บทที่ 8 บทที่ 8

ชิงหลัวหน้าซีดลงทันที “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”

หลินเวยยิ้มจาง “ทำให้พวกนางคิดว่าเรายังสับสนและไร้ทางสู้ จากนั้นรอให้คนที่อดทนไม่ไหวโผล่หางออกมาเอง”

ยังไม่ทันที่ชิงหลัวจะตอบ เสียงฝีเท้าเป็นระเบียบก็ดังจากด้านนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงขันทีประกาศดังชัด

“ฝ่าบาทเสด็จ!”

ชิงหลัวรีบคุกเข่าลง ส่วนหลินเวยเพียงวางกระดาษในมือลงใต้ถ้วยชา แล้วลุกขึ้นช้า ๆ เยี่ยนจิ่งเฉินก้าวเข้ามาในตำหนักพร้อมองครักษ์และขันทีประจำพระองค์ ชุดมังกรสีดำปักดิ้นทองทำให้บุรุษผู้นี้ดูสูงศักดิ์และห่างไกล ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ ดวงตาลึกเย็นชาจับจ้องนางราวกับกำลังตรวจสอบนักโทษ ไม่ใช่ภรรยาที่เพิ่งผ่านความตายมาเมื่อคืน หลินเวยยอบกายคำนับ

“ถวายบังคมฝ่าบาท” เยี่ยนจิ่งเฉินไม่ได้สั่งให้ลุกทันที เขาปล่อยให้นางค้างอยู่ในท่านั้นชั่วครู่ ราวกับต้องการดูว่านางจะอดทนได้แค่ไหน หากเป็นเซี่ยอวี้หลันคนเดิมอาจน้อยใจจนหน้าซีด หรือเงยหน้าถามด้วยความเจ็บปวดว่าทำไมพระองค์จึงเย็นชากับหม่อมฉันเช่นนี้

แต่หลินเวยไม่ใช่สตรีที่รอความเมตตาจากผู้ชายอีกแล้ว นางยังคงก้มหน้าอย่างสงบ ไม่สั่น ไม่ถาม และไม่ขอร้อง จนสุดท้ายฮ่องเต้เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเอง

“ลุกขึ้น” นางจึงยืดกายขึ้นอย่างมั่นคง “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

เยี่ยนจิ่งเฉินเดินไปนั่งบนเก้าอี้ประธานโดยไม่เชิญนางนั่ง เสียงของเขาเรียบเย็น

“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งวัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะทำสิ่งใดก็ได้ในตำหนักคุนหนิง”

หลินเวยสบตาเขา “ฝ่าบาททรงคิดว่าหม่อมฉันทำสิ่งใดเพคะ”

เขามองนางนิ่ง “มีคนรายงานว่าเจ้าสั่งให้ชิงหลัวรวบรวมรายชื่อคนรับใช้ทั้งหมดในตำหนัก ซักถามว่าเมื่อคืนใครอยู่ที่ใด เจ้าคิดสอบสวนเองแทนกรมวังหรือ”

หลินเวยยิ้มบาง “หากหม่อมฉันไม่ถามคนในตำหนักตนเอง แล้วควรถามใครเล่าเพคะ ถามสนมที่รอให้หม่อมฉันตาย หรือถามขุนนางที่ยื่นฎีกาให้ปลดหม่อมฉันตั้งแต่ยังไม่ทราบผลพิษ”

บรรยากาศในตำหนักเย็นลงทันที ขันทีข้างกายฮ่องเต้เงยหน้ามองนางอย่างตกใจ เยี่ยนจิ่งเฉินหรี่ตา

“เจ้ารู้เรื่องฎีกา?”

หลินเวยตอบตามตรง

“ยังไม่รู้รายละเอียด แต่เดาได้เพคะ เมื่อคืนซูเฟยถูกวางยา เช้านี้สนมทั้งสี่รีบมาถึงตำหนักของหม่อมฉันราวกับนัดหมายกันไว้ หากขุนนางฝ่ายนอกยังเงียบอยู่ นั่นจึงน่าแปลก”

ฮ่องเต้เงียบไปชั่วครู่ แววตาของเขาเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ยังเย็นชา

“เจ้าฉลาดขึ้นมาก”

หลินเวยยิ้มโดยไม่มีความอบอุ่น “คนถูกบีบให้ตาย หากยังไม่ฉลาดขึ้นก็คงสมควรตายจริง ๆ”

คำพูดนั้นทำให้เยี่ยนจิ่งเฉินนิ่งงัน แต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมาเฉยชา

“อย่าคิดว่าการพูดจาคมคายจะช่วยให้เจ้าพ้นผิดได้ ฮองเฮา หลายปีมานี้ ตระกูลเซี่ยของเจ้าแทรกมือเข้ามาในฝ่ายในมากเกินไป ขุนนางหลายคนกล่าวว่าเจ้าคิดรวบอำนาจวังหลัง ใช้ตำแหน่งฮองเฮากดข่มสนมอื่น และอาศัยฐานะตระกูลบีบให้ข้ายอมทำตาม”

หลินเวยมองเขานิ่ง นี่คือแก่นของความไม่ไว้ใจ ฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ได้มองนางเป็นสตรีคนหนึ่ง แต่เป็นเงาของตระกูลเซี่ย เป็นสัญลักษณ์ของการเมืองที่บังคับให้เขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้เลือก

“ฝ่าบาทเชื่อหรือไม่เพคะ”

นางถามเสียงเรียบ เยี่ยนจิ่งเฉินตอบโดยไม่หลบสายตา

“หลักฐานหลายอย่างชี้เช่นนั้น”

หลินเวยก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย “หลักฐานหรือคำพูดของขุนนางที่ต้องการให้พระองค์เกลียดหม่อมฉันกันแน่”

ขันทีข้างกายฮ่องเต้รีบกล่าว “ฮองเฮา ระวังคำพูดด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

หลินเวยไม่มองขันทีผู้นั้นเลย สายตาของนางยังอยู่ที่ฮ่องเต้

“หม่อมฉันทราบว่าฝ่าบาทไม่โปรดหม่อมฉัน ทราบว่าการอภิเษกครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์พอพระทัย แต่เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับคดีวางยาซูเฟย หากฝ่าบาททรงตัดสินหม่อมฉันจากความไม่พอใจส่วนพระองค์ ก็เท่ากับยื่นมีดให้คนร้ายตัวจริง”

เยี่ยนจิ่งเฉินลุกขึ้นยืนช้า ๆ แรงกดดันของจักรพรรดิแผ่คลุมทั้งตำหนัก

“เจ้ากล้ากล่าวว่าข้าลำเอียง?”

หลินเวยยอบกายลงเล็กน้อย แต่คำพูดกลับไม่อ่อนลง

“หม่อมฉันมิกล้า เพียงทูลเตือนว่าผู้เป็นจักรพรรดิย่อมต้องมองให้ไกลกว่าความเกลียดชังที่ผู้อื่นป้อนให้”

ดวงตาของเยี่ยนจิ่งเฉินเข้มขึ้น “เจ้าคิดว่ามีคนป้อนความเกลียดชังให้ข้า?”

หลินเวยยิ้มจาง “หากไม่มี เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงคิดว่าฮองเฮาไร้อำนาจคนหนึ่งสามารถรวบอำนาจฝ่ายในได้ ทั้งที่คนรับใช้ในตำหนักคุนหนิงถูกลดจนเหลือไม่ถึงสิบคน เงินเดือนข้ารับใช้ถูกตัด บัญชีฝ่ายในถูกผู้อื่นควบคุม ตราหงส์อยู่กับไทเฮามากกว่าครึ่งปี และสนมทั้งห้าสามารถบุกตำหนักฮองเฮาได้โดยไม่ต้องรออนุญาต หากนี่เรียกว่ารวบอำนาจ เช่นนั้นคนที่ไร้อำนาจในวังหลังคงไม่มีผู้ใดแล้วเพคะ”

ทุกคำของนางเหมือนเข็มแทงลงบนความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด เยี่ยนจิ่งเฉินไม่ตอบทันที สีหน้าของเขายังเรียบนิ่ง แต่สายตากลับกวาดมองตำหนักคุนหนิงรอบหนึ่ง ราวกับเพิ่งสังเกตว่าตำหนักฮองเฮาเงียบเหงาเกินไปจริง ๆ เครื่องเรือนงดงามแต่เก่า ข้ารับใช้น้อยจนผิดธรรมเนียม แม้แต่กำยานที่ใช้ก็เป็นของชั้นรอง ไม่เหมือนตำหนักประมุขฝ่ายในเลยสักนิด หลินเวยเห็นความลังเลนั้น จึงไม่เร่งบีบต่อ คนฉลาดต้องรู้ว่าเมื่อใดควรแทงซ้ำ และเมื่อใดควรปล่อยให้อีกฝ่ายคิดเอง

เยี่ยนจิ่งเฉินหันกลับมา “แล้วเจ้าต้องการอะไร”

หลินเวยตอบทันที “หม่อมฉันต้องการคนของกรมวังสองคน หมอหลวงหนึ่งคน และขันทีที่เป็นกลางหนึ่งคนมาร่วมตรวจสอบเส้นทางขนมดอกกุ้ยจากตำหนักคุนหนิงไปตำหนักอี๋หลัน ไม่ให้หม่อมฉันแตะหลักฐานเพียงลำพัง และไม่ให้สนมอื่นกล่าวหาว่าหม่อมฉันทำลายหลักฐาน”

ฮ่องเต้หรี่ตา “เจ้ากำลังขออำนาจสอบสวน”

“ไม่ใช่อำนาจเพคะ แต่เป็นพยาน หากหม่อมฉันผิด พยานเหล่านี้จะยืนยันความผิดของหม่อมฉัน หากหม่อมฉันถูกใส่ร้าย พวกเขาก็จะยืนยันความบริสุทธิ์ของหม่อมฉันเช่นกัน”

ข้อเสนอนี้รอบคอบจนเยี่ยนจิ่งเฉินปฏิเสธได้ยาก หากไม่อนุญาตก็เท่ากับไม่ต้องการความจริง หากอนุญาต ฮองเฮาก็จะได้ช่องทางสืบคดีอย่างเป็นทางการ เขามองนางนานก่อนกล่าว

“ได้ ข้าจะให้หลี่กงกงคุมคนไปกับเจ้า”

หลินเวยยอบกาย “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

เขาก้าวเข้าใกล้นางหนึ่งก้าว “แต่หากข้าพบว่าเจ้าฉวยโอกาสใช้คดีนี้เล่นงานสนมอื่นหรือโยงไปถึงไทเฮาโดยไร้หลักฐาน ข้าจะไม่ละเว้นเจ้า”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป