บทที่ 5 บทที่ 5
ตื่นในร่างฮองเฮา
ความมืดหลังความตายไม่ได้เงียบสงบอย่างที่หลินเวยเคยคิด มันเย็นจัด ลึกไร้ก้นบึ้ง และเต็มไปด้วยแรงดึงประหลาดที่ฉุดรั้งวิญญาณของเธอให้จมลงไปเรื่อย ๆ ทว่าในวินาทีที่เธอคิดว่าตนจะหายไปตลอดกาล เสียงกรีดร้องของสตรีผู้หนึ่งกลับดังแทรกเข้ามาในความมืด
เสียงนั้นเจ็บปวด อ่อนแรง และเต็มไปด้วยความคับแค้นราวกับคนที่ถูกโลกทั้งใบทอดทิ้ง หลินเวยพยายามลืมตา แต่เปลือกตาหนักอึ้งราวกับมีหินทับอยู่ทั่วร่าง กลิ่นยาขม กลิ่นธูป และกลิ่นเลือดจาง ๆ ลอยเข้าจมูก ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นผ่านลำคอ ก่อนที่เสียงโวยวายรอบตัวจะดังชัดขึ้นทีละน้อย
“ฮองเฮาฟื้นแล้ว! ฮองเฮาฟื้นแล้วเพคะ!”
หลินเวยสะดุ้งในใจ ฮองเฮา? ใครคือฮองเฮา? เธอจำได้ชัดเจนว่าตนถูกรถชนกลางถนนในคืนฝนพรำ จำได้ว่าภาคินกับหลินรั่วยืนมองเธอด้วยสายตาไร้ความสำนึก จำได้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเธอหมดลงในรถพยาบาล แล้วเหตุใดตอนนี้เธอจึงยังได้ยินเสียงคนพูดอยู่รอบตัว
หลินเวยพยายามขยับนิ้ว ปลายนิ้วเย็นเฉียบแต่ยังรับความรู้สึกได้ เธอลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้แกะสลักลายเมฆมังกรประดับทอง ผ้าม่านไหมสีแดงเข้มพลิ้วไหวอยู่สองข้างเตียง กลิ่นหอมของกำยานอบอวลจนชวนเวียนศีรษะ รอบตัวมีสตรีแต่งกายโบราณหลายคนคุกเข่าอยู่ บางคนดีใจจนร้องไห้ บางคนกลับมีแววตาหวาดหวั่นมากกว่ายินดี
หลินเวยกะพริบตาช้า ๆ พยายามรวบรวมสติ ร่างนี้ไม่ใช่ร่างเดิมของเธอ มือที่วางอยู่บนผ้าห่มขาวซีดเรียวยาว ผิวเนียนละเอียดอย่างสตรีชั้นสูง เล็บถูกแต่งแต้มสีแดงอ่อนและสวมปลอกนิ้วทองคำประดับหยก ฝ่ามือไร้ร่องรอยจากชีวิตการทำงานของหลินเวย ร่างนี้บอบบางกว่าของเธอมาก แต่ความเจ็บที่ลำคอและหน้าอกกลับชัดเจนราวกับเพิ่งรอดจากความตายมาเช่นกัน
“ฮองเฮาเพคะ พระองค์ทรงฟื้นแล้วจริง ๆ”
นางกำนัลผู้หนึ่งคลานเข้ามาใกล้ น้ำตาไหลเต็มหน้า “หม่อมฉันนึกว่าพระองค์จะไม่รอดแล้ว” หลินเวยหันไปมองนางอย่างระวัง สตรีผู้นี้อายุราวสิบเจ็ดสิบแปด ใบหน้าซีดเซียว แต่แววตาเป็นห่วงอย่างจริงใจต่างจากคนอื่น
นางจดจำชื่อไม่ได้ แต่ก่อนที่หลินเวยจะถาม เสียงแหลมของหญิงอีกคนก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ในเมื่อฮองเฮาฟื้นแล้ว ก็ควรให้พระองค์ออกมาอธิบายเรื่องวางยาสนมเอกเสียที!”
ประตูตำหนักถูกเปิดออกโดยไม่รออนุญาต ลมเย็นพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นฝนเปียกชื้น หลินเวยเห็นกลุ่มสตรีงดงามในชุดหรูหราเดินเข้ามา แต่ละคนมีข้ารับใช้ติดตามหลายคน ใบหน้าของพวกนางประดับด้วยความห่วงใยปลอม ๆ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสะใจ
สตรีในชุดม่วงปักลายหงส์เล็กยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับมุมปาก ก่อนกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน
“ฮองเฮาทรงฟื้นก็เป็นเรื่องดีเพคะ มิฉะนั้นหากพระองค์สิ้นพระชนม์ไปทั้งที่คดีของซูเฟยยังไม่กระจ่าง วังหลังคงวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม”
อีกคนในชุดเขียวอมฟ้าหัวเราะเบา ๆ “ซูเฟยยังนอนกระอักเลือดอยู่ตำหนักอี๋หลัน หมอหลวงบอกว่าพิษร้ายแรงนัก ส่วนขนมที่นางกินก่อนหมดสติก็มาจากตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา หากเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพระองค์ แล้วจะเกี่ยวกับใครได้เล่าเพคะ”
หลินเวยนอนนิ่ง ฟังคำพูดเหล่านั้นโดยไม่รีบตอบ แม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่ประสบการณ์ก่อนตายสอนเธอแล้วว่า เมื่อลืมตาขึ้นมากลางวงล้อมศัตรู สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่แก้ตัว แต่คือฟัง ดู และหาช่องว่างของคำโกหก
ภาพความทรงจำประหลาดแล่นผ่านหัวราวกับกระแสน้ำหลาก เซี่ยอวี้หลัน ฮองเฮาแห่งแคว้นต้าเยี่ยน บุตรีตระกูลเซี่ย แต่งเข้าวังตั้งแต่อายุสิบหก ฮ่องเต้เยี่ยนจิ่งเฉินไม่โปรดปรานนาง เพราะเชื่อว่านางเย่อหยิ่งและใช้ฐานะตระกูลกดดันราชสำนัก
วังหลังมีสนมสำคัญห้าคนคอยช่วงชิงอำนาจ หนึ่งในนั้นคือซูเฟย สนมเอกผู้ได้รับความเอ็นดูจากไทเฮา เมื่อคืนมีการส่งขนมดอกกุ้ยจากตำหนักคุนหนิงไปให้ซูเฟย ซูเฟยกินแล้วหมดสติ กระอักเลือด หมอหลวงตรวจพบพิษ
ฮองเฮาเซี่ยอวี้หลันถูกบุกตำหนักกลางดึก ถูกกดดันจนดื่มยาพิษพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามคำยุยงของใครบางคน สุดท้ายร่างเดิมตายไปแล้ว และหลินเวยจึงมาอยู่ในร่างนี้แทน
หลินเวยค่อย ๆ หลับตาลง ก่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาที่เคยสับสนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเย็นนิ่ง นางกำนัลข้างเตียงเห็นแววตานั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ราวกับฮองเฮาที่เพิ่งฟื้นไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป หลินเวยใช้มือยันตัวลุกขึ้น แม้ร่างกายอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่ไหว แต่นางไม่ยอมให้ผู้ใดเห็นความหวาดกลัว
“พวกเจ้าพูดจบแล้วหรือยัง”
น้ำเสียงของนางแหบพร่าเพราะพิษค้างในลำคอ แต่กลับมีความเย็นเยียบที่ทำให้ทั้งตำหนักเงียบลงทันที สตรีชุดม่วงขมวดคิ้ว
“ฮองเฮาหมายความว่าอย่างไรเพคะ พวกหม่อมฉันเพียงเป็นห่วงซูเฟย”
หลินเวยมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เป็นห่วงถึงขั้นรีบบุกตำหนักของข้าทั้งที่ข้าเพิ่งฟื้นจากความตาย ช่างเป็นความห่วงใยที่น่าซาบซึ้งนัก”
บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที สตรีชุดเขียวหน้าตึง
“ฮองเฮาเพคะ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของซูเฟย พระองค์ไม่ควรเปลี่ยนประเด็น”
หลินเวยยิ้มบาง ๆ “ข้าเปลี่ยนประเด็นหรือพวกเจ้ากลัวว่าข้าจะถามถูกจุดกันแน่”
นางยื่นมือออกไป นางกำนัลข้างกายรีบประคองอย่างรู้หน้าที่ หลินเวยลุกจากเตียงช้า ๆ ปลอกนิ้วทองกระทบกันเบา ๆ ขณะนางก้าวลงพื้น พื้นหินเย็นจัดทำให้ร่างนี้สั่นเล็กน้อย แต่นางยังยืนตรง
“เจ้าบอกว่าขนมมาจากตำหนักคุนหนิง เช่นนั้นผู้ใดเป็นคนทำ ผู้ใดเป็นคนส่ง ผู้ใดรับของระหว่างทาง ผู้ใดตรวจพิษก่อนถวายซูเฟย และผู้ใดเห็นซูเฟยกินขนมนั้นเป็นคนแรก”
คำถามต่อเนื่องทำให้ทุกคนในห้องนิ่งไป หลินเวยปรายตามองพวกนาง
“หรือวังหลังแห่งนี้ตัดสินคนจากคำพูดของสนมไม่กี่คนโดยไม่ต้องมีหลักฐาน”
เสียงขันทีหน้าประตูดังขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
ทุกคนรีบคุกเข่าทันที หลินเวยหันไปมองชายหนุ่มในชุดมังกรสีดำปักทองที่ก้าวเข้ามา ใบหน้าคมคาย เยือกเย็น ดวงตาลึกเหมือนบ่อน้ำกลางฤดูหนาว เขาคือฮ่องเต้เยี่ยนจิ่งเฉิน ชายผู้เป็นสามีของร่างนี้ และเป็นคนที่ไม่เคยยื่นมือช่วยเซี่ยอวี้หลันในยามถูกเหยียบย่ำ เยี่ยนจิ่งเฉินหยุดยืนไม่ไกลจากนาง สายตาคมกวาดมองใบหน้าซีดขาวของฮองเฮา ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“เจ้าฟื้นแล้ว”
