บทที่ 1 พิษโบราณ
กลิ่นหิมะแรกฤดูอันเย็นเฉียบคล้ายเข็มเล่มเล็กนับพันเล่มที่ทิ่มแทงผ่านชั้นอากาศ ลมพายุเกล็ดขาวพัดกระหน่ำโรยตัวลงมาจากเทือกเขาทางตอนเหนือ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของสายลมกลับก้องไปด้วยเสียงย่ำหิมะหนาและเสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงฝ่าพายุอย่างบ้าคลั่ง
เกือกม้าเหล็กกระแทกอัดลงบนผืนหิมะนุ่มหนา เสียงดัง ฉึบ! ฉึบ! ก้องสะท้อนไปทั่วดงสนร้าง ละอองเกล็ดขาวกระจายตัวเป็นสายยาวตามแรงควบขับหนีตายอย่างโกลาหล
“องค์หญิง! อดทนไว้พะย่ะค่ะ! อีกเพียงไม่กี่ลี้ก็จะเข้าเขตชายป่าแล้ว!”
‘เฉินยู่เฟิง’ รองแม่ทัพคู่ใจแห่งทัพฝ่ายเหนือ ตะโกนก้องผ่านสายลมหนาวที่พัดกระหน่ำจนเสียงขาดห้วง สองมือที่สวมถุงมือหนังจับสายบังเหียนม้าไว้แน่น แขนข้างขวาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ โลหิตแดงฉานซึมผ่านเสื้อเกราะจนเป็นคราบดำดวงใหญ่ แผ่นหลังของเขามีร่างของสตรีในชุดเกราะศึกหม่นหมองนอนฟุบทับอยู่
‘องค์หญิงผิงหยาง’ หรือ ‘จ้าวเฟิ่งหลาน’ องค์หญิงแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นเยี่ยน ผู้ซึ่งเพิ่งสยบศึกฝ่ายเหนือลงได้อย่างเบ็ดเสร็จ บัดนี้กลับมีใบหน้าซีดเผือดราวกับศพไร้เลือด ริมฝีปากที่เคยออกคำสั่งสะเทือนทัพบัดนี้สั่นระริกและกลายเป็นสีม่วงเข้มคล้ำ โลหิตสีดำสนิททะลักออกจากบาดแผลตรงช่วงไหล่ขวาไม่หยุด คราบเลือดเกาะเนื้อผ้าและแผ่นเหล็กจนแข็งเกรอะกรัง
“ยู่ ... ยู่เฟิง ...”
เสียงหวานที่เคยเด็ดขาดบัดนี้แผ่วเบาราวกับเสียงพัดพาใบไม้แห้ง
“พระองค์อย่าเพิ่งรับสั่งอะไรพะย่ะค่ะ! เก็บแรงเอาไว้!”
เฉินยู่เฟิงเอี้ยวหน้ากลับไปมอง รอยยิ้มสิ้นหวังถูกซ่อนไว้ใต้เกล็ดหิมะที่เกาะตามคิ้วหนา
ทัพหลวงที่กำลังเดินทางกลับราชธานีอย่างสมเกียรติ กลับถูกกลุ่มนักฆ่าซุ่มโจมตีในหุบเขา การซุ่มรบครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการวางแผนสังหารอย่างแยบยล อาวุธสังหารที่พวกมันใช้เคลือบด้วยพิษโบราณอันร้ายกาจ พิษไอเย็นกัดกร่อนลมปราณและเส้นเลือด จนองค์หญิงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ทรุดลงต่อหน้าต่อตาทหารนับหมื่น
เฉินยู่เฟิงต้องตัดสินใจสละกองกำลังส่วนใหญ่เพื่อตีแหกวงล้อม พาร่างอันไร้สติของสตรีผู้เป็นแม่ทัพหนีฝ่าพายุหิมะออกมาเพื่อหาทางรอดเพียงหนึ่งเดียว
“องค์หญิง ... ห้ามหลับนะพ่ะย่ะค่ะ! ทรงอดทนอีกนิด!”
เขาควบม้าฝ่าหิมะหนาจนกระทั่งร่างของม้าศึกทรงพลังทรุดลงล้มพับไปกับพื้น ส่งเสียงร้องทรมานดังกึกก้องอย่างน่าสงสาร เฉินยู่เฟิงกระโดดคว้าอุ้มร่างของจ้าวเฟิ่งหลานไว้ได้ทัน เขาแบกร่างอันสั่นสะท้านขององค์หญิงวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางละอองหิมะขาวโพลน แสงไฟริบหรี่ส่องสว่างจากป้ายไม้เก่าแก่ที่สลักคำว่า ‘สำนักหมอพเนจร’ ปรากฏขึ้นท่ามกลางเงาไม้
ร่างของรองแม่ทัพและองค์หญิงล้มลงปะทะประตูไม้หนาหนักอย่างแรง สองมือใหญ่ของเฉินยู่เฟิงที่สั่นสะท้านและไร้ความรู้สึกทุบลงบนแผ่นไม้ที่เย็นยะเยือกด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเท่าที่มี เสียงแหบพร่าร้องขอความช่วยเหลือแข่งกับเสียงลมพายุที่หวีดหวิว
“ช่วยด้วย ... ข้ามีคนเจ็บหนัก! ... ใครอยู่ด้านใน ... ได้โปรดช่วยเปิดประตูให้ข้าที!”
ท่ามกลางความเงียบสงบภายในเรือนยา ข้ารับใช้สองคนสะดุ้งสุดตัวจนต้องชะงักมือจากงานเคี่ยวยา ทั้งคู่หันมองสบตากันด้วยความระแวดระวัง
“อาจาง ... เจ้าได้ยินเสียงอะไรบ้างหรือไม่?”
ข้ารับใช้คนแรกกระซิบ น้ำเสียงฉายแววหวั่นเกรงต่อภัยมืดที่อาจแฝงตัวมากับพายุหิมะ
“คล้ายกับมีคนตะโกนร้องเรียกอยู่หน้าประตู”
“ข้าได้ยิน ...”
อีกคนหนึ่งพยักหน้ารับ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยพลางชี้มือไปทางบานประตู
“พายุหิมะรุนแรงเช่นนี้ ใครกันดั้นด้นมาถึงชายป่าร้างแถบนี้ได้? หรือจะเป็นคนเดินทางที่บาดเจ็บหลงทางมา?”
“ลองออกไปดูสักหน่อยเถิด หากว่าเป็นชาวบ้านที่กำลังลำบาก จะได้ช่วยเหลือทัน”
สิ้นประโยคนั้น ทั้งสองก็รีบวิ่งตรงไปยังประตูใหญ่ ... บานประตูไม้หนาหนักถูกดึงเปิดออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างของบุรุษผู้มีบาดแผลเต็มตัว และสตรีในชุดเกราะเปื้อนโลหิตที่นอนฟุบจมกองหิมะหนาวเหน็บอยู่ตรงหน้าธรณีประตู ข้ารับใช้ทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอม และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนมากับสายลมหนาว
ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่สาดส่องลงมาจากตัวเรือนยา เฉินยู่เฟิงกัดฟันระงับความเจ็บปวดอันแสนสาหัส แล้วค่อย ๆ ขยับกายอันบอบช้ำเข้ามาหาบุรุษทั้งสองที่เพิ่งเปิดประตูออกมา เขาพยายามยกศีรษะที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตขึ้นมองข้ารับใช้เบื้องหน้า แววตาสั่นระริกอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร ริมฝีปากแห้งผากสั่นเทาเค้นเสียงร้องขออย่างสุดกำลัง
“ได้โปรด ... ช่วย ... ช่วยองค์หญิงด้วย ... ขอร้องท่านหมอ ...”
สิ้นเสียงวิงวอนอันแผ่วเบานั้น ร่างของรองแม่ทัพหนุ่มก็ล้มพับจมลงกับพื้นหิมะอันหนาวเหน็บ สติที่มีหลุดลอยไปพร้อมกับความอ่อนล้า ข้ารับใช้ทั้งสองที่เห็นเช่นนั้นก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบลนลานช่วยกันพยุงร่างโชกเลือดของทั้งคู่เข้ามาภายในเรือนพักอย่างเร่งด่วน แล้วรีบปิดประตูลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา
