ฉันมีมากพอ"
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที เขาเดินเข้ามาใกล้
"หลักฐานอยู่ไหน"
หลินเวยไม่ตอบ เธอหมุนตัวเดินไปยังลานจอดรถ ภาคินรีบตามมาแล้วคว้าข้อมือเธอไว้
"เวยเวย ฟังผมก่อน"
"ปล่อย!"
"เราคุยกันได้"
"คนที่คิดฆ่าฉันไม่มีสิทธิ์พูดคำว่าคุย"
คำตอบนั้นทำให้ภาคินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าอบอุ่นจะค่อย ๆ หายไปจนหมด เหลือเพียงใบหน้าที่เย็นชาจนน่ากลัว
"คุณรู้อะไรบ้าง"
"ทั้งหมด" หลินเวยมองเขาตรง ๆ "ทั้งเรื่องชู้ เรื่องประกัน และเรื่องที่พวกคุณกำลังวางแผนฆ่าฉัน!"
บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงตกหนัก ภาคินถอนหายใจยาว
"ผมอุตส่าห์หวังว่าคุณจะโง่ไปจนวันตาย"
หลินเวยหัวเราะออกมาเบา ๆ
"น่าเสียดายที่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่นายหลอกได้อีกแล้ว"
ทันใดนั้นเอง...โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของหลินเวยสั่นขึ้น เป็นข้อความจากทนายความ
"ได้รับไฟล์เรียบร้อยแล้ว"
หลินเวยลอบถอนหายใจ อย่างน้อย...หลักฐานก็ไม่ได้อยู่กับเธอเพียงคนเดียวอีกต่อไป ภาคินสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเธอ เขารีบคว้าโทรศัพท์จากมือหลินเวย แต่หญิงสาวหลบได้ทัน เธอผลักเขาออกแล้ววิ่งไปยังถนนใหญ่ ภาคินตะโกนลั่น
"จับเธอไว้"
หลินรั่วรีบวิ่งตาม ฝนที่ตกหนักทำให้พื้นถนนลื่นอย่างมาก รถหลายคันแล่นผ่านด้วยความเร็วเพราะเป็นถนนสายหลัก หลินเวยวิ่งข้ามถนนโดยไม่ละสายตาจากรถที่กำลังมา เธอเกือบถึงอีกฝั่งอยู่แล้วแต่จู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็ผลักเต็มแรงจากด้านหลัง ร่างของเธอเสียหลัก
"อ๊ะ!"
หลินเวยล้มลงกลางถนน เธอเงยหน้าขึ้น แสงไฟหน้ารถบรรทุกคันใหญ่ส่องเข้าตาอย่างรุนแรง เสียงเบรกดังเสียดหู เอี๊ยดดดด! แต่ระยะห่างใกล้เกินไป คนขับพยายามหักพวงมาลัยแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
ตูม! ร่างของหลินเวยกระเด็นไปหลายเมตรก่อนตกกระแทกพื้นอย่างแรง เสียงกรีดร้องของผู้คนดังขึ้นรอบด้าน ฝนยังคงตกลงมาราวกับฟ้ากำลังร่ำไห้ เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลออกจากศีรษะของเธอ ผสมกับน้ำฝนจนกลายเป็นสีแดงจาง ๆ หลินเวยพยายามขยับตัว แต่แขนและขาไม่ตอบสนองอีกแล้ว ลมหายใจเริ่มติดขัด เสียงผู้คนรอบตัวดังไกลออกไปเรื่อย ๆ
"เรียกรถพยาบาลเร็ว!"
"มีคนถูกรถชน!"
"พระเจ้า..."
หลินเวยพยายามหันศีรษะ สายตาพร่ามัวมองเห็นภาคินกับหลินรั่วยืนอยู่ริมถนน ทั้งสองทำท่าตกใจต่อหน้าผู้คน หลินรั่วถึงกับร้องไห้ออกมา
"พี่เวย! พี่เวย ฮือ..."
เธอแสดงละครได้สมบูรณ์แบบ แต่ในจังหวะที่ไม่มีใครมอง หลินรั่วกลับยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยชัยชนะ ภาคินเองก็สบตาหลินเวย ในดวงตาของเขาไม่มีความเสียใจแม้แต่น้อย มีเพียงความโล่งใจ หลินเวยหัวเราะในใจ
สุดท้าย... เธอก็มองคนผิดจริง ๆ เลือดเริ่มไหลออกจากมุมปาก ทุกลมหายใจเจ็บปวดราวกับปอดกำลังถูกฉีกเป็นชิ้น รถพยาบาลมาถึง เจ้าหน้าที่รีบวิ่งเข้ามาปฐมพยาบาล
"ยังมีชีพจร! ...รีบยกขึ้นเปล!"
หลินเวยรู้สึกว่าร่างของตนถูกยกขึ้น ภาพทุกอย่างเริ่มพร่าเลือน เธอไม่กลัวความตาย สิ่งเดียวที่เธอเสียใจ...คือเธอแพ้ให้กับความไว้ใจของตัวเอง หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่มีวันยอมเป็นเหยื่อของใครอีก
เธอจะเป็นฝ่ายกำหนดเกม เป็นฝ่ายถือมีด เป็นฝ่ายควบคุมชะตาชีวิตของคนอื่น ไม่ใช่รอให้คนอื่นมาตัดสินชะตาของเธอ หยดน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากหางตา ไม่ใช่เพราะเจ็บแต่เพราะเสียใจที่ใช้ชีวิตอย่างซื่อตรงมาตลอด
สุดท้ายกลับถูกคนที่รักที่สุดหักหลัง หลินเวยพยายามลืมตาขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิด สายฝนยังคงตกไม่หยุด เธอสูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนกระซิบแผ่วเบา
"ถ้าสวรรค์...ให้โอกาสฉันอีกครั้ง...ฉันจะไม่มีวันเป็นเหยื่อ...ฉันจะเป็น...คนกำหนดชะตาของทุกคน..."
สิ้นเสียงนั้นเครื่องวัดชีพจรก็ดังเป็นเสียงยาวต่อเนื่อง ปี๊ด...โลกทั้งใบตกอยู่ในความมืด
แต่ในห้วงแห่งความมืดมิดนั้นเอง หลินเวยกลับรู้สึกว่าร่างกายกำลังลอยขึ้นอย่างแผ่วเบา ราวกับมีแรงบางอย่างดึงวิญญาณของเธอออกจากร่างที่ไร้ลมหายใจ เสียงคนร้องไห้ เสียงเจ้าหน้าที่ เสียงฝน และเสียงไซเรนของรถพยาบาลค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความเงียบอันไร้ขอบเขต
ทันใดนั้น แสงสีทองสายหนึ่งก็ส่องลงมาจากความมืด มันอบอุ่นจนเธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไป ก่อนที่ทุกสิ่งจะถูกกลืนหายไปในแสงนั้น พร้อมเสียงหนึ่งที่ดังก้องอยู่ในห้วงสำนึก
"ชะตาใหม่กำลังเริ่มต้น..."
