บทที่ 13 ตัวตนของหมอพเนจร
ก่อนที่หมอหญิงจะได้สะบัดเข็มเงินซัดเข้าจุดตายของอีกฝ่าย พริบตานั้น บานประตูห้องพักก็เปิดผางออกอย่างแรง!
เคร้ง!
จ้าวเฟิ่งหลานในชุดคลุมสีเข้ม แม้ร่างกายยังบอบช้ำจากพิษร้าย ทว่าดวงตาคมกลับดุดันน่าเกรงขาม องค์หญิงตวัดกระบี่ในมือเข้าปัดป้องคมดามของมือสังหารที่กำลังจะฟันใส่ซูเซียวได้อย่างแม่นยำ ประกายไฟแล่บวาบกลางอากาศ ก่อนที่นางจะพลิกข้อมือตวัดเพลงกระบี่สะบั้นร่างศัตรูจนล้มคว่ำลงตรงหน้า
วงแขนแข็งแรงดึงรั้งร่างของซูเซียวเข้ามาแนบชิดไว้ข้างกาย กวาดสายตามองผู้บุกรุกที่เหลือด้วยรังสีอำมหิตเย็นเยียบ
“ที่เหลือปล่อยให้คนของเราจัดการเถิด”
จ้าวเฟิ่งหลานเอ่ยเสียงหนักแน่น สบประสานสายตากับซูเซียวอย่างลึกซึ้ง
ไม่นานนัก ด้วยการประสานกำลังของเฉินยู่เฟิง หน่วยองครักษ์เงา และฝีมือของคนในสำนักหมอพเนจร กลุ่มมือสังหารชุดม่วงทั้งหมดก็ถูกกำราบจนหมดสิ้น ส่วนใหญ่สิ้นชีพในสมรภูมิ มีเพียงบางคนที่ถูกพิษสลบของซูเซียวและถูกสกัดจุดชีพจรถูกจับกุมตัวไว้ได้
“คุมตัวพวกที่รอดชีวิตอยู่ไว้ เราจะเค้นคอถามพวกมันเองว่าเป็นสุนัขรับใช้ของผู้ใด!”
จ้าวเฟิ่งหลานสั่งการเสียงเฉียบขาด เหล่าองครักษ์เงารีบประสานมือน้อมรับคำสั่ง แล้วเร่งจัดการลากตัวนักฆ่าที่บาดเจ็บออกไปทันที
ซูเซียวหอบหายใจกระชั้น นางรีบดันกายออกจากการเกาะกุมของจ้าวเฟิ่งหลานแล้วถอยร่นห่างออกไปหลายก้าว ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ จ้องมองสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน
“เห็นหรือไม่! ทันทีที่มีคนของราชสำนักก้าวเข้ามา สำนักของข้าก็ต้องเปรอะเปื้อนคาวเลือด และผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายเพราะศัตรูของเจ้า!”
จ้าวเฟิ่งหลานทอดสายตามองใบหน้างดงามที่กำลังสั่นระริก แววตาขององค์หญิงทอประกายความซาบซึ้งใจระคนอ่อนโยนยิ่งนัก ยามนึกถึงภาพที่ซูเซียวเอาตัวเข้าขวางหน้าประตูเพื่อช่วยชีวิตนางไว้เมื่อครู่
“ท่านหมอซู ... เราต้องขออภัยจากใจ ที่นำพาเคราะห์ภัยมาสู่สำนักของเจ้า”
น้ำเสียงของแม่ทัพหญิงยามนี้ทุ้มนุ่มและอ่อนหวาน ผิดแผกจากคำสั่งดุดันเฉียบขาดเมื่อครู่ราวกับคนละคน
“ทว่า ... ขอเพียงเจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว”
จ้าวเฟิ่งหลานก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าซูเซียวในระยะห่างเพียงสามก้าว ดวงตาคมปลาบจับจ้องลึกเข้าไปในแววตาคู่สวยที่กำลังไหวระริก ก่อนริมฝีปากบางจะขยับเอ่ยประโยคแผ่วเบา ทว่ากลับหนักแน่นดังคำมั่นสัญญา
“เราจะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าได้เป็นอันขาด ... หลานซูเซียว”
สิ้นเสียงเรียกขานนามจริงพร้อมแซ่เดิม ‘หลานซูเซียว’ ร่างบางพลันชะงักงัน แววตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก คำพูดนั้นเปรียบดังสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของนางอย่างไร้การตั้งตัว!
ร่างระหงของซูเซียวถึงกับสั่นสะท้าน ปลายนิ้วเรียวภายใต้ชายแขนเสื้อเริ่มสั่นระริก ความลับอันหนักอึ้งที่นางซ่อนเร้นและแบกรับเอาไว้ด้วยชีวิตมาตลอดสิบสองปี บัดนี้ถูกสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าล่วงรู้ และเอ่ยขานมันออกมาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
ทว่าก่อนที่ซูเซียวจะทันได้ตั้งสติหรือเอ่ยสิ่งใด ร่างของท่านหมอหลิวก็ก้าวพรวดเข้ามาในลานกว้างอย่างร้อนรน ใบหน้าชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและเป็นห่วงใยนางยิ่งนัก
“ซูเซียว! เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”
ท่านหมอหลิวปรี่เข้ามาจับมือตรวจดูนางด้วยความตระหนกจนลืมเลือนบรรยากาศรอบกายไปสิ้น
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ... ท่านอา ข้าปลอดภัยดี”
ซูเซียวข่มความสั่นไหวในใจ ปรับน้ำเสียงให้สงบนิ่งที่สุด ก่อนจะละสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความสับสนจากจ้าวเฟิ่งหลาน
หมอหญิงกวาดสายตามองไปรอบลานสำนักที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยเลือดและซากปรักหักพัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติตนเองกลับมา ก่อนจะหันไปสั่งการเสียงกังวาน
“อาจาง ซิ่วเออร์ ... ใครที่บาดเจ็บไม่มาก จงช่วยกันพยุงคนที่บาดเจ็บหนักไปยังเรือนยาฝั่งตะวันตก เร่งห้ามเลือดและทำแผลเดี๋ยวนี้”
“รับทราบเจ้าค่ะ/ขอรับ”
บรรดาคนงานและสาวใช้รับคำอย่างรวดเร็ว รีบเร่งเข้าไปช่วยพยุงคนเจ็บตามคำสั่งทันที
เมื่อเห็นคนของสำนักเร่งรีบช่วยชีวิตคนเจ็บ จ้าวเฟิ่งหลานที่เฝ้ามองอยู่ตลอดจึงหันไปสั่งการเฉินยู่เฟิงสุรเสียงทุ้มต่ำ ทว่าเปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพ
“ยู่เฟิง นำกำลังคนเคลียร์สถานที่ให้เรียบร้อย ขนย้ายศพของนักฆ่าทั้งหมดออกไปจากสำนักอย่าให้เหลือแม้แต่ซาก และแบ่งคนของเราไปช่วยดูแลผู้บาดเจ็บด้วย”
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินยู่เฟิงประสานมือรับคำ ก่อนจะหันไปโบกมือส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาส่วนหนึ่งเร่งเก็บกวาดซากปรักหักพังลำเลียงศพของนักฆ่าชุดม่วงออกไปภายนอกอย่างรวดเร็ว ส่วนที่เหลือรีบเข้าไปช่วยพยุงและลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังเรือนโอสถฝั่งตะวันตก
เมื่อสั่งการทุกอย่างเรียบร้อย เฉินยู่เฟิงลอบสังเกตเห็นสีหน้าซีดเผือดอิดโรยและบาดแผลที่หัวไหล่ขององค์หญิง ที่เริ่มมีเลือดซึมออกมาจากการฝืนใช้กำลัง จึงรีบก้าวเข้ามาประคองอย่างสำรวมระวัง
“องค์หญิง ... เสด็จกลับเข้าห้องพักผ่อนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเฟิงหลานลอบมองใบหน้างดงามหมดจดที่กำลังยืนนิ่ง ทว่าแววตาอัดแน่นไปด้วยความสับสนปั่นป่วนของหลานซูเซียวอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
เฉินยู่เฟิงประคองร่างสูงสง่าขององค์หญิงผิงหยางกลับเข้าสู่ห้องพักฟื้นอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงหลานซูเซียวที่ยืนนิ่งสงบอยู่กลางลานดิน
