บทที่ 6 บทที่ 6

หลินเวยย่อตัวคำนับตามความทรงจำของร่างเดิม

“หม่อมฉันยังไม่ตายเพคะ ทำให้หลายคนผิดหวังแล้ว” คำตอบนั้นทำให้สนมหลายคนหน้าเปลี่ยนสี แม้แต่ฮ่องเต้ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย

สตรีชุดม่วงรีบกล่าว “ฝ่าบาทเพคะ ซูเฟยยังไม่พ้นขีดอันตราย ฮองเฮากลับไม่ทรงสำนึก ทั้งยังถามหาหลักฐานราวกับพวกหม่อมฉันใส่ร้ายพระองค์”

หลินเวยหันไปมองนาง “เจ้าไม่ใช่คนใส่ร้ายหรือ”

อีกฝ่ายสะอึก “ฮองเฮา!”

หลินเวยไม่สนใจ นางหันไปหาฮ่องเต้

“ฝ่าบาท หากหม่อมฉันคิดวางยาซูเฟยจริง เหตุใดต้องส่งขนมจากตำหนักตนเองโดยเปิดเผย เหตุใดต้องใช้พิษที่ตรวจพบได้ง่าย และเหตุใดหลังถูกกล่าวหาหม่อมฉันจึงต้องดื่มยาพิษพิสูจน์ตนเองจนเกือบตาย คนโง่เพียงใดถึงจะวางแผนฆ่าคนแล้วทิ้งหลักฐานทุกอย่างชี้กลับมาหาตัวเองเช่นนี้”

เยี่ยนจิ่งเฉินไม่ตอบทันที เขามองนางนานราวกับเพิ่งเห็นฮองเฮาผู้นี้เป็นครั้งแรก

หลินเวยรู้ว่าช่วงเวลานี้สำคัญ หากนางแสดงความอ่อนแอ ศัตรูจะเหยียบซ้ำทันที หากนางแข็งกร้าวเกินไป ฮ่องเต้อาจยิ่งระแวง ดังนั้นนางจึงเลือกพูดด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครหักล้างง่าย ๆ

“หม่อมฉันขอเวลาหนึ่งวันเพคะ ภายในหนึ่งวัน หม่อมฉันจะพิสูจน์ให้ได้ว่าพิษเข้าสู่ขนมก่อนออกจากตำหนักคุนหนิง หรือหลังจากนั้น หากพิสูจน์ไม่ได้ หม่อมฉันยินดีรับโทษตามกฎวังหลวง”

สนมชุดเขียวรีบพูด “หนึ่งวันก็พอให้ทำลายหลักฐานแล้วเพคะ”

หลินเวยมองนางด้วยรอยยิ้มเย็น

“เช่นนั้นเจ้าคงรู้ดีว่าหลักฐานอยู่ที่ใด จึงกลัวว่าข้าจะทำลายได้ทัน”

ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดลงทันที เยี่ยนจิ่งเฉินยกมือขึ้นเล็กน้อย ทุกคนจึงเงียบลง

“ให้เวลาฮองเฮาหนึ่งวัน” เขากล่าวเสียงเรียบ “แต่ระหว่างนี้ตำหนักคุนหนิงต้องถูกเฝ้า ห้ามผู้ใดเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต”

หลินเวยยอบกาย “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

นางรู้ว่านี่ไม่ใช่ความเมตตา แต่เป็นการจับตามอง ทว่าอย่างน้อยนางก็ได้เวลาหายใจ สตรีทั้งหลายจำต้องถอยออกไป แม้แววตาจะไม่ยินยอม แต่ไม่มีใครกล้าขัดรับสั่งฮ่องเต้

เมื่อทุกคนออกไปแล้ว เยี่ยนจิ่งเฉินยังยืนอยู่ในตำหนัก เขามองนางด้วยสายตาประเมิน

“เจ้าดูไม่เหมือนคนเดิม”

หลินเวยเงยหน้าสบตาเขา “คนที่ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมไม่เหมือนเดิมเพคะ”

คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ไม่กล่าวอะไรอีก เพียงหมุนตัวเดินออกไป ทิ้งคำสั่งสั้น ๆ ให้หมอหลวงดูแลนางอย่าให้ตายก่อนครบหนึ่งวัน

หลังประตูตำหนักปิดลง หลินเวยแทบทรุดลงทันที นางกำนัลคนเดิมรีบเข้ามาประคอง

“ฮองเฮาเพคะ!”

หลินเวยสูดลมหายใจลึก กดความปวดแสบในลำคอไว้แล้วถามเสียงต่ำ

“เจ้าชื่ออะไร”

นางกำนัลชะงัก ดวงตาแดงขึ้นทันที

“พระองค์จำหม่อมฉันไม่ได้หรือเพคะ หม่อมฉันชิงหลัว เป็นคนรับใช้ข้างกายพระองค์มาตั้งแต่จวนเซี่ย”

หลินเวยจับมือของนางแน่น “ชิงหลัว ฟังข้าให้ดี ตั้งแต่นี้ไป ห้ามไว้ใจผู้ใดในตำหนักนี้ แม้แต่คนที่ร้องไห้ต่อหน้าข้า”

ชิงหลัวหน้าซีด แต่รีบพยักหน้า “เพคะ”

หลินเวยมองเงาตนเองในกระจกทองเหลือง ใบหน้างดงามซีดขาวแต่ดวงตากลับคมกริบอย่างไม่เข้ากับร่างบอบบางนี้ นางตายจากโลกหนึ่งเพราะถูกคนใกล้ตัวหักหลัง และลืมตาในอีกโลกหนึ่งพร้อมข้อกล่าวหาฆ่าคน ชีวิตใหม่นี้ไม่ได้เริ่มจากความเมตตาของสวรรค์ แต่เริ่มจากกับดักที่รอฉีกนางเป็นชิ้น ๆ

ริมฝีปากซีดของหลินเวยค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา

“ดี” นางกระซิบกับเงาในกระจก

“ในเมื่อพวกเจ้าต้อนรับข้าด้วยยาพิษ เช่นนั้นข้าจะตอบแทนด้วยสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีวันลืม”

จากนี้ไป นางจะไม่ใช่หลินเวยผู้ถูกคนรักผลักไปตาย และไม่ใช่เซี่ยอวี้หลันฮองเฮาผู้อ่อนแอที่ถูกวังหลังเหยียบย่ำ นางคือคนที่กลับมาจากความตาย และผู้ใดคิดใช้ชีวิตนางเป็นหมาก ก็ต้องเตรียมใจถูกนางพลิกกระดานทั้งกระดาน!

ห้าสนมงามกับหนึ่งฮองเฮาไร้อำนาจ

รุ่งเช้าหลังจากฟื้นคืนชีพในร่างฮองเฮา แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดหน้าต่างกระดาษเข้ามาในตำหนักคุนหนิง หลินเวยนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลัวหวีผมดำขลับยาวสลวยอย่างแผ่วเบา กระจกทองเหลืองสะท้อนใบหน้าที่งดงามราวภาพวาด ดวงตาหงส์เรียวยาว จมูกโด่งรับกับริมฝีปากแดงระเรื่อ ทุกส่วนสมบูรณ์แบบสมฐานะฮองเฮาแห่งแผ่นดิน แต่ในความงดงามนั้นกลับซ่อนความอ่อนล้าและบาดแผลจากพิษเมื่อคืนเอาไว้

หลินเวยยกถ้วยชาร้อนขึ้นจิบช้า ๆ พลางเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดในหัว เมื่อคืนเธอเพิ่งรอดจากการตกเป็นแพะรับบาป วันนี้เธอเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งวันที่ฮ่องเต้พระราชทานให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากทำไม่สำเร็จ ต่อให้ไม่ถูกปลดจากตำแหน่งก็คงไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาอีก

แต่ก่อนจะสืบหาคนวางยา สิ่งแรกที่ต้องรู้คือศัตรูของตนมีใครบ้าง

"ชิงหลัว"

"เพคะ ฮองเฮา"

"เล่าเรื่องวังหลังทั้งหมดให้ข้าฟัง ตั้งแต่วันที่ข้าเข้าวังจนถึงวันนี้ อย่าปิดบังแม้แต่คำเดียว"

ชิงหลัวชะงักเล็กน้อย นางรู้สึกว่าฮองเฮาหลังฟื้นขึ้นมาคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน แต่ก็ไม่กล้าถาม เพียงคุกเข่าลงแล้วเริ่มเล่าอย่างละเอียด

"ในวังหลังมีสนมที่มีอำนาจที่สุดห้าพระองค์เพคะ ทุกคนต่างได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ในราชสำนัก"

หลินเวยพยักหน้า "เริ่มจากคนแรก"

ชิงหลัวสูดหายใจลึก

"กุ้ยเฟย หลี่ซูเหยา บุตรีแม่ทัพใหญ่หลี่เจิ้งหยวน ตระกูลหลี่คุมกำลังทหารกว่าครึ่งของแผ่นดิน กุ้ยเฟยงดงาม สูงศักดิ์ และมั่นใจว่าตำแหน่งฮองเฮาควรเป็นของนางมาตั้งแต่แรก"

หลินเวยจำชื่อไว้ในใจ ตระกูลทหาร...อันตรายที่สุด

"คนต่อไป"

"เจาอี๋ มู่หรงซิน บุตรีราชครูมู่หรง ผู้ดูแลการสอบคัดเลือกขุนนางทั่วแผ่นดิน ขุนนางจำนวนมากเป็นลูกศิษย์ของราชครู นางจึงมีผู้สนับสนุนมากที่สุดในราชสำนัก"

หลินเวยยิ้มมุมปาก อำนาจทางการเมือง

"ซูเฟย"

"ซูเฟย จ้าวซูอวิ๋น เป็นหลานสาวของเสนาบดีกรมคลัง ตระกูลซูร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง ไทเฮาทรงโปรดปรานนางมาก"

หลินเวยหรี่ตาลง เมื่อคืนคนที่ถูกวางยาก็คือซูเฟย หรือทั้งหมดเป็นละครฉากใหญ่

"เต๋อเฟย"

"เต๋อเฟย ฉินอันหรู บุตรีเจ้ากรมพิธีการ ภายนอกนางอ่อนโยน เคร่งศาสนา ชอบเข้าวัดและช่วยเหลือคนยากจน จนชาววังเรียกนางว่านางฟ้าแห่งวังหลัง"

หลินเวยหัวเราะเบา ๆ ประสบการณ์จากโลกเดิมสอนเธอว่า คนที่สร้างภาพเป็นคนดีที่สุด มักซ่อนความชั่วไว้ลึกที่สุด

"คนสุดท้าย...เหม่ยเหริน หลินชิงเยว่"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป