บทที่ 9 บทที่ 9
หลินเวยมองเขากลับด้วยแววตาไม่สะทกสะท้าน
“หม่อมฉันไม่เคยเล่นงานผู้ใดโดยไร้หลักฐานเพคะ เพราะหลักฐานที่ดีพอจะทำให้ศัตรูดิ้นไม่หลุด และทำให้คนดูไม่มีสิทธิ์สงสาร”
เยี่ยนจิ่งเฉินชะงักกับประโยคนั้น ความเย็นชาในดวงตาของนางทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด ฮองเฮาที่เขารู้จักมักร้องไห้อย่างเงียบ ๆ เมื่อถูกเย็นชา หรือไม่ก็แข็งทื่อเพราะศักดิ์ศรีของตระกูลเซี่ย แต่นางในวันนี้ไม่เหมือนเดิม นางไม่วิงวอน ไม่ประชดประชันด้วยความน้อยใจ และไม่พยายามเรียกร้องความรักจากเขา นางพูดราวกับคนที่เคยผ่านนรกมาแล้วและไม่กลัวสิ่งใดอีก
ก่อนจากไป เยี่ยนจิ่งเฉินหันกลับมาถาม “เมื่อคืนเจ้าดื่มยาพิษเพราะเหตุใด”
หลินเวยนิ่งไปเล็กน้อย ความทรงจำของร่างเดิมแล่นผ่านหัว นางเห็นเซี่ยอวี้หลันถูกสนมทั้งหลายกดดัน ถูกคนของไทเฮากล่าวหาว่าหากบริสุทธิ์ต้องกล้าพิสูจน์ตนเอง เห็นนางหยิบถ้วยยาขึ้นดื่มทั้งน้ำตาเพราะหวังว่าฮ่องเต้จะเชื่อใจสักครั้ง สุดท้ายสิ่งที่ได้คือความตาย หลินเวยหลุบตาลงแล้วตอบเสียงเรียบ
“เพราะฮองเฮาคนเดิมยังโง่พอจะคิดว่าการตายของตนจะทำให้ใครสักคนเชื่อในความบริสุทธิ์”
เยี่ยนจิ่งเฉินมองนางแน่น “แล้วเจ้าคนปัจจุบันเล่า”
หลินเวยเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบ “หม่อมฉันจะไม่ตายเพื่อพิสูจน์อะไรอีก หากใครต้องการความจริง หม่อมฉันจะลากความจริงออกมาจากปากคนร้าย หากใครต้องการชีวิตหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะเอาชีวิตของมันคืนก่อน”
เยี่ยนจิ่งเฉินไม่กล่าวอะไรอีก เขาหมุนตัวเดินออกจากตำหนัก ทิ้งไว้เพียงความเงียบหนักอึ้ง ชิงหลัวที่คุกเข่าอยู่รีบคลานเข้ามาใกล้
“ฮองเฮาเพคะ เมื่อครู่พระองค์ตรัสแรงเกินไปหรือไม่”
หลินเวยนั่งลงช้า ๆ ยกชาขึ้นจิบเพื่อกลบความเจ็บแสบในลำคอ
“แรงพอให้เขาจำได้ แต่ไม่แรงพอให้เขาลงโทษ นั่นแหละเหมาะสมที่สุด”
ชิงหลัวมองนางด้วยแววตาทั้งกลัวทั้งศรัทธา “ฝ่าบาทจะเชื่อพระองค์หรือเพคะ”
หลินเวยวางถ้วยชาลง “ยังไม่เชื่อ แต่เขาเริ่มสงสัยแล้ว”
นางหยิบกระดาษรายชื่อขึ้นมาอีกครั้ง ใช้ปลอกนิ้วทองลากเส้นใต้ชื่อซูเฟย
“และในวังหลัง ความสงสัยเพียงเล็กน้อยจากฮ่องเต้ ก็เพียงพอจะทำให้คนที่ซ่อนอยู่หลังม่านเริ่มร้อนใจ”
นอกตำหนัก เมฆครึ้มยังปกคลุมฟ้าเหนือพระราชวัง แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นหินเย็นเยียบ หลินเวยมองออกไปยังทิศตำหนักอี๋หลันของซูเฟย มุมปากยกขึ้นอย่างเย็นชา นางรู้แล้วว่าฮ่องเต้ไม่ใช่พันธมิตร แต่ก็ยังไม่ใช่ศัตรูที่โง่งมจนใช้ไม่ได้ เขาเย็นชา ระแวง และถูกขุนนางป้อนเรื่องร้ายเกี่ยวกับฮองเฮามานาน ทว่าคนเช่นนี้มีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือเขายังเชื่อในหลักฐานมากกว่าคำอ้อนวอน เช่นนั้นก็ดี นางไม่ต้องการความรัก ไม่ต้องการความสงสาร ขอเพียงเขายอมมองความจริงด้วยตาตนเอง สักวันหนึ่งคนที่เคยใส่ความนางว่าโลภอำนาจ จะได้เห็นว่าฮองเฮาผู้ไร้อำนาจคนนี้สามารถทวงคืนอำนาจทั้งหมดได้อย่างไร.
รอยยาพิษบนปลายนิ้ว
ขบวนของฮองเฮาออกจากตำหนักคุนหนิงในยามสาย หลินเวยสวมชุดคลุมสีแดงเข้มปักลายหงส์ทอง ใบหน้างดงามยังซีดเพราะพิษค้างในร่าง แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงอย่างสง่างามจนไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนง่าย ๆ ชิงหลัวเดินประคองอยู่ข้างกาย
ส่วนหลี่กงกง ขันทีที่ฮ่องเต้ส่งมาควบคุมการตรวจสอบ เดินตามหลังพร้อมหมอหลวงและคนของกรมวังอีกสองคน ทั่วทางเดินหินในวังหลวงมีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่นาง บ้างหวาดกลัว บ้างสงสัย บ้างแอบเยาะเย้ย
พวกเขาคงคิดว่าฮองเฮากำลังดิ้นรนครั้งสุดท้ายก่อนถูกปลดจากตำแหน่ง แต่หลินเวยไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เพราะสิ่งที่นางสนใจมีเพียงความจริง และความจริงมักทิ้งรอยไว้เสมอ แม้คนร้ายจะคิดว่าล้างมันสะอาดแล้วก็ตาม
ตำหนักอี๋หลันของซูเฟยตั้งอยู่ทางตะวันออกของวังหลัง รอบตำหนักประดับด้วยดอกกล้วยไม้ราคาแพง กลิ่นหอมหวานลอยอบอวลจนชวนเวียนหัว หลินเวยหยุดยืนหน้าประตู สูดกลิ่นในอากาศเพียงเล็กน้อยแล้วหรี่ตาลง กลิ่นดอกไม้แรงเกินไป ราวกับจงใจกลบกลิ่นบางอย่างมากกว่าตกแต่งเพื่อความงาม หลี่กงกงเห็นนางหยุดจึงเอ่ยอย่างระวัง
“ฮองเฮา เหตุใดไม่เสด็จเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเวยตอบโดยไม่หันกลับ
“กลิ่นหอมที่ดีควรทำให้คนสบายใจ แต่กลิ่นที่แรงเกินไปมักมีไว้ปิดบังสิ่งที่ไม่อยากให้คนได้กลิ่น”
หมอหลวงที่เดินตามมาชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองซุ้มดอกกล้วยไม้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
เมื่อเข้าไปด้านใน นางกำนัลของซูเฟยหลายคนรีบคุกเข่าลง พวกนางร้องไห้ตาบวมราวกับห่วงนายหญิงนักหนา แต่หลินเวยมองออกว่าหลายคนกำลังกลัวมากกว่าเสียใจ ซูเฟยนอนอยู่บนเตียงด้านใน ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากอมม่วง
ลมหายใจอ่อนแรง หมอหลวงบอกว่ายังไม่พ้นอันตราย หลินเวยเดินเข้าไปใกล้เตียงโดยมีสายตาทุกคู่จับจ้อง ชิงหลัวกระซิบเบา ๆ
“ฮองเฮา ระวังเพคะ หากซูเฟยเป็นอะไรตอนพระองค์อยู่ที่นี่ พวกเขาอาจโยนความผิดให้พระองค์อีก”
หลินเวยยิ้มเย็น “หากพวกเขาต้องการใส่ร้าย ต่อให้ข้าไม่แตะนาง พวกเขาก็หาเรื่องได้อยู่ดี”
หลินเวยยืนข้างเตียง มองซูเฟยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ร่างของซูเฟยผอมบางกว่าที่คิด เครื่องประดับถูกถอดออกเหลือเพียงกำไลหยกหนึ่งวง มือทั้งสองวางอยู่บนผ้าห่ม ปลายนิ้วซีดแต่เล็บกลับมีสีคล้ำแปลก ๆ นางก้มลงใกล้ขึ้นเล็กน้อย
สังเกตคราบสีจางบริเวณซอกเล็บ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของซูเฟยมีรอยเหลืองหม่นที่ล้างไม่หมด เหมือนเคยสัมผัสบางอย่างซ้ำ ๆ หลายครั้ง หลินเวยเอ่ยถามหมอหลวง
“พิษที่ซูเฟยได้รับคืออะไร” หมอหลวงรีบตอบ
“จากอาการคล้ายพิษหญ้าหานเย่พ่ะย่ะค่ะ พิษชนิดนี้ทำให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ กระอักเลือด มือเท้าเย็น และหากได้รับมากจะสิ้นใจภายในหนึ่งวัน”
หลินเวยถามต่อ “พิษหญ้าหานเย่มีกลิ่นหรือไม่”
หมอหลวงชะงัก ก่อนตอบ “มีกลิ่นขมเย็นจาง ๆ หากผสมในอาหารหวานอาจกลบได้ยาก แต่ถ้าใช้กลิ่นดอกไม้แรง ๆ หรือชาหอมก็พอปิดบังได้พ่ะย่ะค่ะ”
หลินเวยหันไปมองนางกำนัลของซูเฟย “เมื่อคืนก่อนซูเฟยหมดสติ นางกินอะไรบ้าง”
นางกำนัลคนหนึ่งรีบตอบทั้งน้ำตา “มีขนมดอกกุ้ยจากตำหนักคุนหนิงเพคะ แล้วก็ชาหอมกล้วยไม้ที่ซูเฟยดื่มประจำ”
