บทที่ 11 ความลับของ ท่านหมอซู

เฉินยู่เฟิง รองแม่ทัพคู่ใจที่บาดแผลตามร่างกายที่ได้รับการเยียวยาจนสีหน้าเริ่มมีเลือดฝาด บัดนี้คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นห้อง แววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและระแวดระวัง ถัดจากเขาไปในเงามืดสลัวตรงมุมห้อง คือร่างของ ‘หน่วยเงา’ องครักษ์ลับส่วนพระองค์ในชุดดำสนิท ที่เพิ่งเร้นกายฝ่าพายุหิมะกลับมารายงานข่าวสารลับ

“ทูลองค์หญิง ... ข้อมูลที่หน่วยเงาของเราสืบย้อนกลับไปถึงคดีเมื่อสิบสองปีก่อน แน่ชัดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เฉินยู่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและระมัดระวัง

“คราแรกที่ได้รับรายงาน กระหม่อมแทบไม่อยากเชื่อ แต่หลักฐานทุกอย่าง ทั้งวิชาฝังเข็มสลายพิษพร้อมถ่ายทอดลมปราณ และจี้หยกขาวมันแพะพระราชทานชิ้นนั้น ล้วนชี้ชัดไปที่คนผู้เดียวกันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้พ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวเฟิ่งหลานยังคงนิ่งเงียบ แขนซ้ายพาดไว้บนขอบเตียง นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนผืนผ้าห่มเป็นจังหวะเชื่องช้าทว่าหนักแน่น

“พูดมา ... หมอซูผู้นี้ แท้จริงแล้วนางคือใคร”

เฉินยู่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกดเสียงต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

“นางคือ ... หลานซูเซียว ทายาทเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ล้างบางตระกูลหมอหลวงหลาน เมื่อสิบสองปีก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

แม้คำตอบของรองแม่ทัพจะอยู่ในการคาดเดาของเจ้าเฟิ่งหลานตั้งแต่แรก ทว่าเมื่อได้ยินการยืนยันอย่างแน่ชัด หัวใจองค์หญิงแม่ทัพพลันสั่นไหวและหนักอึ้ง

ความทรงจำในอดีตย้อนคืนกลับมาดั่งสายน้ำ ... ในเหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน ยามนั้นนางเพิ่งมีอายุได้เพียงสิบสองชันษา ในเวลาที่พระราชบิดาถูกลอบวางยาพิษจนเสด็จสวรรคต ท่ามกลางความระส่ำระสายของการผลัดแผ่นดิน ตระกูลหมอหลวงหลานผู้จงรักภักดีกลับถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหากบฏลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ด้วยยาพิษ จนเป็นเหตุให้จวนตระกูลหลานถูกทหารนับร้อยปิดล้อม สั่งประหารล้างตระกูล และเผาทำลายจนวอดวายสิ้นในคืนเดียว

ในยามนั้น จ้าวเฟิ่งหลานยังเยาว์วัยนัก จึงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าผู้ใดกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการชักใยและใส่ร้ายตระกูลหลาน ทว่าสิ่งหนึ่งที่นางปักใจและเชื่อมั่นมาตลอดสิบสองปี คือตระกูลหมอหลวงหลานไม่มีวันคิดคดทรยศหรือลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้อย่างเด็ดขาด ด้วยพระมารดาและตัวนางในวัยเยาว์ต่างสนิทสนมและรักใคร่เอ็นดูมารดาของหลานซูเซียวเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองตระกูลไปมาหาสู่เกื้อกูลกันดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด นางย่อมรู้ดีแก่ใจว่าคนตระกูลหลานมีความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

“ยามนั้นเรายังเด็กนัก ... จึงไม่อาจกระชากหน้ากากสุนัขรอบกัดที่ใส่ร้ายตระกูลหลานได้”

จ้าวเฟิ่งหลานพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตาคมกริบกลับทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง

“แต่ยามนี้ เราเติบใหญ่จนได้กุมอำนาจทัพเหนือ เช่นนั้นเราจะร่วมมือกับนางหาหลักฐานเพื่อลากคนผู้นั้นมารับกรรมให้จงได้”

เฉินยู่เฟิงพยักหน้ารับ ก่อนจะรายงานความหลังต่อด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“หลานอี้ ถูกประหารชีวิต ส่วนฮูหยินและคนอื่น ๆ ในจวนล้วนถูกสังหารและเผาทำลายสิ้น ครานั้นทางการเชื่อว่าบุตรสาววัยแปดขวบได้สิ้นใจในกองเพลิงไปแล้ว ทว่าแท้จริงแล้วมีผู้ลักลอบพาร่างของหลานซูเซียวหลบหนีออกจากเมืองหลวง เดินทางพเนจรไปทั่วหล้า อาศัยการซ่อนตัวใต้แซ่ซู ใช้วิชาแพทย์รักษาคนยากไร้และฝึกฝนวรยุทธ์ลับเพื่อเอาชีวิตรอดพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนี้สินะ ... นางถึงได้เคียดแค้นชิงชังคนของราชวงศ์ยิ่งนัก”

จ้าวเฟิ่งหลานถอนหายใจแผ่วเบา รอยยิ้มขื่นขมปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสวย

“ในสายตาของนาง เราและคนในวังหลวงก็คงไม่ต่างจากศัตรูตัวการที่สมรู้ร่วมคิดทำลายล้างตระกูลอันทรงเกียรติของนางจนไม่เหลือแม้แต่ผืนดินกลบหน้า”

“องค์หญิง ... ยามนี้ตัวตนของนางอันตรายยิ่งนัก”

เฉินยู่เฟิงเอ่ยเตือนด้วยความกังวลใจจากก้นบึ้ง

“หากราชสำนักล่วงรู้ว่าทายาทตระกูลหลานยังมีชีวิตอยู่ ย่อมต้องส่งยอดฝีมือมาเอาชีวิตนางอย่างแน่นอน และที่กระหม่อมเป็นกังวลที่สุด ... คือนางอาจจะเคียดแค้นจนลอบทำร้ายพระองค์เพื่อล้างแค้นให้ตระกูลก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ”

“หุบปาก!”

สุรเสียงตวาดกร้าวของจ้าวเฟิ่งหลานดังก้องสะท้อนฝาผนังไม้ไผ่ ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะในพริบตา เฉินยู่เฟิงถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบก้มหน้าหมอบศีรษะลงแนบพื้นด้วยความยำเกรงในบารมี

“ยู่เฟิง เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพูดสิ่งใดออกมา!”

นางสูดหายใจเข้าลึก ระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในอก ทว่าดวงตายังคงทอประกายดุดัน

“หากนางไร้คุณธรรมและต้องการชีวิตเราจริง นางคงปล่อยให้เราสิ้นลมไปด้วยพิษไอเย็นเจ็ดรากตั้งแต่คืนแรก หรือเพียงแค่นางจงใจปักเข็มเงินผิดพลาดไปแค่เสี้ยวชุ่น เราก็คงกลายเป็นศพไร้วิญญาณอยู่ใต้กองหิมะไปแล้ว! เหตุใดนางต้องเหน็ดเหนื่อยยอมถ่ายทอดลมปราณเพื่อยื้อชีวิตคนของราชวงศ์ที่เกลียดชังด้วยเล่า!”

เฉินยู่เฟิงตัวสั่นเทา รีบโขกศีรษะลงกับพื้นด้วยความลนลาน

“กระหม่อโง่เขลาเบาปัญญา กระหม่อมเพียงแต่เป็นห่วงความปลอดภัยขององค์หญิง ขอพระองค์โปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

“เรารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง”

จ้าวเฟิ่งหลานผ่อนลมหายใจยาว แววตาดุดันเมื่อครู่ค่อย ๆ คลายลง แปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งและลุ่มลึกดังผืนน้ำอีกครา

“แต่จากนี้ไป ห้ามเจ้าเอ่ยวาจาลบหลู่นางอีกเป็นอันขาด ตระกูลหลานถูกใส่ร้าย ... และเราจะเป็นคนทวงคืนความยุติธรรม ล้างมลทินให้ตระกลูหลานด้วยตัวของเราเอง”

ยังไม่ทันที่เฉินยู่เฟิงจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังแว่วใกล้เข้ามายังห้องพักฟื้น องครักษ์เงาที่ซุ่มอยู่ในความมืดมุมห้องพลันพลิ้วกายเร้นลับ หายวับออกทางช่องลมหน้าต่างไปอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย

เฉิงยู่เฟิงรีบหยัดกายลุกขึ้น ถอยร่นไปยืนอารักขาอยู่ข้างประตูอย่างสำรวมระแวดระวัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป