บทที่ 6 CAP 5 | พิรุธ

         [KHAO-PUN’s Talks]

         4SEASON Florist Shop

         ‘งานน่าจะเสร็จพรุ่งนี้เช้า เย็นพรุ่งนี้เราไปฉลองวันเกิดกันที่ร้านอาหารที่ลูกชอบนะครับ’

         ข้อความจากพี่เวย์ถูกส่งมาหลังจากวางสายไปเกือบครึ่งชั่วโมง ฉันเองก็ไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่าส่งสติกเกอร์โอเคส่งกลับไปให้

           ตั้งแต่ไข่หวานอายุเข้าขวบที่สอง สามีของฉันก็ทำงานไม่หยุด ฉันรู้แค่ว่าเขาเข้าไปถือหุ้นเครื่องประดับแบรนด์อเมทิสต์ ส่วนที่ไปฮ่องกงบ่อยๆ ก็เพราะธุรกิจรับเหมาและตกแต่งครบวงจร นอกเหนือจากนั้นฉันจำไม่ได้แล้วว่าเขาทำอะไรอีกเพราะมันเยอะเหลือเกิน

         ส่วนฉันก็เปิดร้านดอกไม้ใกล้โรงเรียนลูก หากไม่ติดงานอะไรปกติฉันจะเป็นคนไปรับลูกเอง เพราะโรงเรียนนานาชาติที่ไข่หวานเรียนอยู่พ่อแม่ก็เป็นฝ่ายไปรับลูกด้วยตนเองทั้งนั้น

         บ้างครั้งลูกก็งอแงถามว่าเมื่อไหร่พ่อจะมารับพร้อมกับแม่บ้าง รวมถึงคุณครูประจำชั้นด้วย -_-;

         แต่ก็นั่นแหละ ฉันไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะพูดอะไรได้ เพราะอย่างน้อยในตอนที่พี่เวย์กลับมาอยู่บ้าน เขาก็ดูแลฉันกับลูกเป็นอย่างดี

         “เบลล์ ดอกไม้หน้าร้านมันตากแดดอะ เบลล์ไปเอาดอกไม้เข้ามาข้างในให้หน่อยสิ พี่ยังห่อออเดอร์ไม่เสร็จเลย”

         “แป๊บนะพี่ลี่ เบลล์ตัดก้านแป๊บจะเสร็จแล้ว”

         เสียงของพนักงานในร้านคุยกันสองคน เรียกสติฉันให้กลับมาจดจ่อกับงาน

         ลิลลี่หรือลี่ที่มักจะเรียกคือนักศึกษาจบใหม่ที่อยู่ในช่วงรอบริษัทเรียกสัมภาษณ์ เลยมาขอทำงานที่ร้านหารายได้ไปก่อน ส่วนเบลล์ก็เป็นนักศึกษาที่กำลังหาเงินไว้กินไว้เที่ยวตามประสาวัยรุ่นเลยมาสมัครเป็นพาร์ตไทม์

           “พี่เก็บให้เองจ้ะ” ฉันบอกน้องสองคนและเดินออกไปนอกตัวร้าน

         แดดประเทศนี้มันจะร้อนไปไหน ประเทศไทยเป็นเจ้าของสัมปทานพระอาทิตย์อยู่ประเทศเดียวหรือไง -_-;

           พอมองออกไปนอกร้านก็เห็นว่าร้านกาแฟที่อยู่ฝั่งตรงข้ามวันนี้ลูกค้าเยอะกว่าทุกวัน แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดมากไปหรือเปล่า ผู้ชายสองคนที่นั่งหน้าร้านกาแฟมองมาที่ร้านของเราไม่หยุดเลย แถมยังมองตามการกระทำฉันตลอดด้วย

         ทดสอบอะไรหน่อยดีกว่า

         ฉันเดินกลับเข้ามาในร้าน และเดินไปคว้าถุงขยะมาถือ

         “ว้าย! พี่ปั้น เบลล์เอาไปทิ้งให้ค่ะ”

         “ไม่เป็นไรๆ มีแต่ก้านดอกไม้ ทิ้งเสร็จพี่จะข้ามถนนไปร้านกาแฟกินอะไรดับร้อนกันดี พี่เลี้ยง ^^”

         “กรี๊ดๆ เบลล์เอาโกโก้ปั่นค่ะ”

         “ลี่เอามอคาปั่นค่า~”

         เด็กสองคนส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดดีใจจนฉันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ปกติฉันก็ชอบสั่งอาหารมาเลี้ยงอยู่แล้ว วันหลังคงต้องซื้อขนมอย่างอื่นให้กินบ่อยขึ้น

         มือของฉันกำถุงขยะที่ดำไว้แน่น เดินไปทิ้งที่ถังขยะซึ่งอยู่ไกลจากร้านออกไปหน่อย และพบว่าสองคนนั้นมองตามฉัน พอข้ามถนนไปที่ร้านกาแฟก็รีบก้มหน้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตลอดเวลาที่ฉันยืนรอออเดอร์อยู่ในร้านทั้งสองคนกลับเอาแต่มองฉันเป็นระยะ

         “โกโก้ปั่นสอง มอคาปั่นหนึ่งได้แล้วค่ะ”

         เสียงขานออเดอร์ดังขึ้นจากพนักงาน ฉันจึงขยับไปหยิบหลอดและหิ้วถุงใส่แก้วเครื่องดื่มออกจากร้าน

         “ว้าย!!” ฉันแกล้งสะดุดและทำเป็นจะล้มลงหน้าร้าน

         “คุณข้าวปั้น!!!”

         สองคนนั้นถลาเข้ามาหาฉันด้วยความเร็วแสง คนหนึ่งคว้าตัวฉันเอาไว้ ส่วนอีกคนก็รีบยกมือมากันศีรษะฉันไม่ให้กระแทกกันพื้น

         “จับได้แล้ว -*-”

         สิ้นเสียงของฉัน สองคนนั้นก็สะดุ้งเฮือกตกใจ รีบปล่อยฉันให้เป็นอิสระก่อนจะเดินไปยืนข้างกัน แล้วเอามือประสานกันกุมไว้ตรงเป้าอย่างเจี๋ยมเจี้ยม

         ท่าทางแบบนี้มันคุ้นๆ แฮะ

         “พวกคุณเป็นคนของพี่เวย์ใช่ไหมคะ?” ถามออกไปตามตรงแบบนั้นน่ะดีแล้ว

         เพราะทันทีที่ฉันเอ่ยชื่อสามี สองคนนั้นยิ่งแสดงท่าทีลนลานก้มหน้าเงียบไม่ยอมตอบ

         เหอะ! แค่นี้ก็ชัดแล้วล่ะ

         “พี่เวย์ให้ตามดูปั้นเหรอ? ทำไมล่ะคะ?”

         ทั้งคู่ยังคงเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาฉันแม้แต่น้อย เฮ้อ~

         สุดท้ายก็เค้นเอาคำตอบอะไรไม่ได้ จนต้องเดินหงุดหงิดกลับมาที่ร้าน วางแก้วเครื่องดื่มให้น้องๆ บนโต๊ะและคว้าแก้วโกโก้ตนเองมาดูดดับความหงุดหงิด

         “พี่ปั้นเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

         เบลล์เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติได้ ลิลลี่เลยรีบวางกระบอกฉีดน้ำลงบนโต๊ะและเดินเข้ามาจับแขนด้วยความเป็นห่วง

         “พี่ปั้นโอเคไหมคะ?”

         “ไม่โอเค” ฉันบอกน้องสองคนไปตามตรง เราสนิทกันมากจนเล่าเรื่องส่วนตัวให้กันฟังบ่อยๆ จะระบายความหงุดหงิดให้น้องสองคนฟังหน่อยคงไม่เป็นไร “เห็นผู้ชายสองคนฝั่งตรงข้ามไหม?”

         ทั้งคู่หันไปมองตามที่ฉันบอกอย่างพร้อมเพรียง เออดี เขาจะได้รู้ว่านินทาเขาอยู่ -_-^

         “เห็นค่ะ” ทั้งคู่หันกลับมาตอบพร้อมกัน

         ฉันเลยลอบถอนหายใจออกมา ก่อนจะวางแก้วเครื่องดื่มลงบนโต๊ะแล้วเท้าคางเล่าเรื่องเมื่อกี้ให้น้องฟัง

         “พี่เวย์ส่งสองคนนั้นตามประกบพี่”

         “ฮะ?”

         “อือ เมื่อกี้จับได้คาหนังคาเขาเลย” ย้ำให้ลิลลี่กับเบลล์อย่างมั่นใจอีกครั้ง “พี่ไม่รู้ว่าพี่เวย์เขาระแวงอะไรในตัวพี่หรือเปล่า?”

         เขาเองก็ไม่เคยถามอะไรฉันเลยด้วยซ้ำ

         “พี่เวย์เขาอาจจะเป็นห่วงพี่ปั้น”

         “อื้อ หรือไม่ก็หวง เบลล์ยังหวงแฟนเลยโทรเช็กตลอดว่าอะไรที่ไหนยังไง ถามหมดอะ”

         ลิลลี่พยักหน้าเห็นด้วยกับเบลล์

         “เขาเคยถามอะไรแบบนี้กับพี่หรือเปล่าคะ?”

         คำถามของลิลลี่ทำให้ฉันเงียบลงยิ่งกว่าเดิม

         จะว่าไปตั้งแต่เป็นแฟนกันมา เขาก็ไม่เคยถามอะไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

         ฉันส่ายหน้าตอบคำถามน้องสองคน นั้นทำให้ทั้งคู่เบิกตาโตมองหน้ากันด้วยความตกใจ

         “แปลกอะ” เบลล์มองมาอย่างไม่เชื่อ “พี่เวย์คลั่งรักพี่ปั้นขนาดนั้นอะนะ?”

         พยักหน้าย้ำกับเบลล์อีกครั้ง ว่าเขาไม่เคยถามอะไรแบบนั้นจริงๆ

         “เขาไม่อยากรู้บ้างเหรอว่าตอนนี้พี่ปั้นทำอะไรอยู่ เบลล์ว่ามันแปลกนะ”

         “งั้น…อันนี้ลี่มโนเองนะพี่ปั้น” ลิลลี่มองไปยังผู้ชายสองคนหน้าร้านกาแฟ และพูดเสียงเบา “ลี่ว่าพี่เวย์น่าจะส่งสองคนนั้นตามดูพี่ปั้นนานแล้ว”

         คำพูดของน้องทำฉันอึ้งและสับสน ถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันมีอะไรให้ที่ทำให้เขาระแวงจนต้องส่งคนคอยตามดูฉันล่ะ

         ฉันเหมือนคนมีชู้เหรอ?

         คิดแล้วก็โมโห ถ้าเขาคิดแบบนั้นจริงๆ ฉันจะอาละวาดให้มันแตกเลย -^-

         “พะ พี่ปั้น อย่าคิดมากเลยนะ อาจจะเป็นเพราะพี่เวย์ไปทำงานที่อื่นบ่ออยเลยเป็นห่วงพี่ปั้นก็ได้” เบลล์ที่ฉันสีหน้าไม่สบายใจพยายามคิดเหตุผลฟังดูดีมาช่วย

         “แต่เขาควรจะบอกพี่ตามตรงหรือเปล่า แบบนี้มันเหมือนไม่ไว้ใจกันเลย พี่ควรโทรไปถามเลยดีไหม?”

         มือถือบนโต๊ะถูกหยิบขึ้นมา กะว่าจะกดโทรข้ามประเทศคุยแม่งให้รู้เรื่อง แต่ลิลลี่ถลาเข้ามาจับมือเอาไว้ก่อน

         “ถามตอนนี้ก็ไม่ได้ความจริงหรอก สองคนนั้นคงรายงานพี่เวย์ไปแล้วว่าพี่ปั้นจับได้ ลี่ว่าพี่รอดูดีกว่า ว่าพี่เวย์จะลนลานขนาดไหน”

         ข้อเสนอของลิลลี่ทำให้ฉันใจเย็นลง และยอมพยักหน้ารับแผนการนั้น น้องสองคนนั่งปลอบใจฉันอยู่พักหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปทำงาน

         และแล้วสายตาของฉันก็เงยหน้าขึ้นไปเจอกับอะไรบางอย่าง กล้องวงจรปิดที่หันหน้าออกไปที่ถนนด้านนอก เนื่องจากครึ่งปีก่อนมีวัยรุ่นมางัดร้านในละแวกนี้จนพากันติดกล้องกันไว้ทั้งแถบ

         มันจะเห็นร้านฝั่งตรงข้ามหรือเปล่านะ

         มือถือถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันเป็นการเข้าแอปพลิเคชันกล้องวงจรปิด ฉันไล่เปิดดูวิดีโอของเมื่อวานก็เห็นว่าสองคนนั้นมานั่งที่เดิมและเอาแต่มองมาที่ร้านกระทั่งฉันกลับไป

         วันอื่นๆ ก็ด้วย แต่ในวันที่ฉันไม่เข้าร้าน สองคนนี้กลับไม่ได้มานั่งที่ร้านกาแฟ ราวกับรู้ดีว่าวันนี้ฉันจะไปที่ไหนทำอะไร

         อย่าบอกนะว่านี่ไม่ใช่แค่การมาเฝ้าที่ร้าน แต่สามีของฉันสั่งให้คนสะกดรอยตามฉันไปทุกที่

         อยากปรึกษาใครสักคนจัง

         พ่อ…

         คิดได้แบบนั้นก็เดินเลี่ยงออกมาโทรหาพ่อนอกร้าน พ่อฉันเป็นอดีตตำรวจที่ตอนนี้เกษียณตัวเองไปทำสวนกับแม่ในเชียงรายเรียบร้อย

         รอสายไม่นานนักพ่อก็รับ พร้อมกับเสียงเครื่องตัดหญ้าดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ

         (ฮะโหล โทรมายะหยังลูก)

         อดีตตำรวจตะโกนเข้ามาแข่งกับเสียงเครื่องตัดหญ้าจนฉันกลั้นขำไม่ได้ เสียงพ่อฟังดูดีมีความสุขมากต่างจากตอนรับราชการตำรวจ

         พันตำรวจโทขจรเดช ไกรพฤกษ์ อดีตข้าราชการตำรวจที่ลาออกก่อนเกษียณเพราะทนความบัดซบในหน่วยงานท้องที่ตัวเองไม่ไหว ถึงแม้เรื่องราวมันจะจบไปแล้ว แต่นั่นทำให้พ่อของฉันหันหลังให้กับอาชีพที่ตนเองเอาหยาดเหงื่อแรงกายใช้ความพยายามได้มันมาจนเป็นรองผู้กำกับ

           แต่เพราะซื่อสัตย์จนเกินไป ถึงได้อยู่ในยศนั้นไม่ขยับไปไหนเกือบๆ สิบปี ทั้งที่มีผลงานดีเด่นไม่เคยขาด ทั้งจับบ่อน จับส่วย คดีรับสินบน

         (ฮัลโหลไอ้ปั้น! คิงบ่าอู้ฮาวางละหนา)

         “ดะ เดี๋ยวสิพ่อ” ฉันเรียกเอาไว้เพราะรู้ดีว่าท่านจะวางสายจริงๆ

         (โอ๊ยน้อ~ ไปอยู่กรุงเตบเมินน้อ บ่าอู้เมืองละก้า เอ้า! ว่ามาลูก)

         พ่อเปลี่ยนมาพูดสำเนียงภาคกลางในตอนท้ายคล้ายการประชดประชันหน่อยๆ นั่น…แซะลูกตัวเองอีก

         “พ่ออะ ปั้นเครียดอยู่นะ T^T”

         (เออๆ พูด)

           ฉันจึงเล่าเรื่องวันนี้ให้พ่อฟัง ทั้งเรื่องที่เขาส่งคนมาแอบดูฉันและปรึกษาเรื่องที่สงสัยว่า เขาส่งคนสะกดรอยตามฉันไปทุกที่นอกเหนือจากที่ร้านด้วย

           “พ่อว่าพี่เวย์เขาแปลกไหมอะ หรือพ่อเคยคิดว่าเขาแปลกไหม?”

           เซนส์ของตำรวจฝีมือดีอย่างพ่อคงจับพิรุธอะไรได้บ้าง เพราะฉันพาเขาไปกินข้าวกับพ่อหลายครั้งมากในตอนที่ท่านยังทำงานที่กรุงเทพ เรียกได้ว่าเข้านอกออกในบ้านฉันอยู่เกือบปี กระทั่งเราแต่งงานกันพ่อถึงลาออกไปอยู่ต่างจังหวัด

         (คิดมากไปเอง ไม่มีอะไรหรอก)

         อ้าว!

          “ละ แล้วที่สามีส่งคนสะกดรอยตามภรรยา มันไม่แปลกเหรอพ่อ” ฉันโพล่งออกมาด้วยความหงุดหงิด

         นี่พ่อใส่ใจเรื่องที่ฉันเล่าหรือเปล่าเนี่น -*-

         (โอ๊ยล้าาา~ จะไปกึ๊ดนัก มันจะเฒ่าเวย เต้านี้แหมเลาะ ป้อไปเก็บส้มละ)

         ตู๊ดๆๆๆ

         พ่อวางสายไปแล้ว -*-

         จะไม่ให้คิดมากได้ยังไงล่ะคะพ่อ นี่มันสัญญาณไม่ดีของชีวิตคู่เลยนะ ฉันได้กลิ่นแปลกๆ แล้วล่ะ ปกติพ่อฉันต้องสวมวิญญาณตำรวจเก่ามากกว่านี้

         Rrrrr

         เฮือก!

         เสียงเรียกเข้าบวกกับแรงสั่นในมือทำเอาตกใจไม่น้อย มองชื่อที่บันทึกเอาไว้ก็เห็นว่าเป็นคุณครูประจำชั้นของไข่หวาน

         คนเป็นแม่อย่างฉันใจเสียทันที ครูโทรมาในเวลานี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า

         “สวัสดีค่ะ คุณแม่น้องไข่หวานพูดสายค่ะ”

         (คุณแม่สะดวกมาที่โรงเรียนตอนนี้หรือเปล่าคะ?)

         “สะดวกค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”

         (คือ...น้องไข่หวานผลักเพื่อนตกบันไดหัวแตกค่ะ ตอนนี้ผู้ปกครองอีกฝั่งมาถึงแล้ว)

         “ฮะ!!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป